กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
มารู้จักน้ำหมักป้าเช็ง
 


เดี๋ยวนี้บางขุนเทียนบิ๊กซีทำน้ำหมักป้าเช็งเป็นล่ำเป็นสัน ตั้งแต่ประธานสันติ เฮียชัย จุก นิคม โย เป็นต้น
 
 
โดย สุเทพ บางขุนเทียน [31/12/2013 17:43]
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(14/12/2011 22:48)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 2
ตอบโดย : บุญเลิศสุดหล่อ
(14/12/2011 22:49)

 
 
ขอสักขวดไว้ล้างตาหน่อย พักนี้วิ่งตกโดนนิคมแซงตลอด
   

ความคิดเห็นที่ 3
ตอบโดย : บางขุนเทียน นครนายก
(14/12/2011 22:49)

 
 
ชอเชียร์ ให้ทุกคนหมักตามป้าเช็งสอน
จะเป็นยารักษาโรคประจำบ้านได้จริงๆ
มีผู้ใช้และได้ผลเสมือนเป็นผู้วิจัยแล้ว
   

ความคิดเห็นที่ 4
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 22:50)

 
 
น้ำหมักก้อช่วย พี่เลิศบอได๊ด้อก

พี่นิคมเค้าทั้งดื่ม 3 เวลา ลงเวทเทนี่งเช้า เย็นวิ่ง 12 กิโล

ชั่วโมงนี้เป็นของเค้าเลยละ

ถ้าคิดล้างตา พี่เลิศต้องใช้น้ำหมักฉีดเข้าเส้น ก้อพอไหว

   

ความคิดเห็นที่ 5
ตอบโดย : เทียนทะเล
(14/12/2011 22:51)

 
 
พี่นิคม เค้าซ้อมที่ไหนครับ เวลาไหน
จะไปขอความรู้หน่อย สนใจแต่ไม่มีคนให้ขอ้มูล
   

ความคิดเห็นที่ 6
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 22:52)

 
 
พูดถึงน้ำหมักพืชผัก ผลไม้และสมุนไพร เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ และมีประโยชน์ครอบคลุมได้มากมาย ประโยชน์ที่เราจะได้จากน้ำหมักนั้น มีนักวิจัยท่านหนึ่งได้บอกไว้ว่าจะได้เอ็นไซม์ จุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับมนุษย์ กรดอมิโน(โปรตีน)และคุณสมบัติทางยาของพืช ผัก ผลไม้และสมุนไพรแต่ละชนิด...

สิ่งที่เราน่าจะรู้คือ...จลินทรีย์...นั้นมีประโยชน์ช่วยเราอย่างไร

กรดอมิโน (โปรตีน) นั้นมีประโยชน์ช่วยเราได้อย่างไร

และพืช ผัก ผลไม้และสมุนไพรนั้น มีประโยชน์ช่วยเราได้อย่างไร.
   

ความคิดเห็นที่ 7
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 22:54)

 
 
ผมได้ลองใช้กับการล้างกะทะ หม้อ เคื่รองใช้ในครัวอื่นๆอีกมาก สังเกตคราบที่ดำติดขอบกะทะ หม้อ เคื่รองใช้ในครัว หลุดออกหมด โดยใช้แรงขัดเบาๆ

น้ำที่ใช้ล้างแล้วนำไปลดต้นไม้ ไม่ว่าไม้ดอกไม้ยืนต้น ออกดอกสวย แทงยอดออกหนอได้ดีขึ้น

และสังเกตมือที่แมบ้านเคยเปื่อยที่เล็บ ก็ไม่เป็นอีก แถมมือยังนิ่มขึ้นอีก

ส่วนนำไปใช้ถูบ้าน คลาบที่ติดอยู่ตามซอกก็ค่อยๆจางลงเลื่อยๆ มด แมงสาปก็ไม่ค่อยได้เห็นอีก

ใช้กับชักผ้าขาว ผ้าสีก็สะอาดดี คลาบด่างก็บางลง

แค่ใช้กับภายนอกก็เป็นที่พอใจเป็นอย่างมาก ประหยัดค่าผงชักฟอก น้ำยาล้างจาน

สิ่งหนึ่งที่ใช้บ่อยคือ นำผักไปแช่ในน้ำหมัก 10 ถึง 15 นาที นำขึ้นไปผัด ผักกรอบ...บ เหมือนตัดจากต้นเลย

แล้วเพื่อนนักวิ่ง ละครับนอกจากวิ่งเพื่อสุขภาพเเล้ว ท่านได้กินน้ำหมักชีวภาพหรือยัง

ยังมีอีกมากที่เรายังไม่รู้สิ่งดีๆที่บรรพบุรุษของเราได้สร้างไว้ให้
   

ความคิดเห็นที่ 8
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 22:55)

 
 
ผลการวิจัยของการใช้น้ำหมักฯ ได้ถูกวิจัยจากความจริงสู่ความจริง...โดยการใช้ของผู้ที่ใช้กับตัวเองแล้วเกิดผลสำเร็จในการใช้....แล้วนำมาบอกกล่าวให้ทราบนี่เป็นผลการวิจัยที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด....
   

ความคิดเห็นที่ 9
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 22:56)

 
 
ใช่แล้วครับ ทดลองใช้เป็นเวลานานวันจนเห็นผลดีจริง แล้วถึงนำมาบอกกล่าวให้เพื่อนนักวิ่งรู้กัน แต่ไม่ได้ให้เชื่อเลยทีเดียว คุณอยากรู้จริง เห็นผล ต้องใช้...และใช้ทเน้น

เหมือนอยากวิ่งดี วิ่งเร็ว ก็ซ้อม ซ้อม
   

ความคิดเห็นที่ 10
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 22:56)

 
 
วัตถุดิบที่นำมาใช้ในการทำน้ำหมัก ทุกอย่างเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ ไม่ได้ปนเปื้อนสารเคมี หรือไม่มีส่วนผสมของสารเคมี ใด ๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากว่ามีการปนเปื้อนสารเคมี กระบวนการย่อยสลายก็จะเป็นไปได้ยากกว่า และสารเคมีกว่าจะสิ้นสภาพลงก็ต้องใช้เวลานานมาก เพราะการย่อยสลายเป็นไปตามธรรมชาติโดยจุลินทรีย์ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานพอสมควรเท่านั้น...ความสะอาดขึ้นอยู่กับขั้นตอนการนำพืช ผัก ผลไม้และสมุนไพรจากธรรมชาติมาจัดการล้างทำความสะอาดด้วยตัวเองจึงจะรู้ว่าสะอาดเพียงพอหรือไม่....เราจึงรู้ได้ถึงความสะอาดและปลอดภัยด้วยการทำด้วยตัวเราเอง....
   

ความคิดเห็นที่ 11
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 22:58)

 
 
จากประสบการณ์ที่มีผู้ได้ใช้น้ำหมักนี้และได้เห็นผล มีหลากหลายบางท่านบอกว่าในขณะที่เป็นไข้หวัดมีไข้ขึ้นสูง ได้ใช้น้ำหมักเช็ดตัวปรากฏว่าไข้ลดลงทันที....พร้อมกันนั้นก็ใช้ดื่มทำให้อาการอักเสบจากการเป็นหวัดหายได้อย่างอัศจรรย์...

....จากการบอกกล่าวของนักวิจัย ท่านได้บอกไว้ว่าเหตุที่อาการอักเสบจากไข้หวัดลดลงได้จนหายนั้นเกิดจากจุลินทรีย์จากน้ำหมักที่ดื่มเข้าไปทำหน้าที่ไปกินแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการอักเสบจากหวัดนั่นเอง

บางท่านเป็นงูสวัสดิ์ หรือสะเก็ดเงินใช้น้ำหมักดิ่ม และทาบริเวณที่เป็นก็หายได้อย่างน่าอัศจรรย์เช่นกัน และยังมีประสบการณ์ที่ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ อีกมากมายที่มีผู้ใช้น้ำหมักแล้วประสบความสำเร็จและได้นำประสบการณ์นั้นมาแชร์ให้กับชาวหมักทุก ๆ ท่านได้ทราบ.....
   

ความคิดเห็นที่ 12
ตอบโดย : จา จ้า
(14/12/2011 22:58)

 
 
คนที่เป็นกรดไหลย้อน ดื่มทุกวัน วันละ 2ถึง 3เวลา ประมาณ 1อทิตย์ อาการทุเลาลงไปมาก ถึงอาการจนเกือบสู่ปกติ

วิตตามินไข่ขาวในตับอ่อนลั้ว ดื่มน้ำบอระเพ็ดหมักเพียวๆ 2อาทิตย์ หยุดการลั้วได้ดี

ส่วนภูมิแพ้อากาศ ไอ จาม ทุกวันในตอนเช้า หรืออากาศเย็นๆ ดื่มน้ำหมักรวม ทุกวัน เช้า เย็น หรือก่อนนอนด้วยได้ยิ่งดี 1อาทิตย์อาการที่เคยจาม น้ำมูกไหล ค่อยลาจากห่างไกล ไม่มีให้ใช้บริการอีกเลย

หรือดื่มก่อนวิ่ง ปั่น ทำให้ระยะที่ได้ยาวขึ้นเวลาเท่าเดิม

ลองดื่ม ลองใช้ แล้วจะรู้...
   

ความคิดเห็นที่ 13
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 22:58)

 
 
คุณสุเทพครับ...แล้วข้อมูลเดิมเรื่องน้ำหมักหายไปไหนแล้วครับ...ไม่เห็นคุณสุเทพ นำมาลงล่ะครับ...น่าเสียดายมีประโยชน์มากนะครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 14
ตอบโดย : อ.เปา
(14/12/2011 22:59)

 
 
ที่บ้านผมก็หมักไว้หลายถัง..
หมอ..ยอ..ป้อม..เพชร..ใย..จี่

ไปเอาถังมาจากบ้านป้าเช็ง...แถวคลอง 2

ลงทุนไป 2-3 หมื่นแล้ว
ลองเอาเปลือกส้มมาหมัก...
เอามาทำความสะอาดบ้าน...ยอดมาก

หมาในบ้านมีเห็บ หมัด...ก็หายหมด
หมามีกลิ่นตัว...ก็หายหมด
แมสลงสาป....ไปไหนไม่รู้

วิ่งเสร็จก็คันในร่มผ้า...คันได้คันดี
ทายาแก้เชื้อรา หลายยี่ห้อ ได้เพียงหายเป็นพักๆ
พอเอาน้ำหมักฉีดแบบฉีดผ้า...คันก็หายหมด

สระผมเสร็จ...เป่าให้แห้ง แล้วชะโลมด้วยน้ำหมัก
หวีได้อยู่ทรง...ไม่มีรังแค...ไม่คัน...ไม่ร่วง

น้ำหมักนี่...มันมีคุณจริงๆ


พวกที่เป็นสิว....ล้างหน้าให้ดีก่อน...เป่าให้แห้ง ..แล้วทาด้วยน้ำหมัก
สิวที่เป็นจะค่อยๆยุบ....หายไปราวๆ 3 วัน

พวกที่เอาไปแปรงฟัน...ทำให้จืดก่อน(ผสมน้ำเท่าตัว)...
ระวังความเป็นกรดของน้ำหมักมันกัดฟัน

   

ความคิดเห็นที่ 15
ตอบโดย : ป้อม บางขุนเทียน
(14/12/2011 22:59)

 
 
ส่วนผมไม่ทำอะไรเลย รออาศัยเพื่อนเขากินครับ
   

ความคิดเห็นที่ 16
ตอบโดย : ป้อม บางขุนเทียน
(14/12/2011 23:00)

 
 
ว่าแต่ในวีดีดอเป้นใครครับ
ใช่ป้าเช็ง
หรือว่าคุณป้ามยุรี ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 17
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:01)

 
 
ขออนุญาตเสริมต่อจาก อ.เปา นะครับ สำหรับอาการคันในจุดที่อับซ่อนเร้น แม้กระทั่งกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ หรือกลิ่นอับในรองเท้าวิ่ง หากใช้น้ำหมักฉีดพ่น หรือทาในจุดที่มีปัญหา ก็สามารถจะช่วยกำจัดให้หมดสิ้นไปได้ นอกจากนั้นหากนำมาแปรงฟันหรือบ้วนปาก หรือดื่มก็จะทำให้เป็นผู้ที่มีกลิ่นปากที่สะอาดลมหายใจก็ไม่มีกลิ่นเหม็น แม้กระทั่งตื่นนอนตอนเช้ากลิ่นปากก็แทบจะไม่มีเลย....

สำหรับหนุ่มสาวนอกจากจะช่วยเรื่องการรักษาสิวแล้ว หากมีปัญหาเรื่องฝ้าบนใบหน้าหากใช้น้ำหมักเป็นประจำก็สามารถทำให้ฝ้าบนใบหน้าหายได้....เท่านั้นยังไม่พอ...สำหรับสุภาพสตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประจำเดือนที่มีปัญหาทุกชนิด รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระดูขาวที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ หรือมีอาการคันเมื่อเวลาตกขาว หากใช้น้ำหมักเป็นประจำทั้งดื่มและทาหรือหยอดทุก ๆ จุดที่มีปัญหาอาการเหล่านี้ก็จะหายขาดในที่สุด...อีกทั้งยังสามารถทำให้พิวพรรณดูใสผ่องขึ้นมาทันที หน้าตาที่เหี่ยวแห้งก็จะใสเด้งขึ้นมา อกที่เคยแฟบก็จะฟูขึ้นได้ทุกส่วนที่หย่อนคล้อยก็จะตึงกระชับ....และนี่เป็นประสบการณ์จากผู้ที่เคยใช้น้ำหมักมาแล้วและก็นำมาบอกต่อครับ.....

ส่วนประสบการณ์ตรงของผมเอง ก็มีพอสมควร มีคนที่ผมได้เคยช่วยให้รอดพ้นจากความตายมาแล้วคนหนึ่งเธอเคยป่วยจนแทบเอาชีวิตไม่รอด....และตอนนี้ผมก็ยังต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงดูแลอยู่....เธอมีประสบการณ์เรื่องน้ำหมักด้วยตัวเอง...ปกติแล้วผมให้เธอดื่มน้ำหมักมาเป็นเวลาเดือนเศษแล้วผลที่เกิดขึ้นกับเธอดีมากเธอเป็นฝ้า....ฝ้าหายสนิท ผิวพรรณเธอใสหน้าเด้ง และเธอเคยมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ ปัจจุบันหลับสนิทและหลับลึก...และอีกหลาย ๆ เรื่องราวดี ๆ ที่เกิดกับเธอ...

.......แต่ที่น่าทึ่งก็คือ ปกติเธอต้องไป ร.พ.พบหมอเป็นประจำเพราะเธอมีปัญหาการได้ยิน เธอก็มาขอให้หมอสั่งยาไปกินหมอบอกว่าประสาทหูของคุณเสื่อมถาวรแล้วไม่สามารถได้ยินแล้ว ไม่ต้องกินยาหรอก ถ้ามีอาการอักเสบที่ในหูก็ค่อยมาเอายาไปกินเธอก็กลับไป...อยู่มาวันหนึ่งเมื่อปลายเดือนที่แล้วเธอปวดหูมากทนไม่ได้ก็โทรมาหาผมถามว่าจะทำไงดี...ผมก็บอกให้ไป ร.พ.เธอก็ปฏิเสธไม่ยอมไป...ผมก็เลยบอกเธอว่ายังงี้ก็แล้วกันนะตอนนี้เธอมีน้ำหมักอะไรบ้าง เธอก็บอกว่ามีพลอยเพ็ชร...ผสมน้ำเอ็นไซม์เจ็ดปี...ผมถามต่อแล้วมีขวดเล็กยี่สิบปีไม๊...เธอบอกไม่มี มีแต่เจ็ดปี...ผมถามต่อแล้วที่ใช้หยอดตามีไม๊..เธอบอกยังมี...อ่ะได้การล่ะ...ผมรีบบอกเธอว่าให้ใช้ที่หยอดตานั่นแหละหยอดรูหูเลย...เธอตกใจรีบถามผมด้วยเสียงที่ไม่แน่ใจว่า...หยอดได้หรือพี่...ผมตอบทันทีว่าเออน่ะ..หยอดไปเถอะ...เพราะความที่ผมเคยช่วยชีวิตเธอให้รอดตาย..เธอจึงไว้วางใจผมและก็ทำตามอย่างไม่ค่อยจะมั่นใจเท่าไร...ได้เรื่องเลยครับพอเธอหยอดหูเธอปั๊บตอนนั้นเป็นเวลาสาย ๆ ปรากฏว่าหูข้างนั้นตื้อไปหมดเธอตกใจมากในใจก็กังวลตลอดเวลา...แต่พอถึงเวลาประมาณสองทุ่มเธอกำลังนั่งรถเมล์กลับบ้านขณะที่เธอนั่งรถเมล์เธอก็ได้ยินเพลงบนรถเมล์ที่คนขับเปิดอยู่เธอแปลกใจมากเธอสงสัยว่าทำไมเสียงเพลงวันนี้มันใสปิ๊งขนาดนี้...แล้วเธอก็ดีใจจนลิงโลดหูของเธอข้างที่หมอบอกว่าเสื่อมถาวรนั้นพลันได้ยินใสชัดขึ้นมา...รุ่งขึ้นเช้าเธอรีบโทรรายงานผมทันทีด้วยน้ำเสียงที่ดีใจสุด ๆ ผมหัวเราะพูดทีเล่นทีจริงว่าฟลุ๊คละมั๊ง...แม้ตัวผมเองก็ยังทึ่งกับเรื่องนี้ ไม่น่าเชื่อครับมันอัศจรรย์จริง ๆ ครับ และผมก็เลยให้เธอหยอดหูเป็นประจำทุกวัน และเธอก็มีประสบการณ์ชีวิตที่ดี ๆ ที่ผมมอบให้เธออีกมากมาย...ปัจจุบันผมให้เธอไปวิ่งออกกำลังกายทุกเช้าที่สวนใต้สะพานพระราม 3 สามารถสอบถามและคุยกับเธอได้ครับ...เธอวิ่งเสร็จแล้วเธอก็จะเข้ากลุ่มรำกระบองที่ใต้สะพานพระราม 3 และเมื่อรำกระบองเสร็จ เธอก็จะมานั่งรีแร็กหรือไม่ก็ซ้อมลีลาศอยู่บริเวณศาลาริมแม่น้ำใต้สะพานพระราม 3 นั่นแหละ...หากได้คุยกับเธอแล้วก็จะทราบดีว่าเธอมีประสบการณ์ดี ๆ จากผมมากมายครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 18
ตอบโดย : ณี เอ็มรัตน์
(14/12/2011 23:02)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 19
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 23:02)

 
 
กลับมาใช้ มากิน แบบเดิมที่บรรพบุรุษได้ค้นหาให้

ดีต่อสุขภาพอย่างแท้จริง และมั่นคง

   

ความคิดเห็นที่ 20
ตอบโดย : ยายกล้อง
(14/12/2011 23:03)

 
 
ที่เมืองกาญจน์ ทำกันเพียบ น้องชายถึงขนาด เดินทางไปขอสูตรที่บ้านป้าเช็งเชียวหละ
   

ความคิดเห็นที่ 21
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:04)

 
 
นักวิจัยท่านได้พูดถึงเรื่องความเชื่อของคนนั้นมีอยู่ 3 ด้าน คือ ความเชื่อจากสิ่งที่เล่ากันมาโดยเรียกว่าสืบสานภูมิปัญญา หรือตำนานไทย หรือปราชญ์ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น...

.....ความเชื่อในหลักการ หรือหลักของเหตุผล หรือหลักของวิทยาศาสตร์ที่เราใช้ทำให้เราหาคำตอบได้ว่าบริบทในเรื่องที่มาของน้ำหมักมีที่มาอย่างไร ปัจจัยที่ก่อให้เกิดน้ำหมักนั้นมีรากเง่ามาอย่างไร ปัจจัยของน้ำหมักถ้าเรารู้ว่ามีองค์ประกอบอย่างไร หากเรารู้ว่ามันมีอะไรแล้วความเชื่อในสิ่งที่เขาเล่ามาในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นจึงกลายเป็นหลักวิทยาศาสตร์ ปัจจัยของหลักวิทยาศาสตร์มี 3 องค์ประกอบก็คือในเรื่องของปัจจัยของการผลิตน้ำหมักในเรื่องของสมุนไพร เช่นมะรุม หรือฟ้าทลายโจร ซึ่งถูกยอมรับในทางวิทยาศาสตร์ในการทดลอง และที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งเราไม่ได้คิดเลยว่ามันจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกก็คือน้ำหมักที่นำออกมาเผยแพร่นี้ได้ถูกค้นพบจากการค้นหาคำตอบในสิ่งนั้นคือจุลินทรีย์......

.....องค์ประกอบที่ทำให้เกิดผลดีในการที่นำมาใช้อุปโภคและบริโภคนั้นมันเกิดจากจุลินทรีย์...จุลินทรีย์ที่อยู่ในน้ำหมักนั้นเรียกกันว่าจุลินทรีย์ฝ่ายดี....

หลักของความรู้แยกออกเป็น 3 ความรู้
.....หลักความรู้ในความเชื่อ
....ความรู้ในทฤษฏีที่ศึกษาจากตำรามาแล้วทดลองกับหนู เรียกว่าความรู้จากการทดลอง
....ความรู้ที่ทดลองกับคน คือความจริงในความจริง คือทดลองในกลุ่มเป้าหมายคือคน.....ถ้าผลการทดลองกับคนเป็นอย่างไรมันก็จะเป็นเช่นนั้น ซึ่งทางวิทยาศาสตร์น้อยมากที่จะทำวิจัยในเชิงระบบนี้ได้คือวิจัยในความจริง ความเป็นจริงนั้น ๆ ....
   

ความคิดเห็นที่ 22
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 23:05)

 
 
ได้อ่านบทความของ คุณภูมิชีวิต แล้วเข้าใจมากยิ่งขึ้น

แจ่ม
   

ความคิดเห็นที่ 23
ตอบโดย : อ.เปา
(14/12/2011 23:06)

 
 
ผมขอแสดงความเข้าใจเรื่องจุลินทรีย์สักนิด..ผมเข้าใจแบบนี้

ในการหมัก...เริ่มด้วยนำน้ำตาลผสมน้ำ...ชิมดูจะหวานคือน้ำหวานนั่นเอง

เอาผลไม้...พืชมาใส่ลงไป...ก็เกิดการหมัก
จุลินทรีย์...ก็ได้จากที่ติดมากับผัก ผลไม้ ที่นำมาหมัก

ผมเชื่อ ออกนอกแบบไปจากคุณภูมิชีวิตนิดหน่อยว่า..
จุลินทรีย์ที่มีในน้ำหมัก...เริ่มต้นมีทั้งดีและชั่วปนกัน...


แล้วน้ำที่หมักแล้ว...ทำไมจึงได้จุลินทรีย์ที่ดีและได้แต่สิ่งดี ? ผมอธิบายแบบนี้

ความเห็นของผม..มาจากการเรียนมาบ้างว่า...
จุลินทรีย์...เมื่อมีอาหาร...มันก็กินๆ...ๆ...ๆ...ๆ
แล้วก็ขยายตัวออกมามากมาย...
ยิ่งมากตัว...ก็ยิ่งกินเร็ว....ขี้เร็ว

ถามว่าตอนแรกมันจะกินน้ำตาลหรือกินผลไม้
ตอบว่า..มันก็กินที่กินง่ายก่อนคือน้ำตาล

ดังนั้น...ในระยะกลางๆของการหมัก...
จึงเป็นระยที่จุลินทรีย์มีจำนวนมากมาย...ใครเอาน้ำหมักไปกินตอนนี้..ตายแน่
จึงห้ามกินในขณะที่น้ำตาล หรือ น้ำหวาน..... มันมีรสจืด
ต้องรอกีสักพัก (อาจเป็นเวลา 3-6 เดือน)


มาเล่าต่อ
เพราะ....มีอาหารอย่างดีให้เพิ่มจำนวน..คือน้ำตาลนั่นเอง
จุลินทรีย์มันก็ขยายเต็มถัง

พอมาถึงตอนที่น้ำตาลหมดไป....ชิมดูจะจืด
ตอนนี้แหละ...ที่มันมีจำนวนเต็มที่ ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี

พอน้ำตาลหมดแล้ว....มันก็หันไปกินพืช ผลไม้ ที่อยู่ในนั้น
ก็จะเกิดการผุพัง เปื่อยไปตามธรรมชาติ

พออาหารในถังหมักเริ่มน้อยลง....แต่จำนวนจุลินทรีย์มีมาก มันก็เริ่มมีปัญหา


เพราะจุลินทรีย์กินแล้วก็ต้องถ่ายของเสียออกมา
ของที่กินเข้าไป...ก็กลายเป็นของเสียจากจุลินทรีย์
สภาพน้ำหมักก็จะเริ่มขมก่อน...คล้ายมีเหล้าเกิดขึ้น
ของเสียนี้แหละ..ที่มันกำจัดจุลินทรีย์

จากนั้น...ก็จะเปรี้ยว..เพราะของเสียมีมากขึ้น
หรือ...น้ำหมักจะมีสภาพเป็นกรดเต็มไปหมด

อาหารก็หมด..สภาพก็เป็นกรด....ก็ถึงเวลาตายของจุลินทรีย์
แต่...การตายมันจะตายตามลำดับ...

จุลินทรีย์ที่อ่อนแอ...ก็จะตายก่อน เหลือตัวที่ทนได้

ยิ่งเราหมักนานไป....สภาพยิ่งรุนแรง....การตายก็เกิดขึ้น
ตัวที่ทนไม่ได้...ก็จะตายลง...เหลือแต่ตัวที่ทนได้

นั่นคือเวลายิ่งนาน..น้ำหมัก..จะทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในนั้นเรื่อยๆ

แต่ก็ยังมีตัวที่อยู่ได้...ตัวนี้แหละ...โคตรอึด โครตทนเลย
อยู่ได้ทั้งที่สภาพไม่มีอาหาร...แวดล้อมรุนแรง....มันก็อยู่ได้ขณะที่ตัวอื่นตายลง
นี่แหละ....คือจุลินทรีย์ตัวดีที่หลงเหลืออยู่

พอเราเอามากิน....มันจะโดนกรดในกรดเพาะของเราก่อน...
แต่ไม่เป็นไร...ยิ่งกว่านี้มันยังอยู่ได้

เวลามันอยู่ในลำใส้....มันก็จะแสดงความเป็นใหญ่แบบนักเลง
สิ่งไม่ดีใดๆในลำใส้ที่ตัวอื่นกินไม่ได้...ตัวนี้กินอร่อยเลย
ทำให้จุลินทรีย์ไม่ดีในลำใส้ตายหมด..เพราะหมดที่อาศัย
การกินน้ำหมักที่ได้ที่...จึงมีคุณ

ตอนนี้มาพูดถึงตัวน้ำหมัก....มันจะประกอบด้วยสารที่จุลินทรีย์ร้ายอยู่ไม่ได้
นั่นคือ...ขบวนการหมัก..ได้สร้างสารพิเศษขึ้นมา
สารนี้มันเกิดจากการขับถ่ายของเสียออกมาจากตัวจุลินทรีย์เอง
กล่าวอีกแบบคือ...เป็นของเสียของตัวมันเอง
ของเสียนี้แหละ...ที่มันเอาไว้ไม่ได้
แต่เมื่อตองจมอยู่ในถังเดียวกัน...จุลินทรียก็เหมือนอยู่ในสารพิษที่มันไม่อาจทนได้
สารนี้...จึงจะทำลายจุลินทรียร้ายตายเรียบแบบธรรมชาติ

ถ้าจะเปรียบเทียบ..นกแร้งกินสัตว์เน่าได้เพราะ...
มันมีน้ำย่อยที่ทำลายจุลินทรียร้ายได้
มันจึงกินสัตว์เน่าได้...มันไม่เป็นอะไร


น้ำหมัก...โดยธรรมชาติก็คือน้ำที่ทำลายจุลินทรีย์ตัวร้าย
หรือ...เป็นน้ำที่คัดกรองสิ่งดี-สิ่งร้ายให้แยกออกจากกัน

ผมชอบที่จะเรียกจุลินทรีย์ในระยะสุดท้ายของการหมักว่า..."ซุปเปอร์จุลินทรีย์"
ตัวนี้มันจะทนต่อสภาวะเลวร้ายที่สุดได้

ถ้าในลำใส้เรามีตัวนี้...เราจะมีสุขภาพดี


ผมอธิบายแบบนี้...เพื่อสร้างความเข้าใจขบวนการหมัก

ต้องขออภัยคุณภูมิชีวิต...นี่เป็นการเสริมคำอธิบาย
ไม่ใช่มาขัดคอ....เพราะมันได้ผลเหมือนกัน...


   

ความคิดเห็นที่ 24
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 23:06)

 
 
อ่านบทความของ อ. เปา ก็เหมือนได้ดูหนังตอนเดียวจบ กระจ่างดี
   

ความคิดเห็นที่ 25
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:07)

 
 
อ่านเรื่องที่ อ.เปาเขียนแล้ว ต้องขอบคุณ อ.เปามากครับ.....สิ่งที่ อ.เปาได้อธิบายไว้เป็นความรู้ความเข้าใจและเป็นสิ่งที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะว่าจะทำให้ผู้ที่ยังไม่ค่อยรู้ก็จะได้รับความรู้อย่างเข้าใจจากที่มาที่ไปของจุลินทรีย์ตัวที่เป็นมิตรกับร่างกายมนุษย์ ได้อย่างเข้าใจ ผมเชื่อว่าอีกหลาย ๆ ท่านที่ยังไม่ทราบและยังกังขาเรื่องที่มาของน้ำหมักนี้ก็สามารถที่จะเข้าใจได้ในคุณประโยชน์ที่จะได้รับจากน้ำหมักนั้น และก็จะได้รับทราบถึงคุณค่าของจุลินทรีย์ในน้ำหมักนี้ได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนั้นได้มีนักวิจัยท่านหนึ่งยังได้บอกอีกว่าเราจะได้กรดอมิโนจากน้ำหมักที่ไปช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายให้ดีขึ้นด้วย และยังมีคุณสมบัติทางยาของพืช ผัก ผลไม้ และสมุนไพร นั้น ๆ ที่นำมาหมักอีกด้วย....
   

ความคิดเห็นที่ 26
ตอบโดย : จา จ้า
(14/12/2011 23:08)

 
 
จุลินทรีย์ตัวดีเป็นมิตรแท้ของร่างกายเราทุกคน เมื่อได้ดื่มมันเข้าไป

จะบอกว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ก็ไม่ใช้เรื่องแปลก สำหรับผู้ที่เคยทดลองใช้ วิจัย สังเกตดู แบบครบวงจรได้ผลที่ดี แล้วนำมาเผยแพ่รให้กันได้รู้ จากรุ่นสู่รุ่น แต่ชนรุ่นใหม่แทบจะไม่รู้ แถมยังดูถูกต่างหาก น่าสงสานยิ่งนัก

ของดีๆที่ชนรุ่นก่อนได้ค้นหาให้เราได้ใช้รักษาสุขภาพได้ดี

กลับมาเถอะครับหันมาใช้ มากิน มาลดโลกร้อน ลดค่ายา ค่ารักษาต่างๆ อีกเยอะ

   

ความคิดเห็นที่ 27
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:09)

 
 
คนเราปัจจุบันได้เปลี่ยนไปใช้วิธีรักษาแบบใช้สารเคมีกันจนเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ

ตรงกันข้ามเมื่อมีผู้หันเข้าหาแนวทางการรักษาตัวแบบธรรมชาติกลับกลายเป็น ผู้ที่ถูกดูแคลนว่าอยู่ป่าล้าหลัง และก็ยินดีนิยมชมชอบอยู่กับสารเคมีที่มีทั้งคุณและโทษเท่า ๆ กัน

ที่มาของน้ำหมักนี้ว่ากันว่ามีรากเง่ามาจากในพระไตรปิฏกซึ่งมีคุณค่ามหาศาล แต่ผู้ที่ไม่เข้าใจกับมองข้ามสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลนี้ไปอย่างน่าเสียดาย....ซ้ำยังมีความรู้สึกรังเกียจด้วยซ้ำไป...

หากกระทู้นี้ไม่ตกไปเสียก่อน...ผมจะพยายามหาประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับน้ำหมักนี้มาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับท่านที่สนใจในน้ำหมักที่มีคุณประโยชน์อย่างครอบจักรวาลนี้ครับ....

..........................................
   

ความคิดเห็นที่ 28
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 23:09)

 
 
การหมัก การดอง ของผัก ผลไม้ สมุนไพร ล้วนแล้วเกิดจากภูมิปัญาของบรรพบุรุษเราทั้งนั้น กว่าจะรู้ จะได้ เห็นผลได้มัครต้องใช้เวลาค่อนชีวิต ดำเนินชีวิตแบบไทยแท้ จนสุขภาพดียืนยาวอย่างไร้โรคา

แล้วภูมิปัญาที่ดีของชนรุ่นก่อก็ถูกเอาไปจากบ้านเราไปทำหน้าตาใหม่ สรรพคุณของเราแต่เรียบเรียงคำให้ชวนฟัง ชวนเสน่หา มาขายให้เราใช้ กิน ในราคาที่เกินจริง

ทั้งๆที่เราทุกคนสามารถทำเองได้ และดีกว่าของนอกชะอีก เพราะวัสถุดิบของบ้านเรามีพร้อมสรรพ์ และมากมายให้ทำ

สภาพภูมิอากาศก็ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ในการทำน้ำหมัก
   

ความคิดเห็นที่ 29
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/12/2011 23:10)

 
 
คุณ จาจ้าครับ ถังหมักควรใช้สีอะไรดีครับ
โดนแดดได้ไหมครับ ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 30
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:11)

 
 
ตอบคุณฉลามเสือ.....ถังหมักสีอะไรก็ได้แต่เนื้อพลาสติกที่ผลิตถังควรมีคุณภาพดียิ่งเป็นถังที่บรรจุสิ่งบริโภคได้ยิ่งดีและควรเป็นถังที่มีปากกว้างครับ

ถังหมักเมื่อหมักแล้วไม่ควรถูกแสงแดดครับ.....หากต้องถูกแสงแดดควรมีวัสดุบังร่มครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 31
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/12/2011 23:11)

 
 
ขอบคุณครับคุณภูมิชีวิต
   

ความคิดเห็นที่ 32
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:12)

 
 
ที่ประสบในวิกฤติน้ำท่วมนี้...หากท่านต้องเดินลุยน้ำหรืออยู่ในน้ำนาน ๆ หากท่านมีปัญหาเรื่องน้ำกัดเท้า...

น้ำหมักน่าจะช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้โดยใช้น้ำหมักแช่เท้า หรือใช้
ทาที่เท้าหลังจากลุยน้ำมาเป็นเวลานาน...
.....
   

ความคิดเห็นที่ 33
ตอบโดย : santirawit
(14/12/2011 23:13)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 34
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:17)

 
 
ขอแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ประสบวิกฤติน้ำท่วม....โดยเฉพาะชาวหมักทุกท่าน...

หากท่านจำเป็นต้องถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะ แต่ไม่มีที่จะปลดทุกข์ได้...ขอแนะนำว่าให้ท่านนำถังใบขนาดพอนั่งได้ ถ้าท่านใดมีน้ำหมักก็ให้ใช้น้ำหมัก 500 ซีซี (หรือครึ่ง ก.ก.)ตามด้วยใส่น้ำเท่ากัน...ใช้สำหรับเวลาปลดทุกข์ได้โดยไม่มีกลิ่นเหม็น ถ้าแยกเป็นถังฉี่และถังอุจจาระได้ยิ่งดี..รับรองจะไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงปรารถนามารบกวนแน่นอน...

อีกหนึ่งทางออกสำหรับผู้ที่ไม่มีที่ถ่ายทุกข์

หรือถ้าบางท่านไม่มีน้ำหมัก ก็ให้ท่านหาน้ำตาลทรายแดง 1 ก.ก. และเติมน้ำ 1 ก.ก. (สำหรับถังอุจจาระ) ส่วนถังปัสสาวะใส่น้ำตาล 1 ก.ก.จะใส่น้ำหรือไม่ก็ได้...เท่านี้ท่านก็สามารถจะกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้แล้วครับ....ด้วยความปรารถนาดี.....

อีกหนึ่งทางออกสำหรับผู้ที่ไม่มีที่ถ่ายทุกข์ .....
   

ความคิดเห็นที่ 35
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:17)

 
 
สำหรับผู้ที่ต้องลุยน้ำและอยู่ในน้ำนาน ๆ หากท่านมีน้ำหมัก...หลังจากลุยน้ำแล้วให้ใช้น้ำหมักทาให้ทั่วบริเวณร่างกายที่ถูกน้ำโดยเฉพาะจุดซ่อนเร้นควรต้องระวังให้มาก ๆ จะช่วยป้องกันโรคและเชื้อรารวมทั้งน้ำกัดเท้า ฮ่องกงฟุตที่มาจากน้ำได้....

....หากท่านสามารถดื่มน้ำหมักได้ด้วยก็จะยิ่งช่วยทำให้ป้องกันโรคได้ดียิ่งขึ้น...

....แต่หากท่านไม่มีน้ำหมักก็ลองมองหาเพื่อน ๆ หรือคนที่ท่านรู้จักที่มีน้ำหมักแล้วขอแบ่งปันมาใช้บ้างก็น่าจะช่วยบรรเทาได้ครับ....
...............
   

ความคิดเห็นที่ 36
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/12/2011 23:18)

 
 
ตั้งใจหมักเป็นปุ๋ยโดยใช้เปลือกส้มล้วน ขอมาจากร้านคั้นน้ำส้ม จะใช้ได้ไหมครับท่าน ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 37
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2011 23:19)

 
 
ตอบคุณฉลามเสือ...ใช้ได้ครับ...และไม่ใช่แค่ใช้เป็นปุ๋ยอย่างเดียวนะครับ.....
...สามารถใช้ได้สารพัด เช่นถูบ้าน ล้างห้องน้ำ ซักเสื้อผ้า..ล้างรถก็ใสปิ๊ง...ยิ่งถ้าขั้นตอนการทำน้ำหมักทำได้สะอาดก็สามารถนำมาแช่ล้างผัก หรือแช่เนื้อสัตว์ก่อนนำมาปรุงอาหาร ยิ่งทำให้รสชาดอาหารที่ปรุงอร่อยมากขึ้น..ฯลฯ และอีกมากมาย....
.............

สูตรการหมักก็ง่าย ๆ ครับ น้ำตาลทรายแดง 1 ก.ก.
พืชผัก ฯลฯ 3 ก.ก.
น้ำ 5 ก.กหรือ 5 ลิตร
เพิ่มหรือลดได้ตามจำนวนปริมาณของที่จะนำมาหมักได้ตามสัดส่วนครับ....
........................................
   

ความคิดเห็นที่ 38
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/12/2011 23:19)

 
 
ขอบคุณมากครับท่าน
   

ความคิดเห็นที่ 39
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 23:20)

 
 
ขอขอบคุณ คุณภูมิชีวิต ที่ตอบคำถามแทน

และยังแนะนำวิธีการป้องกัน รักษา น้องน้ำกัดเท้า

ตอนนี้ผมเป็นผู้ประสบอุทกภัยเหมือนหลายคนแล้ว ไม่ตกเทรน

สู้กะน้องน้ำทุกท่า ทุกรูปแบบ เหนื่อยแต่ไม่ท้อ กำลังใจของตัว และครอบครัว เท่านั้นที่จะสู้กะน้องน้ำได้ดี
   

ความคิดเห็นที่ 40
ตอบโดย : เจิดจ้า
(14/12/2011 23:20)

 
 
คุณจา จ้า และ ผู้หมักทำน้ำหมัก อย่าให้น้ำที่ท่วมเข้าไปปนเดีดขาด ไม่เช่นนั้น น้ำหมักจะกลายเป็นน้ำท่วม
   

ความคิดเห็นที่ 41
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 23:22)

 
 
ขอคุณคร๊าบที่เตือนมา ผมทำไว้ที่ชั้น 3 ของบ้าน

ส่วนน้ำพลอยเพชรเป็นถังใหญ่น้องน้ำก้อไม่ได้แอ้ม

หลังน้องน้ำหนีไปแล้วคงได้ใช้บริการน้ำหมักทำความสะอาดกันยกใหญ่
   

ความคิดเห็นที่ 42
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/12/2011 23:23)

 
 
คุณจาจ้า ใช้น้ำหมักทำความสะอาดอย่างไรครับ
   

ความคิดเห็นที่ 43
ตอบโดย : จาจ้า
(14/12/2011 23:23)

 
 
ใช้น้ำหมัก 1 ฝา ต่อน้ำเปล่า 10 ลิตร เทลงไปที่พื้นห้องน้ำ (ปิดท่อละบายไว้ก่อน) ทิ้งไว้นาน 20 นาที แล้วลงมือขัดออกคลาบที่ติดอยู่จะหลุดออก น้ำที่ขัดแล้วปล่อยทิ้งก็ไปบำบัดน้ำได้อีก (อ่านที่ความคิดเห็นที่ 7)
   

ความคิดเห็นที่ 44
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/12/2011 23:24)

 
 
คุณจาจ้า หมักนานไหม แล้วต้องรอให้ย่อยสลายก่อนไหมจึงนำมาใช้ ขอบคุณมากครับ

ปล ฝาขนาดไหนครับ
   

ความคิดเห็นที่ 45
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(14/12/2011 23:24)

 
 
ขอเพิ่มอีกนิดครับ ของที่ใส่หมัก เช่นพืชผัก ผลไม้ เปลือกหอยแคลง หอยแมลงภู่ กระดูกปลา ทั้งดิบและสุก เติมใส่
ถังหมักได้ทุกวันหรอครับ ข้าวที่สุกและไม่สุก ขนมทีบูดเสียแล้ว เช่นขนมปังหมดอายุแล้ว ได้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ
   

ความคิดเห็นที่ 46
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(14/12/2011 23:27)

 
 
กระทู้นี้ถูกลบโดย เฮกเกอร์ ผมไปดึงมาด้วยวิธีพิเศษ

ต้องขออภัยพี่ภูมิชีวิตด้วยที่พึ่งค้นออกมาเพราะรอเวปมาสเตอร์แล้ว ไม่ได้ทำให้ บอกข้อมูลถูกลบไปแล้วไม่สามารถกู้คืนได้
   

ความคิดเห็นที่ 47
ตอบโดย : เบญ
(15/12/2011 10:32)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 48
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/12/2011 22:35)

 
 
เชื่อ..หรือไม่..ว่าน้ำหมักช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาเรื่องของอาการเป็นรองช้ำได้....
.. ...
   

ความคิดเห็นที่ 49
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/12/2011 21:40)

 
 
เคยมีผู้ที่มีปัญหาเป็นรองช้ำที่บริเวณร่องฝ่าเท้าเล่าให้ฟังว่าเป็นรองช้ำตรงระหว่างส้นเท้ากับฝ่าเท้า เป็นแบบเรื้อรังมาเป็นปีแล้ว
ได้รักษาและทำกายภาพมาแล้วทุกรูปแบบแต่สุดท้ายปัญหานี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น
อยู่มาวันหนึ่ง ผู้ที่มีปัญหาเป็นรองช้ำนี้ได้รู้จักน้ำหมักจากรายการทีวีจากจานรับดาวเทียมที่กำลังโด่งดังอยู่ทุกวันนี้
โดยมีผู้มีประสบการณ์โทรศัพท์มาเล่าประสบการณ์ การเป็นรองช้ำ และรักษาโดยการใช้น้ำหมักพลอยเพ็ชรที่หมักได้อายุแล้วนำมาแช่เท้าทุกวันเช้าเย็น
พร้อมกันนี้ก็ดื่มน้ำหมักพลอยเพ็ชรด้วยวันละสามเวลาก่อนอาหารครั้งละ หนึ่งเป๊ก (เป๊กที่ใช้ดื่มเหล้าคอเหล้าทั้งหลายรู้จักดีครับ)
เท่านั้นยังไม่พอเขายังใช้ผ้าก็อซจุ่มน้ำหมักแล้วมาแปะไว้บริเวณที่เป็นรองช้ำแล้วก็ใส่ถุงเท้ารัดผ้าก๊อซไว้ ควบคู่ไปกับการทำกายภาพบำบัด..เวลาผ่านมาระยะหนึ่ง
ปรากฏว่าอาการรองช้ำของเขาทุเลาลงมากอาการที่เคยเจ็บก็น้อยลงจนเกือบหาย....หากท่านใดมีปัญหาเรื่องเป็นรองช้ำ...หากสนใจก็ทดลองดูนะครับ...เผื่อจะหายจากการเป็นรองช้ำครับ...
...ครับ..ผมฟังมา..ก็มาเล่าสู่กันฟังครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 50
ตอบโดย : หมู จอมกาญจน์
(26/12/2011 12:30)

 
 
ขอบคุณท่านผู้รู้ทั้งหลายค่ะ

และที่ต้องขอบพระคุณมากๆคือท่านประธานสันติรวิช

ที่กรุณาให้หมูมาลอง 1 ขวดใหญ่ได้ผลประการใดจะมาเล่าให้ฟังค่ะ

ที่ได้ทดลองกับตัวเองคือเสื้อที่ใส่วิ่งบางครั้งจะมีกลิ่นอับ

ซักหรือใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มก็ไม่หาย

เลยลองแช่กับน้ำหมักสัปรด กลิ่นอับหายเลยค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 51
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(26/12/2011 23:16)

 
 
นานแล้วนะที่ไม่ได้พบกับน้องหมู...หวังว่าน้องหมู คงมีความสุขอยู่กับการได้วิ่งนะ และฝากความคิดถึงคุณปทุมทิพย์ 12 ด้วย ไม่ได้พบกันนานแล้วรู้สึกคิดถึงนะ....

พิ่งรู้นะว่าน้องหมูก็ใช้น้ำหมักด้วย....
ทุกครั้งที่ซักเสื้อผ้าถ้าใช้น้ำหมักผสมน้ำแช่เสื้อผ้าไว้ก็จะทำให้เสื้อผ้าซักได้สะอาดขจัดคราบเปื้อนได้ดีสามารถใช้กับเครื่องซักผ้าได้ด้วยและไม่เกิดกลิ่นอับ อีกทั้งยังทำให้เสื้อผ้านั้นหอมนุ่มดีกว่าที่ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม และยังใช้อุปโภคได้อย่างเอนกประสงค์ เช่นล้างห้องน้ำได้สะอาดเอี่ยมขจัดคราบได้หมดจด ถูบ้านได้สะอาดเอี่ยม ล้างรถให้เงางาม ขจัดคราบมันในครัวเรือน ใช้แช่ล้างพืชผักที่จะใช้ประกอบอาหารให้ปลอดสารเคมี รวมไปถึงแช่ล้างเนื้อสัตว์ที่จะใช้ประกอบอาหารทำให้รสชาดอาหารอร่อยน่ารับประทานมากขึ้นและอีกหลาย ๆ อย่างที่น้ำหมักสามารถใช้ประโยชน์ได้และที่สำคัญน้ำหมักที่มีกระบวนการหมักที่สะอาดสามารถนำมาบริโภคเพื่อปรับสมดุลย์ของร่างกายทำให้สุขภาพดีแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคได้ดีและยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกมากมาย...เรียกได้ว่าประโยชน์ของน้ำหมักนั้นมีมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ.....
   

ความคิดเห็นที่ 52
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(26/12/2011 23:56)

 
 
เรียนถามคุณ ภูมิชีวิต น้ำหมักชีวภาพ ควรหมักนานแค่ไหน
กากจะย่อยสลายหรือเราต้องตักทิ้งครับขอบคุณมากครับ
   

ความคิดเห็นที่ 53
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(28/12/2011 07:28)

 
 
ความคิดเห็นที่ 52
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(26/12/2011 23:56)

เรียนถามคุณ ภูมิชีวิต น้ำหมักชีวภาพ ควรหมักนานแค่ไหน

ปกติแล้วการหมักนานแค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยในกระบวนการนำสิ่งที่จะนำมาหมักนั้นมีการปนเปื้อนสารเคมีมากน้อยแค่ไหน หากมีการปนเปื้อนสารเคมีต้องใช้เวลาหมักนานเป็นปี ๆ สารเคมีถึงจะย่อยสลายได้หมด...ยิ่งถ้าใช้น้ำประปาที่ส่วนผสมของคลอรีนยิ่งทำให้การหมักนั้นยิ่งทำให้ไม่ประสบผลดีเลยครับ.....แต่ถ้ากระบวนการหมักไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีและน้ำที่ใช้หมักไม่มีส่วนผสมของคลอรีน สี่เดือนก็นำมาใช้ได้แล้วครับ...บางคนหนึ่งเดือนไปแล้วก็เริ่มนำมาทดลองใช้แล้วครับ....

...........................................
   

ความคิดเห็นที่ 54
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(28/12/2011 07:32)

 
 
กากจะย่อยสลายหรือเราต้องตักทิ้งครับขอบคุณมากครับ

เมื่อหมักได้อายุแล้วเราจะนำเฉพาะน้ำหมักมาใช้ประโยชน์ครับ ส่วนกากที่ใช้หมักนั้นไม่ต้องทิ้งครับเราจะนำมาขยายต่อได้อีกครับ....
................................................
   

ความคิดเห็นที่ 55
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(28/12/2011 19:36)

 
 
ส่วนกากจะนำมาขยายต่อทำอย่างไรครับ ขอบคุณมากครับคุณ ภูมิชีวิต
   

ความคิดเห็นที่ 56
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(28/12/2011 23:23)

 
 
การนำกากมาขยายก็ใช้หลัการเดียวกันกับการหมักเบื้องต้น
เพียงแต่อาจจะใช้น้ำในอัตราส่วนเท่ากันกับกาก อย่างเช่น กากประมาณ 3 กก.น้ำก็ 3 กก. น้ำตาล 1 กก.
และสามารถจะเติมพืชผัก ฯลฯ ที่จะหมักลงไปเพิ่มได้และก็เพิ่มหรือลดส่วนผสมตามสัดส่วนที่เหมาะสม ข้อมูลของผมอาจจะคลาดเคลื่อน
แต่ถ้าจะให้ดีหากคุณฉลามเสือสนใจจริง ๆ ให้ไปที่ตลาดโรงเกลือมาร์เก็ต นวนคร อยู่ติดกับสถาบันราชภัฏวลัยอลงกรณ์ พอเลี้ยวเข้าไปก็ตรงลิ่วเข้าไปเลยครับแล้วคุณฉลามเสือก็จะเห็นเอง ไปขอซื้อหนังสือSuper Cheng For the Best Life และ ซีดี จะมีบอกวิธีการหมัก และวิธีขยาย ของน้ำหมักได้อย่างละเอียดจากต้นตำหรับครับ...และสามารถจะหาซื้อสิ่งของที่จะนำมาหมักได้หลายหลากชนิด รวมทั้งอุปกรณ์การหมักครบถ้วนครับ หรือจะไปซื้อน้ำหมักมาใช้ก็มีครบวงจรเลยครับ....ลองไปดูสิครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 57
ตอบโดย : ฉลามเสือ
(29/12/2011 22:36)

 
 
ขอบคุณมากครับ คุณภูมิชีวิต
   

ความคิดเห็นที่ 58
ตอบโดย : จาจ้า
(2/01/2012 12:04)

 
 
สวัสดีทุกๆท่าน ดีใจจังกระดานหน้านี้มีโอกาศได้กลับมาอีกครั้ง หายไปตั้งนานเข้าใจว่าคงไม่โอกาศได้แลกเปลี่ยนคราวรู้กันอีกแล้ว
มาเถอะครับท่านที่ยังลังเลใจเข้ามาพูดคุยถามได้เลย ในกระดานหน้านี้ มีผู้รู้ นักวิจัย ผู้ที่ได้ใช้ได้ทดลอง เห็นผลของมันแล้ว จะตอบข้อข้องใจของท่านได้ แบบบ้านๆ
   

ความคิดเห็นที่ 59
ตอบโดย : ชาตรี
(2/01/2012 20:25)

 
 
อยากจะฟหมักต้องเริ่มต้นยังไง ซื้อถัง แล้ว....ยังไงต่อครับ
   

ความคิดเห็นที่ 60
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(3/01/2012 07:43)

 
 
(2/01/2012 20:25)

อยากจะฟหมักต้องเริ่มต้นยังไง ซื้อถัง แล้ว....ยังไงต่อครับ

สิ่งแรกที่คุณชาตรีต้องคิดก็คือ....คุณต้องการจะหมักพืช ผัก ผลไม้ หรือ สมุนไพร อะไรเป็นอันดับแรก..........

ผมขอแนะนำว่า...ควรจะเริ่มที่พืชหลัก ๆ ที่มีประโยชน์เป็นหัวใจของการหมักมีสี่ชนิดคือ...สมอ...ลูกยอ...มะขามป้อม...บรเพ็ด...แยกกันหมักไม่รวมกันและเพิ่มลิ้นจี่...ลำใย..

อีกสองชนิดก็จะสมบูรณ์ในการหมัก แต่ถ้ายังไม่มีลิ้นจี่ กับลำใย ก็ไม่เป็นไร...หมักสี่อย่างแรกไปก่อน...

สูตรการหมักคือ หนึ่ง สาม ห้า.....
   

ความคิดเห็นที่ 61
ตอบโดย : ชาตรี
(3/01/2012 09:20)

 
 
แยกกันหมักไม่รวมกัน

หมายถึง ถังละประเภทหรือครับ

   

ความคิดเห็นที่ 62
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(3/01/2012 10:36)

 
 
ถูกต้องแล้วครับ คือหมักใครหมักมันไม่รวมกัน...........
ถังหรือวัสดุที่จะนำมาใช้ในการหมัก........หากเป็นไปได้ ควรเลือกถังหมักที่สามารถใช้บรรจุของบริโภคได้ปลอดภัย....
ไม่ควรใช้ถังหมักหรือวัสดุที่ใช้แล้วอาจจะมีการปนเปื้อนของสารเคมีจากถังหรือวัสดุนั้น ๆ
และจะมีผลกระทบต่อการหมักด้วยทำให้ต้องใช้เวลานานมากกว่าสารเคมีจะย่อยสลายหมด หรืออาจจะไม่เกิดผลในการหมักเลย...

ส่วนสูตรของการหมักคือ...
น้ำตาลทรายแดง(โอวทึ๊ง) 1 ก.ก.
พืช ผัก ผลไม้ สิ่งที่จะใช้หมัก 3 ก.ก.
น้ำสะอาดที่ไม่มีส่วนผสมของคลอรีน หรือฟลูโอไรด์ 5 ก.ก. / หรือ 5 ลิตร

วิธีการหมัก
@@...ให้นำสิ่งที่จะหมัก มาล้างทำความสะอาดด้วยน้ำที่ไม่มีส่วนผสมของคลอรีน ถ้าเป็นน้ำประปาต้องแน่ใจว่าไม่มีครอลีน....ให้ล้างจนแน่ใจว่าสิ่งที่จะนำมาหมักสะอาดจนหมดสารเคมีแล้ว...
@@...ใส่น้ำ+น้ำตาลลงในถังหมักละลายให้เข้ากันเพิ่มหรือลด..ตามขนาดและปริมาณของสิ่งที่จะหมัก
@@...แล้วใส่พืช ผัก ผลไม้ สมุนไพร อย่างใดอย่างหนึ่งลงไป
@@...เสร็จแล้วก็ปิดฝาให้สนิท...หมั่นเปิดฝาแล้วคอยใช้มือที่สะอาดคนเพื่อกลับจากล่างขึ้นบน บ่อย ๆ หรือกดให้วัสดุที่หมักนั้นให้จมน้ำประมาณ 1 เดือน หรือให้สังเกตุว่าสิ่งที่หมักนั้นจมน้ำหมดแล้ว ต่อจากนั้นก็ไม่ต้องคนอีกแล้ว.....

ควรปิดฝาถังให้สนิท ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดหนอนขึ้นได้...หรือหากไม่เปิดฝาคนเลยก็จะทำให้เกยตื้น...ก็อาจจะเกิดหนอนได้เช่นกัน....ขอให้คุณชาตรีมีความสุขกับการหมักนะครับ...อ้อ!!!!...ระหว่างหมักดูแลและพูดคุยกับเขาบ้างก็ได้นะครับ...หรือจะร้องเพลงให้เขาฟังบ้างก็ได้ครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 63
ตอบโดย : เปี๊ยก
(3/01/2012 14:36)

 
 
บางขุนเทียนกลุ่มบิ๊กซีบอกมีอะไรก็ให้หมักรวมกัน สงสัยคนละสูตร
   

ความคิดเห็นที่ 64
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(3/01/2012 21:33)

 
 
ตอบโดย : เปี๊ยก
(3/01/2012 14:36)

บางขุนเทียนกลุ่มบิ๊กซีบอกมีอะไรก็ให้หมักรวมกัน สงสัยคนละสูตร


อ๋อ...นั่นเรียกว่า หมักขยะในครัวเรือน ซึ่งจะใช้หมักสำหรับเศษผัก เศษอาหารในครัวเรือน หรือจะเป็นพืชผักและผลไม้ต่าง ๆ ที่ทิ้งแล้วหรือยังทานได้อยู่นำมาหมักรวมกันเรียกให้หรูว่าพลอยเพ็ชร

หากจะหมักขยะในครัวเรือนก็มีวิธีการต่างกันนิดหน่อยระหว่างการผสมน้ำและน้ำตาล...
   

ความคิดเห็นที่ 65
ตอบโดย : จาจ้า
(4/01/2012 22:34)

 
 
บางขุนเทียนกลุ่มบิ๊กซีบอกมีอะไรก็ให้หมักรวมกัน สงสัยคนละสูตร

ทางกลุ่มมีการหมักสองประเภท คือ ผลไม้รวม ผักรวม
เฉพาะผลไม้ที่หาได้ในท้องถิ่นบ้านเรา ใส่รวมกัน
และผักรวมก็แบบเดียวกันผักล้วนๆ
และตอนนี้กำลังทำเพิ่มคือ สมุนไพรรวม
การหมักรวมกันอย่างนี้ต้องใช้เวลา 1 ปี ถึงจะนำมากินได้ การหมักก็สูตรเดียวกันทั้งนั้น ข้อสำคัญคือ การทำความสะอาดผลไม้ ผักต่างๆต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก นี่แหละจุดที่จะเป็นหรือไม่เป็น
   

ความคิดเห็นที่ 66
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(15/01/2012 17:39)

 
 
ท่านเชื่อหรือไม่ว่า...น้ำหมักนั้น...ใช้ได้เกือบทุกอย่างในวิถีชีวิตประจำวันเลยทีเดียว....

....อย่างเช่น...อาบน้ำก็ใช้น้ำหมักแทนสบู่...ทำให้ร่างกายสะอาดหมดจด...แถมยังช่วยป้องกันรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย
....สระผมก็ใช้น้ำหมักแทนแชมภูสระผม...ทำให้ผมนุ่มสลวย เงางาม..แถมผมเด้งมีสปริงอีกต่างหาก....
....แปรงฟันก็ใช้น้ำหมักแปรงฟันแทนยาสีฟันอีก...ทำให้ปากสะอาด...ปลอดจากกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ตลอดทั้งวัน
....เมื่ออาบน้ำเสร็จใช้ทาผิวได้ทั้งร่างกายและทุกซอกทุกมุม...ช่วยกำจัดกลิ่นอับตามซอกมุมซ่อนเร้นได้อีกด้วย...ท่านจะใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ...
....น้ำหมักสามารถใช้ฉีดใต้รักแร้ใช้แทนโรลออนได้ดีกว่าโรลออนที่ใช้กันเสียอีก....ยังมีอีกมากมาย...แล้วจะมาสาธยายให้ฟังกันนะ... ...
   

ความคิดเห็นที่ 67
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(15/01/2012 22:42)

 
 
ขอบคุณพี่ภูมิชีวิต สำหรับ น้ำหมักที่ใช้ทาน 1 ขวด น้ำหมักหน้าเด้ง 1 ขวด น้ำหมักผมอีก 1 ขวด

ผมทานน้ำหมักแล้วผมว่าดีนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 68
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(20/01/2012 22:03)

 
 
ความคิดเห็นที่ 67
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(15/01/2012 22:42)






ขอบคุณพี่ภูมิชีวิต สำหรับ น้ำหมักที่ใช้ทาน 1 ขวด น้ำหมักหน้าเด้ง 1 ขวด น้ำหมักผมอีก 1 ขวด

ผมทานน้ำหมักแล้วผมว่าดีนะครับ

ด้วยความยินดีครับคุณสุเทพฯ หวังว่าคงถูกใจนะครับ

**************************************



น้ำหมักใช้ประโยชน์ได้สารพัด...จริงหรือ..?

ท่านที่มีปัญหารังแค...หนังศีรษะลอก...เชื้อราบนหนังศีรษะ...น้ำหมักช่วยท่านได้ลองศึกษาดูครับ
ท่านที่เป็นเริม...สะเก็ดเงิน...หรือโรคผิวหนังต่าง ๆ
ท่านที่มีอิการไข้หวัด เจ็บคอ...ภูมิแพ้...ไซนัส...หอบหืด...
ท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบประจำเดือน ตกขาวติดเชื้อ..มีกลิ่นไม่พึงปรารถนา....ลองเปิดใจเข้ามาศึกษาเรื่องน้ำหมักดูสิครับ...แล้วท่านจะทึ่งกับผลที่ได้รับอย่างอัศจรรย์...ยังมีอีกมากมาย...แล้วจะมาสาธยายให้ฟังอีกครับ...
............................
   

ความคิดเห็นที่ 69
ตอบโดย : ติ๊ก
(25/01/2012 13:50)

 
 
วิธีดื่มน้ำฝาถังดื่มอย่างไร น้ำฝาถังมีผลกับโรคเบาหวานหรือไม่
   

ความคิดเห็นที่ 70
ตอบโดย : ติ๊ก
(25/01/2012 13:53)

 
 
จะหาซื้อน้ำหมักได้ที่ไหน ที่หมักได้นานหลายปีและไม่มีผลกับโรคเบาหวาน และมีอาการของหัวอื้อ ปวดหัวร่วมด้วย ลำคอเหมือนมีเสลดติด หายใจไม่สะดวก รบกวนช่วยตอบด้วยนะคะ
   

ความคิดเห็นที่ 71
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/01/2012 21:04)

 
 
ความคิดเห็นที่ 69
ตอบโดย : ติ๊ก
(25/01/2012 13:50)


วิธีดื่มน้ำฝาถังดื่มอย่างไร น้ำฝาถังมีผลกับโรคเบาหวานหรือไม่

ปกติแล้วน้ำฝาถังจะใช้กับใบหน้าและผิวพรรณ...มากกว่า...
เพราะถ้าจะนำมาดื่มแล้วก็จะต้องใช้น้ำฝาถังจำนวนมาก...
ซึ่งถ้ามีน้ำฝาถังเก็บสะสมไว้จำนวนมาก ๆ ก็ไม่เป็นไรสามารถดื่มได้...
ผลกระทบกับโรคเบาหวานผมว่า ผมอยากให้คุณติ๊กได้รับคำตอบด้วยตัวเองเมื่อได้ใช้น้ำหมักไปซักระยะหนึ่งน่าจะดีกว่านะครับ....ผมเชื่อเหลือเกินว่าคุณติ๊กน่าจะได้คำตอบที่น่าพอใจเองล่ะครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 72
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/01/2012 21:42)

 
 
ความคิดเห็นที่ 70
ตอบโดย : ติ๊ก
(25/01/2012 13:53)


จะหาซื้อน้ำหมักได้ที่ไหน ที่หมักได้นานหลายปีและไม่มีผลกับโรคเบาหวาน และมีอาการของหัวอื้อ ปวดหัวร่วมด้วย ลำคอเหมือนมีเสลดติด หายใจไม่สะดวก รบกวนช่วยตอบด้วยนะคะ



คุณติ๊ก..ไม่มีพรรคพวก...หรือคนรู้จักที่ใช้น้ำหมักบ้างหรือครับ...ถ้ามีก็น่าจะไปขอซื้อหรือขอปันจากพรรคพวกได้ครับ...

แต่ถ้าหากต้องการจริง ๆ ก็ลองไปที่ตลาดโรงเกลือ นวนคร
อยู่ติดกับ ม.วไลอลงกรณ์ นวนคร แถวประตูน้ำพระอินทร์....
จะมีน้ำหมักสูตรมหาบำบัดอายุเป็นสิบ ๆ ปีขาย...
และจะมีน้ำหมักพลอยเพ็ชรอายุประมาณสามปีขายใช้ดื่มเพื่อปรับสมดุลย์ให้ร่างกายได้ดีมาก...
แล้วคุณติ๊กจะรู้ทุกคำตอบได้เองครับ....
แต่ถ้าจะให้ดีนะครับ..คุณติ๊กต้องลงมือ..
หมักเอง..รู้เอง..สกปรก..สะอาดรู้เอง..เป็นหมอให้ตัวเอง..นั่นแหละครับผมว่าดีที่สุดครับ
อ้อ...ผมขอฝากนิดนึงนะครับว่า...กับสิ่งที่คุณติ๊กต้องการจะใช้...
ขอให้คุณติ๊กเริ่มด้วยคำว่ามีสติ..มีศรัธทา..และมีความเชื่อมั่น...แล้วค่อยลงมือทำนะครับ...จิตจะได้นิ่งและไม่แกว่งครับ...
ขอให้คุณติ๊กมีความสุขกับการดูแลตัวเองนะครับ..
   

ความคิดเห็นที่ 73
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(26/01/2012 07:44)

 
 
เมื่อสองวันก่อนตาป้อมไปหาป้าเช็ง กลับมาซื้อน้ำตาลทรายแดงแล้ว สมาชิกใหม่ป้าเช็ง
   

ความคิดเห็นที่ 74
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(29/01/2012 22:27)

 
 
สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องของระบบฮอร์โมน...หรือวัยทอง...น้ำหมักช่วยได้จริงหรือ....

จากประสบการณ์ของผู้หญิงและชายที่มีปัญหาเรื่องของอาการวัยทองและวัยเริ่มหมดประจำเดือนหรือหมดประจำเดือนมาหลายปีแล้ว
หลังจากได้ใช้น้ำหมักแล้วปรากฏว่าระบบการทำงานของร่างกายทุกระบบกลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติอย่างไม่น่าเชื่อ...
อาการของวัยทองทั้งหญิงและชายที่เป็นอยู่ก็หายดีเป็นปกติ...
ฝ่ายหญิงระบบของประจำเดือนก็มาได้อย่างปกติ...
และบางคนหมดประจำเดือนไปแล้วหลายปีจู่ ๆ ก็เริ่มมีความรู้สึกว่าตัวเองกลับมาอยู่ในวัยของการมีประจำเดือนอีกครั้งหนึ่งซึ่งทำให้เจ้าตัวแปลกใจมาก ๆ ....ส่วนท่านชาย...ได้ข่าวว่าดื่มน้ำหมักพร้อมปั่นวุ้นดื่มกินพร้อมกันไปด้วยแล้ว...ท่านว่าทำให้ปีนขึ้นต้นไม้แล้วไม่ยอมลงมาเลยเชียวนะ...ซิบอกไห่....ระบบของฮอร์โมนกลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง...ยังมีอีก...
...........................................................
   

ความคิดเห็นที่ 75
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(5/02/2012 22:38)

 
 
หมักเอง...รู้เอง...เป็นเอง...สกปรก..สะอาดรู้เอง...เป็นหมอรักษาตัวเอง...
หายก็หายเอง..และตายก็ตายเอง...
เหล่านี้เป็นคำที่เหล่าชาวหมักได้ยินได้ฟังกันจนเป็นเรื่องปกติ....

ฉนั้น...สิ่งที่ชาวหมักต้องรู้ให้ได้คือ...วิธีการที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง...
โดยใช้ประสบการณ์จริง ๆ กับตัวเอง...
แล้วคำตอบที่ได้รับก็จะถูกต้องแม่นยำ...
และการศึกษาจากผู้มีประสบการณ์ในทุก ๆ
รูปแบบนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ควรจะต้องสนใจ
และไฝ่รู้เป็นอย่างยิ่ง...หากคิดจะเรียนรู้ให้เข้าใจต้องมีจิตที่พร้อมจะเข้าใจ...
ไม่เป็นจิตที่เต็มไปด้วยอคติ....
.............
   

ความคิดเห็นที่ 76
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(7/02/2012 10:03)

 
 
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

สรรพคุณน้ำหมักป้าเช็งที่ผมเห็นกับตา

1.หมักผมทำให้ผมดกดำเช่น คุณสันติ

2.ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย เช่น เจ๊ต้อม

3.เป็นเบาหวานแล้วหาย คุณพิเชษฐ์ อมตวนิช จอมยุทธ์อาการดีขึ้น
   

ความคิดเห็นที่ 77
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 19:51)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 78
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:05)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 79
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:06)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 80
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:07)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 81
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:07)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 82
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:08)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 83
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:09)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 84
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:10)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 85
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(8/02/2012 20:14)

 

 
   

ความคิดเห็นที่ 86
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(13/02/2012 22:43)

 
 
วันนี้มีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชาวหมัก...
ของหนุ่มน้อยชาวอิสานจาก จว.เลย....
ด้วยความที่เจ้าหนุ่มเป็นคนที่มีฐานะยากจน...
ไม่สามารถจะหาเงินมาซื้อพืชผักสมุนไพรมาหมักได้....
ด้วยความที่อยากจะเป็นชาวหมัก...หนุ่มคนนั้นก็ได้เข้าไปในป่าเพื่อเสาะหาสมุนไพรมาหมัก
และพืชที่เขาหามาได้คือ ตำแย หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า(หมามุ่ย)...
ไม่รู้ว่าทางอิสานเรียกว่าอะไร....
อย่างที่สองก็คือตะขบ...และไม่รู้ว่าทางอิสานเรียกว่าอะไร
อย่างที่สามคือหมากเบ็ญ...
อย่างที่สี่คือดอกข่า...
แยกกันหมักแต่ละชนิดให้ได้อายุสี่เดือน...แล้วค่อยนำมารวมกันทีหลัง...หมักต่อให้ได้อายุ หนึ่งปี...หนุ่มน้อยคนนี้บอกว่านำมาดื่มแล้วทำให้กล้าเกินวัย...โดยไม่ต้องกินไวอากร้าเลยนะ..ซิบอกไห่... จะลองดูมั๊ยละ...ได้ฟังมาก็มาเล่าให้ฟัง ..ยังมีอีกนะแล้วจะเล่าให้ฟังอีก....
.................. ....
   

ความคิดเห็นที่ 87
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(15/02/2012 15:42)

 
 
มาฟังเรื่องราวของหนุ่มชาวหมักกันต่อนะครับ....

คนอิสานเรียกว่า...หมากคูณ... เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งซึ่งหนุ่มน้อยคนนี้ได้นำมาหมัก
โดยหมักไว้นานประมาณหนึ่งปี...เมื่ออายุครบหนึ่งปี
ก็ได้นำน้ำหมักนั้นไปให้ภรรยาตัวเองทาน...ได้สักระยะหนึ่ง...
...ผลปรากฏว่าเจ้าหนุ่มนั้นดีใจมากมายเพราะภรรยาได้มากระซิบให้ฟังว่า...
"น้ำหมักหมากคูณนี้สุดยอดจริง ๆ ดื่มแล้วทำให้สรีระของร่างกายดีขึ้น โดยเฉพาะอกที่แฟ็บแห้งกลับฟูขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์...พร้อมกันนี้ระบบอวัยวะต่าง ๆ ก็ฟิตแอนด์เฟิร์มไปด้วย" เจ้าหนุ่มนั้นคุยให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ.....

และสุดท้ายคือ "หมากบ้า" เจ้าหนุ่มได้อธิบายว่า
ลักษณะต้นคล้ายเถาวัลย์เลื้อยเกาะอาศัยต้นไม้อื่น ๆ มีฝักใหญ่ยาวประมาณแขนของเรา...
เจ้าหนุ่มบอกต่อไปว่าได้ใช้เฉพาะฝักนั้นมาหมักให้ได้อายุหนึ่งปีเช่นกัน....
และบังเอิญมีญาติของเจ้าหนุ่มคนนั้นได้ป่วยหนักเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้
และกำลังจะตาย...เจ้าหนุ่มก็เลยทดลองนำน้ำหมัก"หมากบ้า" อายุหนึ่งปีของตัวเองที่มีอยู่
ไปให้ญาติของเขาที่กำลังจะตายนั้นกิน...และเขาก็บอกกับญาติคนอื่น ๆ ว่า
ไหน ๆ ก็จะต้องตายอยู่แล้วก็ลองให้ดื่มน้ำหมักหมากบ้านี้ดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่...
ว่าแล้วก็จัดการให้คนที่ป่วยนั้นดื่ม...ไม่น่าเชื่อขนาดคนกำลังจะตายอยู่รอมร่อ...
เริ่มกระดิกนิ้วมือได้ เริ่มขยับเขยื้อนตัวได้...
พอทุกคนเห็นเช่นนั้นก็ดีใจ และได้ให้ดื่มน้ำหมักต่อไปอีกระยะหนึ่ง...
ปรากฏว่าอาการดีขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถเดินได้แล้ว...ก็เป็นเรื่องราวและประสบการณ์ของหนุ่มน้อยชาว จ.เลย ผมได้ฟังมาก็เลยมาเล่าสู่กันฟังครับ..
..................... .......
   

ความคิดเห็นที่ 88
ตอบโดย : นิพนธ์
(23/02/2012 15:22)

 
 
ผมไปอ่านเพิ่มเติมน้ำหมักป้าเช็ง

ประโยชน์ของน้ำหมักป้าเช็ง
1.ฆ่าเชื้อโรค
2.ให้อากาศมีอ๊อกซิเจนมากขึ้น
3.ปวดเมื่อยตามร่างกาย
4.แมลงสาบไม่มี
5.หนู่ไม่มา


การทำน้ำหมักของป้าเช็ง
การทำน้ำหมักเอง
1.ลูกยอ
2.บอระเพชร
3.ลิ่นจี่
4.ลำใย
5.มะขามป้อม
6.สมอ
7.น้ำผึ้ง
8.น้ำตาลทรายแดง
สูตรการทำน้ำหมักป้าเช็ง
สูตร 1-3-5 คือ น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม ของที่จะเอาหมัก 3 กิโลกรัม น้ำ 5 ลิตร หมักไว้ 6 เดือน
แต่ต้องแยกแต่ละชนิดนะ และต้องหมักในถังพลาสติก จากนั้น แยกน้ำออกมา 1 ต่อ 5 น้ำผึ้ง 1กิโลกรัม
การหมักน้ำเอนไซม์มีการะบวนการทางเคมีทางทฤษฎีของการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาล จากผลไม้เป็นกรดน้ำส้ม สูตรทางเคมีคือ CH3CooH เมื่อละลายน้ำแล้วน้ำส้มสายชูก็จะสลายตัวเป็นโอโซน
บรรยากาศ
   

ความคิดเห็นที่ 89
ตอบโดย : ศรี
(1/03/2012 10:29)

 
 
ถามคุณภูมิชีวิตว่าอยากทำน้ำหมักแบบง่าย ๆ ควรหมักอะไรดีคะ
   

ความคิดเห็นที่ 90
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(1/03/2012 23:00)

 
 
ความคิดเห็นที่ 89
ตอบโดย : ศรี
(1/03/2012 10:29)

ถามคุณภูมิชีวิตว่าอยากทำน้ำหมักแบบง่าย ๆ ควรหมักอะไรดีคะ



เรียน คุณศรี ก่อนอื่นผมอยากให้คุณศรี ตอบโจทย์ของตัวเองก่อนว่า
คุณศรีต้องการประโยชน์อะไรจากน้ำหมัก...
นั่นเป็นสิ่งที่ต้องรู้ให้ได้ก่อน...เพราะว่าคุณศรีจะได้
ประโยชน์จากน้ำหมักตรงตามความประสงค์ของคุณ
แต่ถ้าหากว่ายังไม่มีโจทย์ในใจ...ผมขอแนะนำสิ่งที่ควรจะต้องหมัก...เรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักเลยก็ว่าได้
คือการหมักสมุนไพร 4 ชนิด คือ สมอ ลูกยอ มะขามป้อม และบรเพ็ด โดยแยกกันหมักไม่รวมกัน
หรือจะให้ครบสูตรก็เพิ่มลิ้นจี่และลำใย เข้าไปอีก
เท่านี้ก็ได้หัวใจของน้ำหมักแล้วครับ...
หมักจนได้อายุแล้วก็สามารถนำมาบริโภคเพิ่อ
ปรับสมดุลย์ให้กับร่างกายได้อย่างน่าอัศจรรย์ครับ...
ผมตอบเท่านี้ก่อนนะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 91
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(2/03/2012 09:41)

 
 
พี่ภูมิชีวิตครับ มีข้อสงสัยว่าสมุนไพรที่หมัก คุณค่าตามสรรพคุณเมื่อหมักแล้ว คุณค่าจะเหมือนเดิม หรือ เปลี่ยนแปลงไหมครับ เช่น

คุณประโยชน์, สรรพคุณ

กระเจี๊ยบมีสารเมือกลื่นพวกเพ็กติน (pectin) และกัม (gum) ช่วยเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ ป้องกันแผลในกระเพาะไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันโลหิตให้เป็นปกติ บำรุงสมอง เป็นยาระบายและแก้โรคพยาธิตัวจี๊ด แต่ต้องกินกระเจี๊ยบติดต่อกันอย่างน้อย 15 วัน ฝักแห้งป่นกินเป็นยารักษาโรคกระเพาะอาหารได้
   

ความคิดเห็นที่ 92
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(2/03/2012 14:12)

 
 
ความคิดเห็นที่ 91
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(2/03/2012 09:41)

พี่ภูมิชีวิตครับ มีข้อสงสัยว่าสมุนไพรที่หมัก คุณค่าตามสรรพคุณเมื่อหมักแล้ว คุณค่าจะเหมือนเดิม หรือเปลี่ยนแปลงไหมครับ เช่น คุณประโยชน์, สรรพคุณ



เรียนคุณสุเทพฯ พูดถึงน้ำหมักพืชผัก ผลไม้และสมุนไพร เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์อย่างไม่น่าเชื่อ
และมีประโยชน์ครอบคลุมได้มากมาย
ประโยชน์ที่เราจะได้จากน้ำหมักนั้น
มีนักวิจัยท่านหนึ่งได้บอกไว้ว่าเราจะได้เอ็นไซม์ จุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับมนุษย์ กรดอมิโน(โปรตีน)และ คุณสมบัติทางยาของพืช ผัก ผลไม้และ สมุนไพร
ของแต่ละชนิดครับ...โดยไม่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ
ในตัวของสมุนไพรนั้น ๆ ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 93
ตอบโดย : เพชร
(7/03/2012 12:09)

 
 
สมุนไพรไทยๆ เรานี่แหละวิเศษนัก ขอเพียงทำด้วยขั้นตอนที่มีความสะอาด วัตถุดิบสะอาด คนทำจิตใจสะอาด รับรองว่าได้ยาดีเพื่อชุบชีวาให้มีสุขแน่นอนฮะ
   

ความคิดเห็นที่ 94
ตอบโดย : หมู มาราธอน
(20/03/2012 10:34)

 
 
สวัสดีครับพี่เพชร
   

ความคิดเห็นที่ 95
ตอบโดย : ต้อม บางขุนเทียน
(25/03/2012 20:30)

 
 
สวัสดีครับหายหน้าไปนาน มีปัญหาเรื่องงาน งานมากแต่ไม่มีลูกน้อง ต้องทำเองหลายหน้าที่ กว่าจะเสร็จงานแต่ละวันก็มืดก็ดึก เข้าบ้านก็นอนลูกเดียว ตื่นมาก็ลุยงานต่อ กลับมาหมดแรงนอนดีกว่าเลยไม่มีเวลาจะไปไหน วันนี้กลับมาเจ้ต้อมเปิดคอมค้างไว้เห็นมีข้อมูลเรื่องน้ำหมักเลยอ่านตั้งแต่ต้น เพราะไม่ได้เข้าเวปมานาน อ่านแล้วดีใจมากเลยครับ เพราะเรื่องน้ำหมักนี้ผมมีประสบการพอสมควร แต่ไม่ค่อยกล้าคุยกับใคร เจอคนเข้าใจก็ดีไป คนไม่เข้าใจหาว่าเราบ้า มองเราสีหน้าบอกเลยว่าดูถูกเราแบบว่าเราโง่งมงาย แรกๆก็เก็บความรู้สึกไม่ค่อยได้ก็โต้ตอบไปบ้าง มาหลังๆเข้าวัดถือศืลมากขึ้นก็เลยได้สติ คนเรามีทั้งโง่ และฉลาด ก็เป็นไปตามวาระของมันของแต่ละคนก็แล้วกัน

คนที่รับฟังเราแล้วเชื่อ ศรัทธาเขาก็หายจากการทรมาณที่เขาเป็นอยู่ คนที่ไม่เชื่อไม่ได้ทดลองก็ทนทรมาณต่อไป แล้วแต่ผลพวงที่เขาปฎิบัติเอง เท่าทีผมได้อ่านบทความของ อ.เปา และ อ.มานพแล้วก็ตรงกับที่ผมได้ศึกษามา แล้วผมก็ลองไปดูเพื่อนทำดูก่อนเพราะผมก็เป็นคนที่เชื่ออะไรยากเหมือนกันถ้าพิสูจน์หรือไม่เห็นผลที่แท้จริงแล้วคงไม่ลงมือทำแน่นอน ทำไมผมถึงยอมเชื่อ เพราะเขาเป็นมะเร็งที่ตับเป็นมาจากกรรมพันธ์ ตั้งแต่ปู่จนมาถึงเพื่อนผมคนนี้ตายไปแล้ว 5 คน ตัวเค้าหมอตรวจแล้วได้รับเชื้อมาเต็มๆเหมือนกัน ปัจุบันนี้ไปตรวจไม่มีเชื้อตัวนี้แล้ว เพราะน้ำหมักนี่แหละครับ

สันติรวิทย์
   

ความคิดเห็นที่ 96
ตอบโดย : สันติรวิทย์ บางขุนเทียน
(25/03/2012 20:41)

 
 
ต้องขอบคุณทุกท่านที่มาให้ความรู้กับชาวเวปเราโดยเฉพาะ อ.เปา กับ อ.มานพ เพราะขณะนี้ยังมีผู้ไม่เข้าใจอีกมากเกี่ยวกับน้ำหมัก ผมได้ศึกษาและทดลองแล้วมีประโยชน์จริงครับ
   

ความคิดเห็นที่ 97
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(25/03/2012 21:32)

 
 
ขอเล่าประสบการ์ณนะครับ

เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อสุธน ฤทธิจีนได้เริ่มทำตั้งแต่ต้นปี 54 ก็ ยอ ป้อม หมอ เพชร นี่แหละ ทำได้ประมาณ 6 เดือน ก็นำมารวมกันแล้วดื่มดู เชื้อมะเร็งที่เขาเป็นอยู่หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ( ไว้จะเล่าให้ฟังทีหลังเพราะพี่น้องรวมทั้งแม่ของเขาตายด้วยโรคมะเร็งตับไปแล้ว 5 คน)มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเจ็บคอมากเป็นเพราะดื่มมากไปหน่อย สุธนได้ให้ผมดื่มน้ำหมักดูผมจิบไปอึกใหญ่ก็ไม่ได้หวังผลมากนัก แต่ไม่กี่นาทีอาการเจ็บคอของผมค่อยๆหายไปอย่างไม่น่าเชื่อ ผมจึงเริ่มสนใจและไปดูวิธีการหมัก และเริ่มหมักตั้งแต่เดือน 10 ปี 54 นี้เอง และเริ่มนำมาดื่มแล้วได้ผลค่อนข้างดี ส่วนตัวผมไม่ค่อยมีโรคอะไรนอกจากความดันสูงเป็นบางครั้ง ตั้งแต่ดื่มน้ำหมักนี้แล้วก็เป็นปกติ ทานเก่งมากแต่ไม่อ้วน เรื่องหัวเทียนสป้าคดีมาก ขอยืนยัน ต่อไปจะขอเล่าประสบการ์ณของผู้ป่วยที่มาขอผมไปดื่มแล้วผลเป็นอย่างไร
   

ความคิดเห็นที่ 98
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/03/2012 22:46)

 
 
ผมดีใจมากครับที่ท่านประธานฯ คุณสันติรวิทย์ ได้เข้ามาช่วยกันจรรโลงคุณค่าของน้ำหมักโดยภูมิปัญญาของไทยเราให้คงอยู่คู่กับคนไทยเราตลอดไป เพราะว่าน้ำหมักนี้มีรากเง่ามาจากพระไตรปิฏก ผมอยากจะบอกว่ามีคุณค่าอย่างมหาศาลดีกว่าที่จะปล่อยให้สูญหายไปอย่างน่าเสียดาย เรื่องของประโยชน์และคุณสมบัติของน้ำหมัก ถ้าจะนำมาสาธยายกันแล้ว บอกตามตรงว่าไม่มีที่สิ้นสุด เพราะว่าประโยชน์ของน้ำหมักโดยเฉพาะกับผู้ที่มีประสบการณ์มาแล้วจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่ามีประโยชน์อย่างมหัศจรรย์แค่ไหน...สำหรับผู้ที่ไม่ศรัทธา ไม่เชื่อถือ อันนี้ก็ต้องบอกว่า ของแบบนี้...บุญใคร...บุญมันจริง ๆ ครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 99
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(27/03/2012 21:11)

 
 
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณขอเรียกอาจารย์ มานพ ที่นำสิ่งที่มีประโยชน์มาเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับรู้ มิได้ขาด สำหรับเรื่องน้ำหมักผมพอมีประสบการณ์อยู่บ้างขอเล่าให้ฟังหน่อยนะครับ

ก่อนน้ำท่วมใหญ่ที่ผ่านมานี้มีคนเป็นโรคสะเก็ดเงิน เป็นทั้งตัวเลย เรียกว่าตั้งแต่หัวจรดเท้า ผมได้ลองให้เอาน้ำหมักให้ดื่ม พร้อมกับให้ทาตามตัวด้วย _3 วันเท่านั้นครับผิวเริ่มใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะใบหน้า ที่เป็นสะเก็ดเริ่มหลุดล่อนออกมา ผิวดีขึ้นเรื่อยๆจนหายเกือบเป็นปกติ แต่แกหายหน้าไปก่อนเลยไม่ได้ติดตามว่าต่อมาจะหล่อแค่ไหน

โรคนี้หมอยังรักษาไม่หายแต่น้ำหมักทำให้หายได้ น่าเชื่อไหมครับ ตอนหน้า ความดัน เบาหวาน หายง่ายๆเลยครับ

   

ความคิดเห็นที่ 100
ตอบโดย : สมาชิกใหม่
(3/04/2012 16:29)

 
 
อยากจะถามว่า น้ำฝาถังที่ใช้บำรุงผิวพรรณ รักษาสิวฝ้า ต้องใช้น้ำหมักอะไรค่ะ อายุกี่เดือน แล้ววิธีการใช้คือ นำมาทาใบหน้าได้เลยหรือว่าต้องผสมน้ำเปล่าอีกค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 101
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(3/04/2012 22:59)

 
 
อยากจะถามว่า น้ำฝาถังที่ใช้บำรุงผิวพรรณ รักษาสิวฝ้า ต้องใช้น้ำหมักอะไรค่ะ

เอ่อ..ไม่ทราบว่าคุณสมาชิกใหม่ถามใคร...บังเอิญผมเข้ามาอ่าน...ก็ขอถือโอกาสพูดถึงประสบการณ์ที่ใช้น้ำฝาถังให้คุณสมาชิกใหม่ได้อ่าน....เมื่ออ่านแล้วก็ลองพิจารณาดูนะครับ...

น้ำฝาถังที่ใช้บำรุงผิวพรรณ ต้องใช้น้ำหมักอะไรค่ะ...

สำหรับผมแล้วใช้แบบรวมกันทุก ๆ ชนิด ที่เรามีหมักอยู่ และไม่จำเพาะว่าจะต้องเจาะจงใช้น้ำฝาถังอย่างใดอย่างหนึ่ง....หรือ
แต่ถ้าหากว่าคุณสมาชิกใหม่ ต้องการจะเลือกใช้เฉพาะเพียงอย่างใด อย่างหนึ่งจริง ๆ ก็ศึกษาจากพืชที่เราหมักว่าพืชชนิดใดสามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ รักษาสิวฝ้า อย่างเช่นมะเขือเทศ ว่านหางจรเข้ ขมิ้นชัน และอีกหลาย ๆ ชนิด สามารถค้นหาประโยชน์และศึกษาคุณสมบัติของพืชได้ใน Internet ครับ..

....แต่ว่าสู้แบบใช้น้ำฝาถังแบบชนิดที่รวมกันหมดทุกชนิดไม่ได้ครับแบบนี้จะดีกว่าครับ...สามารถช่วยดูแลผิวพรรณได้กว้างขวางกว่ากันนะครับ
และบางครั้งจะสามารถช่วยทำให้แผลเป็นที่เป็นหลุมบนใบหน้าตื้นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ครับ...



ต้องใช้น้ำหมักอายุกี่เดือนคะ...


จริง ๆ แล้ว เรื่องอายุของน้ำหมักนี้ หลายต่อหลายคนที่เป็นชาวหมักได้ใช้วิธีการของตัวเองเป็นส่วนใหญ่คือ คิดสูตรเอง ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง สร้างขึ้นตามประสบการณ์ของตัวเอง...แต่สำหรับผม....สำหรับการเก็บน้ำฝาถังผมจะเริ่มเก็บเมื่ออายุของน้ำหมักได้เริ่มเข้าเดือนที่สองครับ...โดยเมื่อเปิดฝาถังแล้ว ใช้นิ้วแตะที่น้ำฝาถังแล้วชิมดู หากมีรสเปรี้ยวเป็นอันใช้ได้...เมื่อเก็บน้ำฝาถังมาแล้วควรจะเก็บไว้อีกสี่เดือนแล้วค่อยนำออกมาใช้....โดยข้อควรระวังให้ดูว่าพืชที่นำมาหมักนั้นปลอดจากสารเคมีหรือไม่ ถ้ามีสารเคมีก็จะทำให้ต้องใช้เวลาเก็บไว้นาน ๆ ...



แล้ววิธีการใช้คือ นำมาทาใบหน้าได้เลยหรือว่าต้องผสมน้ำเปล่าอีกค่ะ



สำหรับการนำมาใช้ทาใบหน้านั้น...
ก็มีหลายแบบอีกเหมือนกัน...ก่อนอื่นคุณสมาชิกใหม่
ต้องดูว่าตัวคุณเองแพ้ความเปรี้ยวของน้ำหมักหรือไม่
เพราะบางคนผิวหน้าค่อนข้างบางและ ไวกับความเปรี้ยวของน้ำหมัก อาจทำให้รู้สึกแสบและคันยิบ ๆ
ที่ใบหน้า หลาย ๆ คนตกใจกลัวและไม่กล้าใช้
บางคนใช้แล้วสิวขึ้นทันที ก็กลัวไม่กล้าใช้ และอาการอื่น ๆ อีกแล้วแต่ใครจะเป็นอย่างไร....แต่ไม่ต้องตกใจครับหากใช้ต่อไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวร่างกายจะปรับได้เองครับแล้วก็จะดีขึ้นไวมากครับ สิวฝ้าที่มีอยู่ก็จะเริ่มหมดไปครับ...แต่ถ้าหากไม่สบายใจก็ให้ผสมน้ำสะอาดในอัตราส่วน 50/50 ครับ แต่แบบนี้เห็นผลช้าครับ...


สรุปแล้วไม่ว่าคุณสมาชิกใหม่...จะปรับใช้ในรูปแบบไหนก็สามารถใช้ได้ตามความคิดและความต้องการของคุณเองครับ....ลองใช้สูตรของตัวเองดูสิครับ...

ผมหวังว่าคุณสมาชิกใหม่ คงพอจะมีแนวทางที่จะนำน้ำฝาถังไปใช้ได้นะครับ..และผมขอให้สวยสั่งได้นะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 102
ตอบโดย : ดาบชล
(4/04/2012 15:33)

 
 
กินน้ำหมักพลอยเพชรหรือน้ำหมักผลไม้รวม สูตรป้าเซ็ง
บอก ผมเคยเป็นโรคริดสีดวงเลือดไหลไม่หยุด ตอนถ่ายเจ็บปวดทรมานมากนาน 20 ปี กินยาที่ว่าดีๆมากแล้วไม่เคยหายเลย กินไม่เกิน 1 อาทิตย์รู้ผลทันที เดี๋ยวนี้ผมไม่เป็นอีกแล้วขอบคุณป้าเซ็งมากที่บอกความรู้ดีๆอย่างนี้
   

ความคิดเห็นที่ 103
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(6/04/2012 10:13)

 
 
พี่มานพ น้ำฝาถังรักษาปวดฟันได้ด้วยนะครับ มีคนลองใช้แล้ว
   

ความคิดเห็นที่ 104
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(6/04/2012 22:24)

 
 
ความคิดเห็นที่ 103
ตอบโดย : สุเทพ บางขุนเทียน
(6/04/2012 10:13)






พี่มานพ น้ำฝาถังรักษาปวดฟันได้ด้วยนะครับ มีคนลองใช้แล้ว

อย่างที่ผมเคยบอกไว้แล้วอ่ะครับ ว่าน้ำหมัก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างน่าอัศจรรย์และครอบจักรวาลบางครั้งเหลือเชื่อจริง ๆ ครับ และเราเองสามารถคิดเอง ลองเอง เป็นหมอรักษาตัวเอง และนำมาพลิกแพลงใช้ได้ทุกรูปแบบครับ
บางครั้งแม้ตัวผมเองยังทึ่งกับประโยชน์ของน้ำหมักเลยครับ สิ่งเดียวที่เราควรจะมีก็คือศรัทธา และเชื่อมั่น พยายามศึกษาให้เข้าใจ แล้วจะรู้ว่าบทพิสูจน์ของธรรมชาตินี่แหละ ที่มีมาตรฐานที่แน่นอนที่สุด
ภูมิชีวิต...
   

ความคิดเห็นที่ 105
ตอบโดย : devil
(11/04/2012 15:51)

 
 
รบกวนสอบถามคัฟ
ต้องใช้น้ำหมักประเภทไหน อายุกี่เดือน กี่ปี วิธีกิน และทา ก่อน หรือหลังอาหารยังไงคัฟ หรือกินได้ตลอด
แล้วถ้าซื้อมหาบำบัดของป้าเชง ต้องกินยังไงคัฟ
เพราะ คนหนึ่งเป็นมะเร็งสมอง และอีกคนหนึ่งเป็นสะเก็ดเงินคัฟ
ขอบคุณน๊าค๊าฟ
   

ความคิดเห็นที่ 106
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(12/04/2012 22:54)

 
 
ต้องใช้น้ำหมักประเภทไหน อายุกี่เดือน กี่ปี วิธีกิน และทา ก่อน หรือหลังอาหารยังไงคัฟ หรือกินได้ตลอด

หลักในการใช้น้ำหมักของชาวหมัก...ส่วนมาก
ไม่มีสูตรสำเร็จ...ในการใช้น้ำหมักนี้ ผมขอแนะนำว่า ให้เปิดรายการทีวี ช่องซุปเปอร์เช็งดู ก็จะสามารถเรียนรู้วิธีการใช้น้ำหมักได้จากผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้ น้ำหมักได้มาเล่าให้ชาวหมักฟังหลาย ๆ รูปแบบ...
หรือสามารถนำน้ำหมักมาปรับปรุงวิธีใช้น้ำหมักได้ด้วยตัวเอง...ดังสโลแกนในรายการที่พูดอยู่ประจำคือ
หมักเอง..รู้เอง...เป็นเอง..เป็นหมอดูแลรักษาตัวเอง..
นี่คือประโยชน์ที่จะได้ฟังอยู่บ่อย ๆ จากรายการทีวีนี้..
   

ความคิดเห็นที่ 107
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(12/04/2012 23:25)

 
 
เพราะ คนหนึ่งเป็นมะเร็งสมอง และอีกคนหนึ่งเป็นสะเก็ดเงินคัฟ
ขอบคุณน๊าค๊าฟ

สำหรับกับคนที่เป็นมะเร็งสมอง ผมอยากแนะนำให้ไปพบแพทย์และเข้าสู่กระบวนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันด่วนที่สุดเลยนะครับ

ส่วนผู้ที่เป็นสะเก็ดเงินหากใช้น้ำหมักเป็นประจำ โรคสะเก็ดเงินก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไปครับ...ผมเชื่ออย่างนั้นครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 108
ตอบโดย : devil
(17/04/2012 09:48)

 
 
ขอบคุณน๊าค๊าฟ^^
   

ความคิดเห็นที่ 109
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(16/05/2012 22:02)

 
 
รบกวนถามค่ะพอดีช่วงนี้เจ็บหน้านิดหน่อยไปหาหมอตรวจคลื่หัวใจหลายที่หมอบอกไม่เป็นไรไม่ทราบว่าถ้าทานน้ำหมักจะช่วยให้อาการดีขึ้นไม่ๆค่อยอยากกินยาแยอะเพราะตอนนี้เป็นไขมันเกาะตับอยู่ก็กินยาทุกวันอยู่แล้วน้ำหมักจะช่วยทั้งสองอาการได้ไม่ค่ะว่าจะลองไปซื้อที่โรงเกลือของป้ามาทานก่อนถ้าใช้ได้จะหมักเองค่ะขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 110
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(16/05/2012 22:07)

 
 
ความเห็นก่อนหน้านี้ต้องการคำตอบด่วนค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 111
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(16/05/2012 23:33)

 
 
ผมเห็นคำถามแล้ว..
ก็ไม่ทราบว่าคุณช้างยิ้มถามใครเอาเป็นว่า
ผมอยากให้ความเห็นบ้างก็แล้วกันนะครับ

ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจที่มาของอาการเจ็บป่วยของคุณช้างยิ้มก่อนนะครับ....
ส่วนใหญ่อาการป่วยทั่ว ๆ ไป ก็มาจากพฤติกรรมการใช้
วิถีชีวิตที่ไม่ถูกต้อง ไม่สมดุลย์ จึงทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นกับระบบอวัยวะภายในของร่างกาย โดยความผิดปกตินี้ได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน ๆ
ซึ่งกว่าที่จะออกอาการ หรือแสดงอาการให้เราเห็น
และรู้สึกได้ นั่นแสดงว่าก็เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว
เมื่อเกิดอาการขึ้นมา...แน่นอนครับก็ต้องไปหาหมอ
และก็รับยามากิน....ตามอาการป่วยที่เป็นอยู่ และนี่
คือการรักษาที่ปลายเหตุ....ต้นเหตุมาจากการปฏิบัติตัวของเราเองที่ไม่ถูกต้อง และเราเองเคยใส่ใจบ้างหรือไม่ว่าสิ่งที่เราละเลยการดูแลสุขภาพจะกลับกลายมา
ให้โทษกับตัวเราเอง...


วิธีการแก้ไข...ง่ายนิดเดียว
ปรับวิถีชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคเสียใหม่...วิธีการนี้เป็นการเริ่มนับหนึ่งที่ดีที่สุด...ผมจะไม่พูดในรายละเอียด มีให้อ่านในเว็บนี้อยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องราว
ของการดูแลสุขภาพ....

...ส่วนเรื่องการดื่มน้ำหมัก ก่อนที่คุณช้างยิ้มจะดื่มน้ำหมักควรศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องของน้ำหมักให้ดีเสียก่อน...และก็เช่นเดียวกัน...ในกระทู้นี้มีเรื่องของน้ำหมักให้อ่านอย่างเข้าใจอยู่แล้ว...และเมื่อศึกษาอย่างเข้าใจแล้ว คุณจะสามารถดื่มน้ำหมักได้
อย่างเข้าใจและมีสติ...สุขภาพของคุณมีค่า
ควรศึกษาให้เข้าใจก่อนที่จะใช้บริโภคได้อย่างสบายใจ

ด้วยความปรารถนาดีครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 112
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(17/05/2012 00:37)

 
 
ขอบคุณค่ะที่ช่วยตอบคำถามยังไงก็ต้องลองหามากินดูไม่ลองก็ไม่รู้
   

ความคิดเห็นที่ 113
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(17/05/2012 21:29)

 
 
ถ้าคุณช้างยิ้ม...ยืนยันว่าจะต้องหา
น้ำหมักมาทดลองกินให้ได้...ผมมีเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ
สำหรับวิธีการดื่มน้ำหมัก....เผื่อจะเป็นแนวทางได้ครับ
ถ้าหากจะไปหาซื้อที่ตลาดโรงเกลือ นวนคร...
ผมอยากให้คุณช้างยิ้ม...ทดลองสูตรนี้ครับ..
คือน้ำพลอยเพ็ชร(ผลไม้หมัก)ห้าขวด
ต่อน้ำเอ็นไซม์หมัก(สมอ ลูกยอ มะขามป้อม และบรเพ็ด)เจ็ดปีหนึ่งขวด..ดื่มครั้งละหนึ่งแก้วเป๊ก (ประมาณ 30-40 ซี.ซี.)แล้วดื่มน้ำตามหนึ่งแก้ว
วันละสามครั้งหรือสี่ครั้งสิ่งที่ต้องระวังก็คือ...ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารหรือว่าเป็นโรคกระเพาะ...หากเป็นฯ ก็ควรจะดื่มหลังอาหารทุกมื้อ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารก็สามารถดื่มก่อนอาหารได้
หวังว่าคงเป็นแนวทางให้คุณช้างยิ้มได้บ้างนะครับ
และเมื่อเริ่มดื่มน้ำหมัก...บางคนอาจจะมีไซค์เอฟเฟ็กต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ที่พบคืออาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวเหมือนจะเป็นไข้...บางคนถึงกับ
เป็นไข้อยู่สองสามวัน หลังจากนั้นก็จะดีขึ้น
เป็นปกติ...แล้วต่อจากนั้น.....คุณจะได้คำตอบจากน้ำหมักนี้ได้ด้วยตัวคุณเองครับ...พูกถึงอาการเจ็บหน้าอกและไขมันพอกที่ตับ ที่คุณเป็นอยู่นั้น...ผมว่าสำหรับผมแล้วเรื่องเล็กนิดเดียวครับและขอให้คุณช้างยิ้มประสบความสำเร็จกับสิ่งที่หวังตั้งใจไว้นะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 114
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(17/05/2012 22:09)

 
 
ขอรบกวถามอีกครั้งค่ะพอดีไม่ได้เข้ามาอ่านก่อนแต่วันนี้ไปโรงเกลือเลยชื้อน้ำพลอยเพชรมา10ขวดแต่ไม่ได้ชื้อแบบ7ปีมาเลยอยากถามพี่ว่าถ้ากับไปซื้อแบบ7ปีเพิ่มแล้วให้เทผสมกันเลยถูกต้องไม่ค่ะขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 115
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(18/05/2012 15:10)

 
 
ความคิดเห็นที่ 114
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(17/05/2012 22:09)


เลยอยากถามพี่ว่าถ้ากับไปซื้อแบบ7ปีเพิ่มแล้วให้เทผสมกันเลยถูกต้องไม่ค่ะขอบคุณค่ะ



วิธีดื่มน้ำหมัก...สามารถพลิกแพลงการใช้ได้ทุกรูปแบบตามใจที่เราต้องการ...

ถ้าเป็นผม...
ผมจะไม่ผสมครั้งเดียวทั้งหมด...ผมจะผสมใช้ดื่ม
2-3 ขวด เท่านั้น โดยผมจะแยกไว้ใช้ประโยชน์
อย่างอื่น ๆ ด้วย..เป็นต้นว่า...สมมุติว่า
ผสมไปแล้ว 3 ขวด น้ำหมัก 7 ปี ก็ยังเหลืออีก 2 ส่วน
คุณสามารถนำน้ำหมัก 7 ปี ส่วนที่เหลือนั้นใช้
ประโยชน์อย่างอื่นได้ อย่างเอนกประสงค์ เช่น
ถ้าคุณเคยไปโรงเกลือคุณจะเห็นน้ำหมักอีกชนิดหนึ่ง
ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับน้ำหมัก 7 ปี
แต่ขวดเล็กประมาณเท่ากับนิ้วโป้งมือประมาณนั้น
และนั่นคือมหาบำบัด...ครับ
แต่ผมไม่ได้แนะนำให้คุณซื้อชนิดนั้นนะครับ
เพียงแต่ให้คุณดูขนาดของขวดที่บรรจุน้ำหมัก
อันเท่านิ้วโป้งมือแล้วจำไว้ แล้วพยายามหาขวดเปล่า
ลักษณะนั้น หรือคล้าย ๆ กัน นำมาใช้เติมน้ำหมัก
อายุ 7 ปี ของคุณ แล้วคุณก็สามารถพกติดตัวไปได้
ทุกที่ ประโยชน์ของน้ำหมัก 7 ปี หรือครับ
ก็อีกนั่นแหละครับใช้ได้ตามใจคุณนึก อยากจะใช้แบบไหน อย่างไร เช่น หากมีอาการเจ็บคอ
ไอ..มีเสมหะมาก..คุณก็สามารถใช้น้ำหมัก
ที่พกติดตัวมาบีบใส่คอก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น
แล้วเมื่อน้ำหมักเข้าไปในร่างกายแล้วก็ยังจะมีประโยชน์ ช่วยในการปรับสมดุลย์
ของร่างกาย และสามารถรักษาแผลภายในให้หายได้อีกด้วย....จริง ๆ แล้วคุณประโยชน์ยังมีอีกมากมาย
มหาศาล...แต่ผมจะไม่ขอสาธยายไป
ให้มากกว่านี้นะครับ ลองใช้เองเป็นเอง
ดูแลรักษาตัวเอง และหาเวลาเปิดช่อง
ทีวี SUPER CHENG ดู...เดี๋ยวคุณก็จะมี
ประสบการณ์อย่างกว้างไกล...
หากคิดจะใช้แนวทางนี้...สิ่งที่ต้องมีคือศรัธา
ต้องเชื่อมั่น และทำจริง องค์ประกอบของการ
ดูแลรักษาความสมดุลย์ของระบบ
อวัยวะภายในร่างกายของเราก็คือ "จิต" ต้องนิ่งครับ
ถึงจะมีพลังขับเคลื่อนไปได้อย่างสัมฤทธิ์ผลครับ

เมื่อใดที่คุณทำไปได้สักระยะหนึ่ง
เดี๋ยวคุณก็จะพบกับความเปลี่ยนแปลง..คุณจะสัมผัสได้กับคำว่าเฟิร์ม กระชับในตัวของคุณได้เองครับ..
และคุณก็จะรู้จักคำว่าสวยสั่งได้
ด้วยมือของคุณเองจริง ๆ ครับ...
ขอให้มีความสุขกับการดูแลสุขภาพนะครับ...
..................................................
   

ความคิดเห็นที่ 116
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(18/05/2012 21:58)

 
 
ขอบคุณน่ะค่ะที่ช่วยแนะนำเพราะเป็นมือใหม่มากยังมีอะไรทีียังไม่ค่อยเข้าใจอีกแยอะพอดีไม่ค่อยมีเวลาดูทีวีสักเท่าไรแต่จะพยายามติดตามให้มากขึ้นถ้ามีข้อสงสัยไม่เข้าใจอะไรจะรบกวนเข้ามาถามอีกพี่คงไม่รำคาญซะก่อนน่ะค่ะคงมีเรืื่องจะมาถามอีกหลายเรื่องค่ะขอบคุณอีกครั้งค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 117
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(21/05/2012 00:07)

 
 
คุณภูชีวิตมีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกแล้วพอดีแฟนกินน้ำหมักเช้ากับก่อนนอน2เวลาได้ประมาณ2วันพอวันที่3กินแค่ตอนเช้าพอตอนกลางคืนบริเวณใต้คางข้างขวาเกิดอาการบวบขนาดประมาณลูกปิงปองถ้าเอามือกดจะรู้สึกเจ็บนิดๆแต่ถ้าไม่กดก็ไม่เป็นไรแค่บวบเลยไม่ได้กินก่อนนอนหนูเลยบอกให้ไปนอนถ้าตื่นเช้ามาไม่ยุบค่อยว่ากันใหม่พอตื่นเช้ามาก็ยุบแต่คงเหลืออาการนิดๆไม่ทราบว่าจะเกี่ยวกับกินน้ำหมักไม่ค่ะแต่ของหนูกินแล้วไม่เป็นไรได้ไปซื้อแบบหมัก7ปีมาแล้วแต่ไม่ได้ผสมกินเป็นฝาเอาวันละ2-3ฝาแบบนี้โอเคไม่ค่ะรบกวนอีกแล้วค่ะขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 118
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/05/2012 23:06)

 
 
ความคิดเห็นที่ 117
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(21/05/2012 00:07)

คุณภูชีวิตมีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกแล้วพอดีแฟนกินน้ำหมักเช้ากับก่อนนอน2เวลาได้ประมาณ2วันพอวันที่3กินแค่ตอนเช้าพอตอนกลางคืนบริเวณใต้คางข้างขวาเกิดอาการบวบขนาดประมาณลูกปิงปองถ้าเอามือกดจะรู้สึกเจ็บนิดๆแต่ถ้าไม่กดก็ไม่เป็นไรแค่บวบเลยไม่ได้กินก่อนนอนหนูเลยบอกให้ไปนอนถ้าตื่นเช้ามาไม่ยุบค่อยว่ากันใหม่พอตื่นเช้ามาก็ยุบแต่คงเหลืออาการนิดๆไม่ทราบว่าจะเกี่ยวกับกินน้ำหมักไม่ค่ะแต่ของหนูกินแล้วไม่เป็นไร


การดื่มน้ำหมักของชาวหมัก
แต่ละคนมีประสบการณ์ต่าง ๆ นา ๆ สุดแท้แต่
ว่าใครจะมีผลข้างเคียงอย่างไร...
บางคนดื่มแล้วมีไข้รุม ๆ 2-3 วัน
บางคนดื่มแล้วเป็นไข้ถึงกับนอนซมอยู่วันหรือสองวัน
บางคนกินแล้วปวดเมื่อยกล้ามเนื้อไปหมดทั้งตัว
บางคนกินแล้วถ่ายเป็นเลือด
บางคนกินแล้วมันไหลออกทางก้น ฯลฯ
ซึ่งประสบการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นกับชาวหมัก
มาแล้วทั้งนั้น...ซึ่งแตกต่างกันไป...

สำหรับของแฟนคุณช้างยิ้ม
อาการบวมที่ใต้คาง ต้องดูว่าบวมบริเวณไหน
ต่อมน้ำเหลือง ต่อมทอนซิล หรือต่อมน้ำลาย
หากเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง หากไม่สบายใจ
ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการดังกล่าว...

แต่ถ้าหากต้องการดูแลรักษาตัวเองด้วย
ภูมิปัญญาของตัวเอง...ก็พยายามศึกษาและ
ทำความเข้าใจกับน้ำหมักในเรื่องประโยชน์ของจุลินทรีย์ในน้ำหมักมีประโยชน์อย่างไร
กรดอมิโนที่มีในน้ำหมักมีประโยชน์อย่างไร
และคุณสมบัติทางยาของพืชผักสมุนไพรช่วยอะไร

มีนักวิจัยท่านหนึ่งได้พูดไว้ในรายการทีวีเกี่ยวกับเรื่องของจุลินทรีย์ฝ่ายดีในน้ำหมัก สามารถต้าน
การอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้ามา
ในร่างกายของมนุษย์ และถ้าหากเราดื่มน้ำหมักจุลินทรีย์ในน้ำหมักก็จะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือด
หากไปเจอกับเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิด
อาการอักเสบในร่างกายเราจุลินทรีย์ก็จะ
ทำหน้าที่เขมือบเชื้อแบคทีเรียนั้นทันที
อาการบวมที่เห็นนั้นอาจจะเกิดจากสาเหตุนี้ก็เป็นได้

***********************************

ได้ไปซื้อแบบหมัก7ปีมาแล้วแต่ไม่ได้ผสมกินเป็นฝาเอาวันละ2-3ฝาแบบนี้โอเคไม่ค่ะรบกวนอีกแล้วค่ะขอบคุณค่ะ


การดื่มแบบเข้มข้นก็ดีครับ
แต่มันค่อนข้างเปลืองนะครับ...
ผมว่าดื่มตามสูตรที่ผสมนั้นก็เอาอยู่แล้วครับ หรือว่าสามารถที่จะทำได้โดยไม่กลัวสิ้นเปลืองก็โอเคนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 119
ตอบโดย : โบว์
(21/05/2012 23:58)

 
 
ลองใช้น้ำฝาถังรักษาสิวอยู่ค่ะ ลองมาเป็นวันที่สามแล้ว ได้ผลประการใดจะมาบอกนะคะ แต่จากที่ใช้สองวันแรกสิวอักเสบบริเวณคางแห้งเลยค่ะ (เราใช้สำลีชุบน้ำบิดหมาดแล้วถึงหยดน้ำฝาถังใส่สำลีแล้วเช็ดบริเวณสิว)
   

ความคิดเห็นที่ 120
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(22/05/2012 07:02)

 
 
น้ำฝาถังที่อายุใช้ได้แล้วมี
คุณสมบัติพิเศษที่สามารถ ทำให้ผิวพรรณที่
ใบหน้าเนียนขาวและใสขึ้น และทำให้ผู้ที่เป็นสิว ฝ้าที่ใบหน้าหลุด ยุบแห้ง อย่างน่าอัศจรรย์
แต่ระยะใช้แรก ๆ บางคนอาจจะพบว่า
ใบหน้ามีสิวมากขึ้น แต่ผ่านไปสัก 2-3 วัน
ผิวหน้าจะเริ่มดีขึ้น...
   

ความคิดเห็นที่ 121
ตอบโดย : 44
(23/05/2012 01:34)

 
 
ขอคำแนะนำหน่อยค่ะถ้าเราทานน้ำหมักแบบ7ปีผสมกับ3ปีตามที่คุณแนะนำก่อนหน้านี้แล้วเราสามารถกินรวมกับอาหารเสริมอย่างอื่นได้ไม่อาทิเช่นชาสมุนไพร/ชาเขียวอะไรประมาณนี้จะได้ไม่ค่ะเพราะซื้อมาแล้วไม่อยากเอาไปทิ้งแต่ถ้ากินรวมกันได้ก็อยากจะกินต่อไปเพราะเป็นคนไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าๆขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 122
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(23/05/2012 16:47)

 
 
ความคิดเห็นที่ 121
ตอบโดย : 44
(23/05/2012 01:34)

ขอคำแนะนำหน่อยค่ะถ้าเราทานน้ำหมักแบบ7ปีผสมกับ3ปีตามที่คุณแนะนำก่อนหน้านี้แล้วเราสามารถกินรวมกับอาหารเสริมอย่างอื่นได้ไม่อาทิเช่นชาสมุนไพร/ชาเขียวอะไรประมาณนี้จะได้ไม่ค่ะเพราะซื้อมาแล้วไม่อยากเอาไปทิ้งแต่ถ้ากินรวมกันได้ก็อยากจะกินต่อไปเพราะเป็นคนไม่ชอบดื่มน้ำเปล่าๆขอบคุณค่ะ



การดื่มน้ำหมัก...ไม่ได้มี
ข้อห้ามที่จะไม่ให้ดื่มน้ำชาสมุนไพรหรือชาเขียว
ตรงกันข้าม สามารถใช้น้ำหมักผสมกับชาชงเป็นเครื่องดื่มได้อีกด้วย...ข้อควรระวัง..น่าจะเป็นเรื่องของ
การปรุงแต่งรสชาด..เช่นการเติมน้ำตาล นี่ต้องระวัง
ให้ดีนะครับ อาจจะไม่เกิดประโยชน์
แต่อาจจะกลายเป็นโทษกับสุขภาพก็ได้นะครับ...

อ้อ...ผมขอฝากนิดนะครับ..ถ้าหากว่าคุณมีภาระกิจ
ต้องอยู่ดึกแบบนี้เป็นประจำหรือไม่...
ถ้าใช่คุณอาจจะต้องทบทวนเวลานอนพักผ่อน
ดูสักหน่อยดีไม๊ครับ...เพื่อสุขภาพของคุณเองครับ
เหตุผลก็คือการที่จะมีสุขภาพดีได้ ต้องปฏิบัติตัวให้ครบเป็นวิถีองค์รวมในเรื่องของการ กิน..นอน..พักผ่อน
ออกกำลังกาย..และทำงาน...ทุกอย่างต้องสมดุลย์ครับ สุขภาพจึงจะดีได้อย่างตั้งใจครับ....
ด้วยความปรารถนาดีครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 123
ตอบโดย : 51347658
(31/05/2012 17:14)

 
 
ผมเชื่อว่าดีนะ เพราะกินแล้วอาการชาตามแข้งขาหายไปเหมือนปลิดทิ้ง อาการปวดหลังก็หายไป ผมเอาของคุณแม่ที่เชียงรายมากินท่านหมักไว้หลายอย่าง ตอนนี้ผมก็หมักเองโดยมีมะขามป้อม สมอ บอระเพ็ด และเพิ่งหมักมังคุดไปไม่นานนั้น น้ำหมักแม่ให้มาถังใหญ่เลย ก็กินเรื่อย ๆ เช้าเย็น สุขภาพจะไม่อ่อนเพลีย แข็งแรง ตอนนี้น้ำหมักที่แม่ทำไว้ และแจกญาติ ๆ ให้ไปท่านปรากฏว่าหลายคนต่างชื่มชม และพากันหมักกินกันเป็นแถว ๆ มีคนมาถามซื้อแต่แม่ไม่ขาย เพราะหมักไว้กินเอง ตอนนี้หมู่บ้านผมก็หมักกันใหญ่ เพราะกินแล้วได้ผลดี ก็คือ ไม่ลองก็ไม่รู้ครับสิ่งเหล่านี้ มีมานานแล้วในพระไตรปิฏก แต่เพิ่งมีคนค้นพบครับ ส่วนตัวผมแล้วเชื่อครับ เพราะได้ลองแล้วถึงได้รู้ ตอนนี้มีถังใหญ่เชียวเอามาจากแม่ที่เชียงราย ก็ขอให้ทุกคนมีสุขภาพดี ๆ กันนะครับ อย่าเชื่อตามที่เขาพูด แต่จงทำหรือปฏิบัติในสิ่งเหล่านั้นก่อนถึงจะเชื่อ เหมือนกับการพิสูจน์เองครับ
   

ความคิดเห็นที่ 124
ตอบโดย : santirawit
(13/06/2012 05:00)

 
 
ผมใช้น้ำฝาถังพ่นหน้าเช้า กลางวัน ก่อนนอน หรือหลังอาบน้ำทุกครั้งใช้มาประมาณ 3 เดือน หน้าที่เป็นหลุมขรุขระเริ่มตื้นขึ้น หน้าขาวขึ้น รอยฝ้าจางไป รอยตีนกาก็จางไป หน้าเคยแพ้ง่ายก็ดีขึ้น รับรองว่าใชได้ผลแน่นอน
   

ความคิดเห็นที่ 125
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(15/06/2012 00:38)

 
 
มีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกแล้วค่ะคือว่าได้ทำตามที่พี่แนะนำให้เอาน้ำหมักแบบ7ปีผสมกับ3ปีโดยซื้อแบบแกลลอนใหญ่1แกลลอนแบบ7ปี1ขวดเทผสมกันไปเมื่อวันที่6ผสมเสร็จในแกลลอนใหญ่ก็นำมากรอกใส่ในขวดเล็กขวดก็ใช้ขวดเก่าที่กินหมดแล้วแต่ก่อนกรอกก็ล้างขวดสะอาดแล้วก็กินมาปกติแต่พอมวันนี้(14/6/55)รู้สึกว่าน้ำที่ผสมไว้บ้างขวดมีกลิ่นเหมือนบูดๆกลิ่นไม่ปกติแล้วยังมีไม่ได้กินอีก5ขวดเลยรีบไปเปิดดมมีอีก3ขวดก็เป็นเหมือนกันก็เลยรีบเปลี่ยนขวดไปใส่ขวดล๊อก&ล๊อกของซุปเปอร์แวร์แต่แฟนไม่เห็นด้วยเขามันเป็นขวดฝาเกลียวก็จริงแต่มันมีที่เปิดเป็นแบบดันขึ้นธรรมดาเขากลัวไม่แน่แต่ก็เทไปแล้วเพราะใส่ขวดเก่าจะเหม็นบูดมากขึ้นแล้วมีกลิ่นเกิดขึ้นที่เหลือจะกินต่อได้ไม่ค่ะถ้ากินไม่ได้จะเอาที่เหลือไปทำอะไรตอได้ค่ะรบกวนด้ยค่ะขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 126
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(15/06/2012 22:23)

 
 
ความคิดเห็นที่ 125
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(15/06/2012 00:38)
มีคำถามที่ต้องการคำตอบอีกแล้วค่ะคือว่าได้ทำตามที่พี่แนะนำให้เอาน้ำหมักแบบ7ปีผสมกับ3ปีโดยซื้อแบบแกลลอนใหญ่1แกลลอนแบบ7ปี1ขวดเทผสมกันไปเมื่อวันที่6ผสมเสร็จในแกลลอนใหญ่ก็นำมากรอกใส่ในขวดเล็กขวดก็ใช้ขวดเก่าที่กินหมดแล้วแต่ก่อนกรอกก็ล้างขวดสะอาดแล้วก็กินมาปกติแต่พอมวันนี้(14/6/55)รู้สึกว่าน้ำที่ผสมไว้บ้างขวดมีกลิ่นเหมือนบูดๆกลิ่นไม่ปกติแล้วยังมีไม่ได้กินอีก5ขวดเลยรีบไปเปิดดมมีอีก3ขวดก็เป็นเหมือนกันก็เลยรีบเปลี่ยนขวดไปใส่ขวดล๊อก&ล๊อกของซุปเปอร์แวร์แต่แฟนไม่เห็นด้วยเขามันเป็นขวดฝาเกลียวก็จริงแต่มันมีที่เปิดเป็นแบบดันขึ้นธรรมดาเขากลัวไม่แน่แต่ก็เทไปแล้วเพราะใส่ขวดเก่าจะเหม็นบูดมากขึ้นแล้วมีกลิ่นเกิดขึ้นที่เหลือจะกินต่อได้ไม่ค่ะถ้ากินไม่ได้จะเอาที่เหลือไปทำอะไรตอได้ค่ะรบกวนด้ยค่ะขอบคุณค่ะ

แกลลอนใหญ่ 1 แกลลอน เท่ากับ
แบบขวด 10 ขวด สำหรับผมแล้วผมว่า 5 ขวดน่า
จะเหมาะสมกว่า แต่ก็โอเคนะ การที่รู้สึกว่าน้ำ
ที่ผสมกันแล้วเกิดมีกลิ่นเหมือนบูด ๆ นั้น
ผมว่าไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนขวดให้วุ่นวายเปล่า ๆ
ต่อไปผสมครั้งละ 1 ขวดก็ได้ครับลองดูครับ
ผมเข้าใจว่าน่าจะเกิดได้สองอย่าง คืออย่างแรก
ต้องดูว่าขวดที่คุณบอกว่าล้างสะอาดนั้น ใช้น้ำประปา
ที่มีคลอรีนล้างหรือไม่ หากเป็นน้ำประปาที่มีครอลีน
ก็อาจทำให้คุณภาพของน้ำหมักเสียได้ โดยครอลีน
จะไปทำลายจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำหมักตายหมด

หรืออีกอย่างก็คือธรรมชาติของน้ำหมักเมื่อรวมผสม
ต่างชนิดกัน ก็จะเกิดปฏิกิริยาในการหมักบ่ม ตามธรรมชาติอยู่แล้ว และถึงจะไม่ผสมกันเมื่อเปิดฝาแล้วก็อาจจะมีกลิ่นที่ต่างออกไปได้เหมือนกัน
แล้วแต่เหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดสิ่งนั้น ๆ ขึ้นมา
ซึ่งอาจจะมีกลิ่นที่ผิดไปจากเดิม แต่ถ้าเป็นกลิ่นบูด
หรือเน่าเสีย...นั่นผมคิดว่าจุลินทรีย์ในน้ำหมักได้ถูกทำลายหมดแล้ว...ลองพิจารณาดูให้ดี ๆ นะครับ
กลิ่นที่คุณว่าบูดนั้นอาจจะไม่ใช่กลิ่นบูดที่จะเน่าเสีย
ก็เป็นได้นะครับ เพราะธรรมชาติของน้ำหมักก็จะมี
กลิ่นบ้างบางครั้งก็คล้าย ๆ กลิ่นจะบูด แต่ไม่บูดนะครับ
เพราะน้ำหมักไม่เสียง่าย ๆ นะครับ


ผมว่าถ้าจะให้ดี คุณช้างยิ้ม
ลองริเริ่มทำน้ำหมักเองดีไม๊ครับ ช่วงแรก ๆ ก็
ซื้อกินไปก่อน หมักเองแค่ 6 เดือน ก็สามารถนำมาใช้
ประโยชน์ได้อย่างมหาศาลแล้วครับ และไม่สิ้น
เปลืองเงินทองอีกต่างหาก ลองดูสิครับ
ถ้าคิดจะใช้น้ำหมักผมว่า....
ลงมือหมักเองดีที่สุดครับ
   

ความคิดเห็นที่ 127
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(17/06/2012 01:00)

 
 
ขอบคุณค่ะสำหรับคำตอบแล้วอย่างน้ำที่พี่บอกว่าถ้าโดนคลอลีนแล้วจุลินทรีย์ตายหมดแล้วก็ไม่สามารถดื่มต่อได้ใช่ไม่ค่ะเพราะไม่ค่อยมั่นใจว่าเสียไม่ทางที่ดีเททิ้งดีกว่าไม่ค่ะแล้วพี่คิดว่าเราจะต้องกินแบบผสม5ต่อ1สัก3เดือนพอไม่ค่ะหลังจากนั้นก็กินแบบขวด3ปีอย่างเดียวไปเรื่อยจะได้ไม่ค่ะระหว่างที่จะรอหมักด้วยตัวเองพอดีที่บ้านไม่ค่อยมีพื้นที่ถ้าเราหมักตามที่ป้าสอนแค่5อย่างสัก1ชุดจะพอไม่ค่ะแล้วรอให้ครบปีค่อยนำมาใช้จะโอเคไม่ค่ะตั้งแต่ที่เริ่มไปซื้อมาทานก็ได้ประมาน1เดือนตั้งแต่เริ่มกินก็หยุดทานยาไปเลยกินแต่น้ำหมักวันละ4-5แก้วเป้กเมื่อวานไปหาหมอเจาะเลือดมาผลออกมาเอ็นไซส์ตับลดลงไป30หมอบอกลดแยอะแต่ไม่ได้บอกหมอว่าหยุดยาแต่คลอเลสเตอรอนไม่ลงแต่ก็เกินไม่แยอะนิดเดียว(แต่หมอที่ไปหาสนิทกันเขาเลยไม่ได้จ่ายยาให้เพราะเขาบอกไปซื้อเองแล้วกันเพราะยาในโรงพยาบาลแพงมาก)ก็เลยคิดว่าจะทานน้ำหมักต่อหมอนัดอีก2เดือนไปหาใหม่เจาะเลือดคราวหน้าดูอีกทีทุกอย่างจะลดลงอีกเท่าไรรบกวนแค่นี้ค่ะวันนี้ขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 128
ตอบโดย : ปกิตตา
(17/06/2012 01:26)

 
 
ที่บ้านก็หมักได้ 1 นึงแล้วค่ะ ใช้มาหลายเดือนแล้ว เห็นผลค่ะ
เมื่อก่อนจะเป็นหวัดบ่อย เดี๋ยวนี้พอคัดจมูกก็กินกันไว้เลยค่ะ บอกคนในซอยไปหลายคน แต่มีคนหมักตามแค่ คนเดียว แต่พอเวลาผ่านไป มีคนมาขอไปลองใช้ แต่ไม่ให้หรอกค่ะ เพราะบอกให้ทำไม่ทำ จะว่าใจดำก็ยอม ซื้อก็ไม่ขาย เราทำ เราก็รัก ก็หวง เงินเรื่องเล็กมาก เมื่อตอนปีใหม่ แบ่งไปให้น้าที่บ้านนอกใช้ทาสะเก็ดเงิน สงกรานต์ที่ผ่านมา กลับบ้านไปแกหายค่ะ ที่เป็นสะเก็ดขาวๆ ไม่มีแล้ว ไม่คัน เมื่อก่อน พี่น้องไม่ให้เข้าบ้านเลยนะคะ ไล่แกไปนอนวัด เดี๋ยวนี้แกได้เข้ามาอยู่ในบ้านค่ะ แกไม่ได้รักษาโรงพยาบาลเลยนะคะ ตอนนี้หมักไข่เป็ดทั้งเปลือก แบ่งน้ำหมักใส่ถังเล็กๆ แล้วหย่อนไข่เป็ดที่ล้างสะอาดแล้วลงไปค่ะ เจาะใช้แต่ไข่ขาว ทาหน้า แขนขา ส้นเท้า สุดยอดค่ะ
ขาวขึ้นเยอะผิวที่หยาบกร้าน นุ่ม เนียน หน้าใส เหมือนเด็กๆเลยค่ะ แต่เราต้องปรับใช้เองนะคะ เพราะผิวเราไม่เหมือนกัน
หนา บาง แตกต่างกัน อยากให้ ทดลองเอาเอง แต่ไข่ขาวเนี่ย สุดยอดจริงๆค่ะ ดีใจที่เรามีน้ำหมักใช้
ตอนนีมีถัง 100 ลิตร 10 ถัง ถังเล็ก 20 ลิตร 20 กว่าถังได้มั้งคะ วันนี้ก็พึ่งจะ แยกกากบอระเพ็ด กับ ลูกยอ ออก เพราะอยากให้มันเป็นวุ้น แต่ลูกยอหอม หวานมากค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 129
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(17/06/2012 15:17)

 
 
ความคิดเห็นที่ 127
ตอบโดย : ช้างยิ้ม
(17/06/2012 01:00)
ขอบคุณค่ะสำหรับคำตอบแล้วอย่างน้ำที่พี่บอกว่าถ้าโดนคลอลีนแล้วจุลินทรีย์ตายหมดแล้วก็ไม่สามารถดื่มต่อได้ใช่ไม่ค่ะเพราะไม่ค่อยมั่นใจว่าเสียไม่ทางที่ดีเททิ้งดีกว่าไม่ค่ะแล้วพี่คิดว่าเราจะต้องกินแบบผสม5ต่อ1สัก3เดือนพอไม่ค่ะหลังจากนั้นก็กินแบบขวด3ปีอย่างเดียวไปเรื่อยจะได้ไม่ค่ะระหว่างที่จะรอหมักด้วยตัวเองพอดีที่บ้านไม่ค่อยมีพื้นที่ถ้าเราหมักตามที่ป้าสอนแค่5อย่างสัก1ชุดจะพอไม่ค่ะแล้วรอให้ครบปีค่อยนำมาใช้จะโอเคไม่ค่ะตั้งแต่ที่เริ่มไปซื้อมาทานก็ได้ประมาน1เดือนตั้งแต่เริ่มกินก็หยุดทานยาไปเลยกินแต่น้ำหมักวันละ4-5แก้วเป้กเมื่อวานไปหาหมอเจาะเลือดมาผลออกมาเอ็นไซส์ตับลดลงไป30หมอบอกลดแยอะแต่ไม่ได้บอกหมอว่าหยุดยาแต่คลอเลสเตอรอนไม่ลงแต่ก็เกินไม่แยอะนิดเดียว(แต่หมอที่ไปหาสนิทกันเขาเลยไม่ได้จ่ายยาให้เพราะเขาบอกไปซื้อเองแล้วกันเพราะยาในโรงพยาบาลแพงมาก)ก็เลยคิดว่าจะทานน้ำหมักต่อหมอนัดอีก2เดือนไปหาใหม่เจาะเลือดคราวหน้าดูอีกทีทุกอย่างจะลดลงอีกเท่าไรรบกวนแค่นี้ค่ะวันนี้ขอบคุณค่ะ



เมื่อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในน้ำหมักเป็นจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรกับมนุษย์ หากถูกทำลายหมด
ก็จะมีเชื้ออย่างอื่นซึ่งอาจจเป็นอันตรายกับมนุษย์
เข้ามาแทนที่ได้ หากไม่แน่ใจก็ไม่ควรใช้บริโภค

การที่จะดื่มน้ำหมักในสัดส่วนผสม 5/1นานแค่ไหนนั้น ให้ใช้ตัวเองเป็นผู้กำหนด
อย่าไปกังวลมากนัก ผมบอกได้เลยว่าคุณช้างยิ้มสามารถกำหนดแบบคิดเอง...ทำเอง..ทดลองได้ด้วยตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันไปครับ เพราะฉนั้นใช้ตัวเองเป็นผู้กำหนด น่าจะดีที่สุดครับ

ผมไม่ทราบมาก่อนว่าคุณช้างยิ้ม
มีค่าของเอ็นไซม์ของตับที่สูงแสดงว่าตับเกิดอาการอักเสบและต้องกินยาควบคุม ไม่ทราบว่าใช่หรือไม่
และพอหันมาดื่มน้ำหมัก คุณช้างยิ้มก็หยุดยาโดย
ดื่มน้ำหมักอย่างเดียว และอาการค่าของ
เอ็นไซม์ตับลดลงตั้ง 30 แสดงว่าอาการของตับดีขึ้น
แต่ไม่ได้บอกหมอว่าไม่ได้กินยาที่หมอสั่ง นั่นแน่นอน
หมอก็ต้องเข้าใจว่าดีขึ้นเพราะกินยาที่จัดให้

ส่วนเรื่องคลอเรสเตอรอลที่ยังสูงอยู่
บอกได้เลยครับ จะต้องใช้เวลาพอสมควรนะครับ
โคเลสเตอรอลไม่ลดฮวบฮาบนะครับ...เพราะ
ต้องดูที่พฤติกรรมการใช้วิถีชีวิตด้วยครับ...

จำได้ว่าผมเคยพูดเรื่องการปฏิบัติตัว
ให้เป็นวิถีแห่งองค์รวมเพื่อเป็นการปรับสมดุลย์ให้
กับทุก ๆ ระบบในร่างกาย ซึ่งระบบทั้งหมดของร่างกาย
รวมแล้วเรียกว่า ภูมิชีวิต (หรือภูมิต้านทาน)การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะให้เกิดผลดีกับ
ระบบในร่างกายทั้งหมดนั้น..คงไม่ใช่...

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเมื่อ
คุณช้างยิ้ม มีปัญหาเรื่องค่าของเอ็นไซม์ตับที่ขึ้นสูง
การดื่มน้ำหมักอย่างเดียว ผมว่าไม่น่าจะเพียงพอ
คุณช้างยิ้มต้องหันมาดูวิถีชีวิตของตัวเองด้วยนะครับ
การกินอาหารนี่เป็นเรื่องสำคัญมากสามารถส่งผล
กระทบกับตับได้ครับ และที่สำคัญอีกอย่าง ผมดูแล้วคุณช้างยิ้มค่อนข้างจะนอนดึก (เป็นประจำหรือไม่)
หากว่านอนดึกเป็นประจำอาจจะทำให้เกิดปัญหากับตับได้อย่างคาดไม่ถึงอีกเช่นกันนะครับ

การที่จะหมักน้ำหมักไว้ใช้เอง...
จริง ๆ แล้วหากไม่ค่อยมีเนื้อที่จะเก็บถังหมัก
ก็ให้หมักเพียง 4 ชนิด ก็พอแล้วครับ แยกหมัก คือสมอ
ลูกยอ มะขามป้อม บอระเพ็ด เท่านี้ก็พอแล้ว
ถ้าจะใช้ลิ้นจี่ และลำใย นั่นเผื่อว่าจะหมักนานเพื่อ
ทำน้ำหยอดตา นี่เราหมักไว้บริโภคใช้ 4 อย่างก็พอ
แล้วไม่จำเป็นต้องรอให้ถึง 1 ปี (ถ้าถึง 1 ปีก็ดีอยู่แล้ว)ถ้าหากว่าเรารีบจำเป็นต้องใช้บริโภค 6 เดือนก็นำมา
บริโภคได้ครับ นี่จากประสบการณ์ของผมเองครับ
..........................................
   

ความคิดเห็นที่ 130
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(17/06/2012 15:36)

 
 
ความคิดเห็นที่ 128
ตอบโดย : ปกิตตา
(17/06/2012 01:26)


ผมดีใจครับและรู้สึกยินดีที่มี
ชาวหมักเข้ามาเล่าประสบการณ์สู่กันฟัง และ
ผมก็อยากเชิญชวนให้ชาวหมักท่านอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์ดี ๆ เข้ามาคุยกันหรือแบ่งประสบการณ์
ซึ่งกันและกันนะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 131
ตอบโดย : ดาบชล คนเดิม
(22/06/2012 16:02)

 
 
ดาบชล ..ผมยืนยันได้ไม่มีทางเสียมีแต่ทางดีขึ้น ทางเสียนอกจากจะกินมากเกินไปเท่านั้นเอง อย่างอื่นไม่มี ..บอกใครไม่เชื่อต้องลองหมักเอง กินเอง ใช้เอง ถึงจะรู้ซึ้งครับ ...ตอนนี้ผมหมักได้ประมาน ๓๐ ถัง และจะหมักไปเรื่อยๆ ...ส่วนเรื่อง โรคเก๊า โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ โรคความดัน โรคริดสีดวง เป็นเรื่องเด็กๆแล้วครับ
   

ความคิดเห็นที่ 132
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(22/06/2012 17:41)

 
 
มีคนไข้หญิงรายหนี่งอายุประมาณ 40ปีอยู่ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นมะเร็งทีลิ้นหมอได้ตัดลิ้นออกไปแล้ว แต่มาเป็นที่คอ พองเหมือนเป็นคอหอยพอก เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาผมได้ไปพักอยู่ 3 คืนเพื่อนพอรู้ว่าผมหมักน้ำหมักป้าเช็งอยู่เลยพามาหาผม แกบอกทรมานมาก ปวดจนกลืนอาหารไม่ค่อยได้ หมอนัดคีโมอีกหนึ่งเดือน ผมก็ให้น้ำหมัก ป้อม ยอ หมอ เพ็ด ไปขวดหนึ่ง ขนาด 35o ซีซี อายุ หนึ่งปีไปทานดู หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปก็โทรมาหาผมบอกว่าทานแล้วดีมากหายปวด แผลที่คอก็ยุบลง กินอาหารได้ไม่เจ็บคอ อยากได้ยาอีกผมเลยส่งไปให้อีกขวดลิตรใหญ่ ปัจจุบันอาการดีขึ้นมาก ไปตรวจหมอบอกไปทำอะไรมา ไม่ต้อง คีโมแล้ว มหัศจรรย์จริงๆครับ
   

ความคิดเห็นที่ 133
ตอบโดย : ปกิตตา
(23/06/2012 01:44)

 
 
ตอนนี้กำลังจะลองให้น้ำหมักคนที่ติดเหล้าลองกินดู เค้าติดมากแบบมือสั่นเลยนะคะ สงสารลูกเค้า จะลองดูว่าจะได้ผลหรือเปล่า
เพราะตัวเองเมื่อก่อนก็ดื่มมั่งเหมือนกัน(อิอิ) ตั้งแต่เริ่มดื่มน้ำหมักมาเนี่ย มันมีความรู้สึกไม่อยากดื่มอีกเลย บางครั้งต้องดื่มแต่ มันไม่อร่อย เหมือนเมื่อก่อนค่ะ เดี๋ยวนี้เลยไม่ดื่มเลย
วันนี้เดินเข้าไปในซอยเจอน้องเค้า สงสารค่ะ เลยว่าจะลองดู
มีน้ำหมักสารพัดผลไม้+น้ำลูกยอ อายุ 1 ปี นิดๆ ผสมไว้แล้ว พรุ่งนี้จะให้ดื่มวันแรก เอ้อลืม เค้ามีอาการท้องโตแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าจะดื่มน้ำหมักได้หรือเปล่าคะ กะว่าจะให้ ครึ่งแก้วแป๊ก
เช้า-เย็นค่ะ แล้วจะเก็บผลมาเล่าให้ฟังเรื่อยๆค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 134
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(25/06/2012 20:35)

 
 
ดีครับใครมีประสบการมาเล่าสู่กันฟังเป็นความรู้ที่หาไม่ได้ง่ายๆ ผมจะเก็บข้อมูลของกระทู้นี้ไว้ทั้งหมดเพื่อไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาต่อไป
รอฟังข่าวดีจากคุณ ปกิตตา ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 135
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/06/2012 21:00)

 
 
สำหรับกับน้ำหมักเพื่อการเลิกดื่มสุราจากที่ผมได้ฟังเรื่องราวและประสบการณ์ของชาวหมักมาพอสมควรสรุปได้เป็นสองอย่างนะครับ อย่างแรก
คือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำและดื่มแล้วเมาง่าย ๆ ตื่นเช้ามาก็แฮงค์ หากดื่มน้ำหมักที่ได้อายุแล้ว ก่อนการดื่ม
สุรา จะทำให้ดื่มสุราได้มากขึ้น และเมาช้ากว่าปกติ
และตื่นเช้าก็ไม่แฮงค์ นี่จากคำให้สัมภาษณ์
ของชาวหมักที่เป็นนักดื่ม

ส่วนอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชาวหมักที่เป็นนักดื่มสุรา เรียกว่าดื่มจนติดสุรา หากต้องการที่จะลด ละ เลิกดื่มสุรา ก็ใช้วิธีดื่มน้ำหมักเป็นประจำ จะทำให้สามารถเลิกดื่มสุราได้เอง โดยที่ไม่คิดจะกลับไปดื่มสุราอีก แต่นั่นต้องหมายความว่าต้องการเลิก
ดื่มสุราอย่างตั้งใจนะครับ...เท่าที่ผมทราบมาเป็นได้
สองอย่างแบบที่เล่ามานี้ครับ

แต่ที่น่าสนใจมากกว่านี้คือ
นักวิ่งท่านใดที่เป็นชาวหมัก หากได้ดื่มน้ำหมัก
เป็นประจำ โดยเฉพาะสูตรมาตรฐาน สมอ ลูกยอ
มะขามป้อม และบอระเพ็ด ที่หมักได้อายุแล้ว
และรวมกันแล้ว จะทำให้นักวิ่ง วิ่งได้เวลานานมากขึ้น
และวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วแรงยังเหลือ...ไม่ทราบว่า
ท่านประธานฯสันติรวิทย์..มีประสบการแบบนี้หรือไม่ครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 136
ตอบโดย : 195258
(26/06/2012 15:23)

 
 
ปกติแล้วกว่าที๋ผไม้จะจมใช้เวลานานแค่ไหนคะถ้าจมแล้วปิเกฝห้สนิทเลยใช่ไหมคะ
   

ความคิดเห็นที่ 137
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(26/06/2012 16:17)

 
 
ความคิดเห็นที่ 136
ตอบโดย : 195258
(26/06/2012 15:23)






ปกติแล้วกว่าที๋ผไม้จะจมใช้เวลานานแค่ไหนคะถ้าจมแล้วปิเกฝห้สนิทเลยใช่ไหมคะ

(ทวนซ้ำ) ปกติแล้วกว่าที่ผลไม้จะจมใช้เวลานานแค่ไหนคะถ้าจมแล้วปิดฝาให้สนิทเลยใช่ไหมคะ...(ถามมาแบบนี้นะครับ)

ไม่แน่นอนครับ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลาย ๆ อย่างครับ บางอย่างก็ไม่จมเลยครับ
แต่ไม่ต้องไปวิตกกังวลว่าผลไม้จะจมหรือไม่จมนะครับ
เพียงแต่ระยะแรก ๆ หมั่นเปิดฝาดูบ้างเพราะอาจจะมี
แรงดันจากก๊าซที่เกิดจากการหมัก...ต้องปิดฝาถัง
ให้สนิททุกครั้งนะครับเพราะว่าต้องระวังแมลงหวี่
เข้าไปใข่ละก็ยุ่งเลยนะครับเดี๋ยวจะเกิดเป็นหนอน
ยั้วเยี้ยเลยนะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 138
ตอบโดย : donkmaipa88@gmail.com
(27/06/2012 15:25)

 
 
ดาบชล คนเดิม อีกแล้วครับ ลืมบอกไปว่า ผมเคยติดยานัตถุ์หมอมี มานานกว่า ๒๗ ปี พยายามเลิกหลายครั้งแล้ว แต่พอเลิกได้สัก 2-3 วัน จะปวดหัว จึงต้องกลับไปเป่ายานัตถุ์อีก เป็นอย่างนี้ประจำ พอดื่มน้ำหมักสูตรป้าเซ้งแล้ว ผลพลอยได้ สามารถเลิกได้โดยไม่ปวดหัวอีกเลย นับว่าเป็นโชคแท้ๆที่เจอน้ำหมักป้าเซ็ง
   

ความคิดเห็นที่ 139
ตอบโดย : วัฒน์
(27/06/2012 17:47)

 
 
ขายถังสำหรับทำหมักผลไม้ สะอาดปลอดภัยจากสารเคมีครับ มีขนาด 25 30 50 60 80 120 200 ลิตร มี่ฝาปิดปากกว้าง และมีสายล็อค แน่นหนา สะอาดปลอดภัย ถังนอกนะครับ อายุการใช้งานสิบปีขึ้นไปครับ เหนียว ทนทาน ยืดหยุ่น ไม่แตกหรือเปราะง่ายครับ สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ คุณวัฒน์ 080-021-2826 อยู่อำเภอนครชัยศรี นครปฐมครับ และมีกากน้ำตาลและอีเอ็มจำหน่ายด้วยครับผม วิถีพอเพียง
   

ความคิดเห็นที่ 140
ตอบโดย : 12301546
(30/06/2012 11:11)

 
 
พึ่งเป็นสมาชิกใหม่ค่ะ ได้อ่านเรื่องนำ้หมักแล้วก็น่าสนใจถือได้ว่าเป็นแพทย์ทางเลือกที่ดี อยากถามเรื่องนำ้มหาบำบัดยังมีขายมั้ยค่ะเห็นข่าวว่าเลิกขายแล้วจะติดต่อซื้อได้อย่างไรขอบคุณผู้รู้ค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 141
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(1/07/2012 15:36)

 
 
ตอบโดย : 12301546
(30/06/2012 11:11)






พึ่งเป็นสมาชิกใหม่ค่ะ ได้อ่านเรื่องนำ้หมักแล้วก็น่าสนใจถือได้ว่าเป็นแพทย์ทางเลือกที่ดี อยากถามเรื่องนำ้มหาบำบัดยังมีขายมั้ยค่ะเห็นข่าวว่าเลิกขายแล้วจะติดต่อซื้อได้อย่างไรขอบคุณผู้รู้ค่ะ

ผมเชื่อว่าถ้าคุณอ่านเรื่องราวของน้ำหมักในกระทู้นี้แล้วคุณจะทราบได้ทันทีว่า มหาบำบัดนั้นซื้อที่ไหนอ่ะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 142
ตอบโดย : ปอ
(3/07/2012 18:34)

 
 
ป้าเช็งสู้สู้
   

ความคิดเห็นที่ 143
ตอบโดย : ภมรศิลป์
(8/07/2012 17:08)

 
 
อยากรบกวนครับว่า ดื่มไปนานๆจะมีปัญหาผลกระทบต่อทำงานของ ไต ตับ บ้างหรือไม่ ...นี้ก็ดื่มมาปีกว่าแล้ว ดีจริงๆ ที่บ้านก็หมักไว้มาก หมักทุกอย่างที่ขวางหน้า... ปัจจุบันไม่ได้หมักเพิ่ม ของเดิมยังมีอยู่มาก... มีผู้ป่วยหลายคนไปโรงพยาบาลหมอห้าม ให้กินแต่สารเคมี... บางคนไม่มั่นใจก็เลบหยุด น่าเสียดายบางคนเป็นโรคเรื้อรัง อาการกำลังดีขึ้น
   

ความคิดเห็นที่ 144
ตอบโดย : ครูบ้านนอก
(9/07/2012 12:21)

 
 
นี่ก็กินมาปีกว่าหมักทุกอย่างที่มีในสวนดีมากๆเลยเมื่อก่อนเป็นโรคปวดหลังรักษากับโรงพยาบาลมามากกว่า3ปีกินวันละประมาณ11 เม็ด เดียวนี้อาการปวดหลังไม่รู้หายไปไหนและที่สำคัญทำงานไม่รู้สึกเหนื่อยน้ำฝาถังดีมากเป็นยาสามัญประจำบ้านสาระพัดประโยชน์ใช้เช็ดหน้าแทนโทนเนอร์ให้ทาแผลสดแผลติดดีไม่เป็นแผลเป็นใช้ทาผื่นผดดีมากๆถ้าอยากรู้สรรพคุณต้องลองหมักดูก่อนแล้วคุณจะเจอกับสิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกน้ำมหัศจรรย์หัวโนเอาชุบสำลีวางปะไว้ไม่กี่นาทียุบเป็นปกติยกนิ้วให้คุณป้าเช็งที่ความรู้มาเผยแพร่ขอบคุณมากๆใครที่อ่านโพสต์ยังไม่ได้ทำรีบกลับไปหมักนะค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 145
ตอบโดย : sailom2j
(10/07/2012 09:44)

 
 
ขอความรู้เพิ่มเติมและจะแชร์ประสบการณ์จากการใช้น้ำหมักให้ทราบคะ ดิฉันเพิ่งจะดิ่มน้ำหมักมาเดือนเศษแล้ว ด้วยความไม่เชื่อว่าน้ำหมักจะมีประโยชน์มากมาย แต่ต้องขอบอกว่ามีประโยชน์จริง ๆ ถ้าไม่ลองเองก็ไม่รู้ อันดับแรกดิ่มกินทุกวันเลยคะ แต่ไม่ทราบว่าจะผิดวิธีหรือเปล่า ดิฉันไม่ค่อยถ่ายถ้าดิ่มน้ำหมักเป็นเพราะอะไรคะ สงสัยจะผิดวิธี แต่ทานอาหารได้น้อยลง ดื่มแต่น้ำ แต่น้ำหนักตัวไม่ลดด้วยคะ ท่านใดมีข้อเสนอแนะดี ๆ กรุณาบอกด้วยคะ แต่ดิฉันได้ทดลองนำมาผสมน้ำแช่ผัก ถูบ้าน ฉีดต้นไม้ ได้ผลคะ บ้านสะอาดไม่มีกลิ่นเลยคะ ส่วนต้นไม้เพิ่งทดลองฉีด ได้ผลอย่างไรจะนำมาเล่าให้ฟังใหม่ภายหลังคะ
คนสุพรรณ
   

ความคิดเห็นที่ 146
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(10/07/2012 16:26)

 
 
ความคิดเห็นที่ 145
ตอบโดย : sailom2j
(10/07/2012 09:44)

อันดับแรกดิ่มกินทุกวันเลยคะ แต่ไม่ทราบว่า
จะผิดวิธีหรือเปล่า ดิฉันไม่ค่อยถ่ายถ้าดิ่มน้ำหมัก
เป็นเพราะอะไรคะ สงสัยจะผิดวิธี แต่ทานอาหารได้น้อยลง ดื่มแต่น้ำ แต่น้ำหนักตัวไม่ลดด้วยคะ
ท่านใดมีข้อเสนอแนะดี ๆ

อันดับแรกต้องดูว่าคุณดื่ม
น้ำหมักอะไร ผสมอย่างไร อายุของน้ำหมัก
ใช้ได้แล้วหรือยัง และที่มาของน้ำหมักนั้นมาจากไหน
ส่วนผสมของน้ำหมัก และอีกหลาย ๆ องค์ประกอบ
และการดื่มคุณดื่มแบบไหน...ดื่มก่อนหรือหลังอาหาร
และขนาดของการดื่มมากน้อยแค่ไหนหากที่กล่าวมา
แล้วข้างต้นถูกต้องครบถ้วน..ปัญหาเรื่องการ
ขับถ่ายก็จะหมดไป...แต่ถ้าถูกต้องครบถ้วนแล้ว
ยังมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายอีก อันนี้ผมว่าคุณมีปัญหา
เกี่ยวกับระบบการขับถ่ายแล้วนะครับ...
.
   

ความคิดเห็นที่ 147
ตอบโดย : nonglee
(21/07/2012 16:22)

 
 
ขอความช่วยเหลือจากสมาชิกด้วยกันก่อนนะคะ

อยากได้หนังสือและแผ่น cd แนะนำการหมักของป้าเช็ง ควรติดต่อที่ไหน ซื้อได้ที่ไหน ขอให้คุณลงเบอร์โทรติดต่อ หรือที่อยู่ให้ด้วยค่ะ ช่วยหน่อยนะคะ อยากหมักเองค่ะ ขอขอบคุณมาก เนื่องจากคุณแม่เป็นกระดูกทับเส้น คุณหมอบอกให้ผ่าตัด ขณะนี้ยังไม่ได้ผ่า แต่มีอาการปวดหลังมาก เดินไม่ค่อยได้ หลังโกง เวลานอนก็ลำบาก และยังมีโรคอีกมากมาย เช่น หอบหืด เป็นมาตั้งแต่อายุ 15 ทานยาวันละประมาณ 20 เม็ดปัจจุบันท่านอายุ 67 ปี ช่วยหน่อยนะคะ ท่านผู้ใจบุญทั้งหลาย ช่วยตอบคำถามว่า หอบหืด และปวดหลัง จะหมัก อะรก่อนดี
   

ความคิดเห็นที่ 148
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(24/07/2012 10:32)

 
 
ผมเชื่อว่าถ้าคุณอ่านเรื่องราวของน้ำหมักในกระทู้นี้แล้วคุณจะทราบได้ทันทีว่า คุณสามารถจะรู้วิธีการหมักโดยไม่ต้องไปซื้อหนังสือ หรือแผ่น ซีดี ให้ยุ่งยากเลย...

ส่วนอาการป่วยของคุณแม่นั้น...เป็นอาการป่วยที่ต้องได้รับการรักษาบำบัดที่เร่งด่วน...ขืนรอน้ำหมักที่คุณต้องหมักเองกว่าจะได้อายุจนใช้นำมาบริโภคได้...แล้วจะทันกับอาการป่วยของคุณแม่คุณหรือครับ
เพราะการหมักต้องใช้เวลาเป็นปี ๆ หรืออย่างน้อย
ต้องหกเดือน

อาการเจ็บป่วยที่บอกมาทุกโรคนั้น ผมดูแล้วไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรหากคุณมีศรัทธาในน้ำหมักที่แรงกล้าผมว่า ในนี้มีคำตอบที่คุณถามทุกอย่างอยู่ในกระทู้นี้หมดแล้วครับ...ขอให้มีสติให้นิ่งแล้วก็สงบก่อนนะครับ..แล้วคุณก็จะมองเห็นครับ
   

ความคิดเห็นที่ 149
ตอบโดย : สมชาย
(24/07/2012 12:38)

 
 
ไม่มีความคิดเห็นครับ เพราะยังไม่เคยใช้ แต่อยากถามว่าผมเป็น gout มานานมากกินนำหมักแล้วจะหายไหม รักษามาหลายอย่างแล้วทรมานมากไม่หายซักที ช่วยบอกคนแก่เอาบุญหน่อยครับ
   

ความคิดเห็นที่ 150
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(24/07/2012 14:10)

 
 
คุณสมชายครับ การดื่มน้ำหมักจะช่วยได้หรือไม่นั้น
ผมว่าคุณสมชาย ต้องทดลองด้วยตัวเองครับ แล้วคุณก็จะได้คำตอบได้ด้วยตัวเองครับ หากคุณเริ่มนับหนึ่งได้ ต่อไปคุณก็นับได้เหมือนกันครับ

สำหรับกับโรคเก๊าท์หรือข้ออักเสบของคุณนั้น
ตามความคิดของผม มันเกี่ยวเนื่องด้วยวิถี
ชีวิตประจำวันที่สำคัญคือเรื่องอาหารครับ
คุณต้องหันมาสนใจเรื่องอาหารให้มากขึ้นครับ
หลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้มีผลกับโรคของคุณครับ
และการปฏิบัติตัวถ้าจะให้ดีขึ้นต้องทำให้ครบเป็นองค์รวมครับแค่ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจะให้โรคที่เป็นนั้นหาย คงไม่ใช่เรื่องง่ายครับ
   

ความคิดเห็นที่ 151
ตอบโดย : 195258
(25/07/2012 16:43)

 
 
น้ำฝาถังเริ่มเก็บและใช้ได้เมื่อไหร่คะ สามารถเก็บมาใช้ได้ทุกชนิดเลยใช่ไหมคะแล้วถ้ามีวุ้นจะใช้รักษาส่วนไหนได้บ้างคะ
   

ความคิดเห็นที่ 152
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/07/2012 22:18)

 
 
น้ำฝาถังควรจะเริ่มเก็บหลังจากสี่เดือนแล้ว
หรือไม่ก็ลองชิมดูหากว่ารสชาดเปรี้ยวจัด
ก็เก็บได้ครับ และเก็บไว้ให้ได้อายุสี่เดือน
แล้วค่อยนำมาใช้ครับ...ยิ่งเก็บไว้นานยิ่งดีครับ
หากต้องการใช้ด่วนก็ต้องดูว่าสิ่งที่นำมาหมักมีสารเคมีมากหรือไม่ถ้ามีก็ต้องระวังครับ แต่ถ้ามั่นใจว่าปลอดสารเคมี ก็สามารถทดลองได้ด้วยตัวเองเลยครับ...

ส่วน..น้ำฝาถังสามารถเก็บมารวม ๆ กัน
หลาย ๆ ชนิดได้เลยครับ ยิ่งหลายชนิด
ผมว่ายิ่งดีครับ เพราะว่าเวลานำมาใช้จะได้
คุณค่าและประโยชน์ที่กว้างขึ้นครับ

การบริโภคน้ำหมักใช้บริโภคเพื่อปรับสมดุลย์
ให้กับร่างกาย ในส่วนของประโยชน์ของน้ำหมัก
และการบริโภควุ้นได้มีการพูดถึงไว้แล้ว
ในกระทู้นี้ลองย้อนกลับไปอ่านดูนะครับ
.
   

ความคิดเห็นที่ 153
ตอบโดย : apinya
(26/07/2012 10:03)

 
 
ตอนนี้เป็นเบาหวานค่ะ และแม่ก็เป็นตัว ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดีคะ แนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของป้าเช็งให้หน่อยค่ะ และถ้าจะเริ่มต้นทำเองต้องทำอย่างไรคะ
   

ความคิดเห็นที่ 154
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(26/07/2012 14:14)

 
 
เป็นเบาหวาน ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ขอให้เริ่มด้วยการมีสติก่อนครับ ขอให้สงบ และคิดด้วยปัญญา การที่จะทำให้โรคเบาหวานดีขึ้นต้องเข้าใจโรคก่อน ต้องรู้จักกับโรคที่เราเป็นให้เข้าใจก่อน อย่าหลับตาคิดหวังพึ่งแต่ยา...นั่นเป็นการดูแลรักษาที่ปลายเหตุ....

เบาหวานเป็นโรคที่ไม่มีเชื้อโรค...ฉะนั้นเบาหวานก็คือตัวเราเอง เกิดจากระบบในร่างกายของเราเอง
อ้าว...แล้วมันเกิดได้ไงล่ะ...ก็ง่ายนิดเดียวมันก็เกิด
จากวิถีชีวิตของเราเองที่ใช้แบบไม่ถูกต้องนั่นแหละ ที่ทำให้ระบบของร่างกายเสื่อมลง ไม่มีใครไปทำให้เสื่อมนอกจากเราเองเท่านั้น...สาเหตุที่มองเห็นได้ง่ายที่สุดก็คือเรื่องของการบริโภคอาหารที่ผิด ๆ เรื่อยมาตลอด จนตัวเองก็คิดไม่ถึงว่ากำลังทำร้ายตัวเองอย่างมากมายจนผลสุดท้ายระบบในร่างกายไม่สามารถจะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ...สุดท้ายระบบก็เริ่มเสื่อมลงจนกระทั่งบางระบบเข้าขั้น เสื่อมจนหมดสภาพจึงทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพร่างกายตามมาอย่างที่คุณกำลังประสบอยู่นี่ไง...

คุณอาจจะถามว่า...ขอแค่ให้แนะนำเรื่องน้ำหมัก
แต่ผมกลับพูดเสียยืดยาว...ตอบว่าอย่าลืมว่าการที่จะ
แก้ไขอาการเจ็บป่วยที่เป็นอยู่ได้นั้น ต้องไปดูที่ต้นเหตุแล้วเริ่มแก้ไขจากตรงนั้นครับ แค่การจะมาดื่มน้ำหมักแล้วจะทำให้หายจากโรคเบาหวานได้นั้น เป็นไปได้ยากมากครับ ผมจะพูดอยู่เสมอว่าการปฏิบัติตัวเพื่อดูแลรักษาโรคที่เป็นอยู่ต้องทำให้ครบองค์รวม
แม้กระทั่งคุณไปพบแพทย์ก็ไม่มียารักษาเบาหวานครับ(เพราะเบาหวานไม่มีเชื้อโรคครับ) คุณก็จะมีแต่ยาที่ควบคุมระบบในร่างกายให้สามารถทำงาน
เป็นปกติได้ในช่วงที่กินยาครับ แต่ถ้าคุณหยุดกินยา
เมื่อไรก็จะเกิดปัญหาขึ้นอีกทันทีครับ

เพราะฉะนั้น...หากคุณต้องการที่จะใช้วิธีธรรมชาติ
ให้ช่วยบำบัดรักษา คุณจะต้องทำความรู้จักและเข้าใจอย่างจริงจังและลึกซึ้งเท่านั้นจึงจะสามารถทำให้
สภาพชีวิตของคุณรอดพ้นจากอาการเจ็บป่วยนี้ได้ครับ ส่วนวิธีปฏิบัติตัวถ้าคุณให้ความสนใจในเว็บนี้มีให้คุณศึกษาและปฏิบัติอยู่แล้วครับอยู่แล้วครับ
ปัญหามีอยู่อย่างเดียวครับ...คุณมีความตั้งใจจริงแค่ไหนเท่านั้นเองครับ...

ถ้าหากคุณจะเริ่มบริโภค และอุปโภคน้ำหมักละก็ลองย้อนกลับไปอ่านกระทู้ต้น ๆ แต่แรก แล้วคุณก็จะพบและรู้จักวิธีใช้น้ำหมักได้อย่างเข้าใจครับ
. ด้วยความปรารถนาดีครับ.
   

ความคิดเห็นที่ 155
ตอบโดย : โอคะ
(26/07/2012 16:29)

 
 
อยากวิธีกินน้ำพลอยเพชรผลไม้3ปี กับมหาบำบัดคะว่าทานยังไง่ส่วนตัวเป็นภูมิแพ้ จามมีน้ำมูกเป็นสิวคะ ส่วนคุณพ่อเป็นต่อมลูกหมากได้ไหมคะ ขอบคุณคะ
   

ความคิดเห็นที่ 156
ตอบโดย : โอคะ
(26/07/2012 16:31)

 
 
อยากวิธีกินน้ำพลอยเพชรผลไม้3ปี กับมหาบำบัดคะว่าทานยังไง่ส่วนตัวเป็นภูมิแพ้ จามมีน้ำมูกเป็นสิวคะ ส่วนคุณพ่อเป็นต่อมลูกหมากทานทานได้ไหมคะ ขอบคุณคะ :E แแล้วเอามาทาหน้าได้ไหมคะ
   

ความคิดเห็นที่ 157
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(26/07/2012 21:47)

 
 
ความคิดเห็นที่ 156
ตอบโดย : โอคะ
(26/07/2012 16:31)






อยากวิธีกินน้ำพลอยเพชรผลไม้3ปี กับมหาบำบัดคะว่าทานยังไง่ส่วนตัวเป็นภูมิแพ้ จามมีน้ำมูกเป็นสิวคะ ส่วนคุณพ่อเป็นต่อมลูกหมากทานทานได้ไหมคะ ขอบคุณคะ :E แแล้วเอามาทาหน้าได้ไหมคะ



ผมว่าคุณโอคะไม่จำเป็นต้องดื่ม
น้ำมหาบำบัดก็ได้นะครับ เกินความจำเป็นครับ
ดื่มแค่น้ำเอ็นไซม์เจ็ดปีก็พอครับ...
ส่วนวิธีการดื่มน้ำหมักผมเคยเสนอแนะวิธีดื่ม
ไว้แล้วให้กลับไปอ่านกระทู้ที่ 113 ครับ
และวิธีการดื่มน้ำหมักเราสามารถพลิกแพลง
ได้ตามความคิดเราเองครับ ลองรักษาตัวเอง
ดูนะครับไม่ใช่เรื่องยากครับ

เป็นภูมิแพ้..มีสิว ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร...
ผมเชื่อว่าคุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง
แล้วอาการที่คุณเป็นอยู่ก็จะหายไป
ในที่สุดครับ...

ส่วนคุณพ่อเป็นต่อมลูกหมาก...ต้องถามก่อนว่า
เป็นต่อมลูกหมากโต หรือว่าเป็น
ต่อมลูกหมากอะไรครับ ถ้าเป็นต่อมลูกหมากโต
เคยไปพบแพทย์ตรวจหาสาเหตุหรือยังครับ
แต่ถ้าจะดื่มน้ำหมักก็ดื่มได้ครับ ดีครับจะได้ช่วย
ปรับสมดุลย์ให้กับร่างกายได้อีกด้วย....

จะใช้ทาหน้าหรือครับใช้ได้ดีเลยครับ
แต่ต้องดูว่าคุณจะใช้น้ำหมักอะไรทาหน้าครับ
ถ้าคิดไม่ออกลองย้อนกลับไปอ่านเรื่องราว
ของน้ำหมักดูนะครับอ่านให้มาก ๆ ครับ
แล้วคุณก็จะสามารถรู้ นำไปใช้และเข้าใจเรื่องของ
น้ำหมักได้เป็นอย่างดีครับ....
   

ความคิดเห็นที่ 158
ตอบโดย : โอคะ
(28/07/2012 21:35)

 
 
โอคะ หลัวจากทานได้2 วัน ทานเฉพาะตัว น้ำพลอยเพชร 3 ปี เพราะแบบ7 ปีไม่มี ทานเช้า กลางวัน ก่อนนอน มีผื่นแพ้เป็นเม็ดๆเล็กๆคันๆขึ้นที่หน้าเยอะเหมือนกันและะ ไอ มีน้ำมูกตลอดถามผู้รู้ต้องทำยังไงต่อคะต่้องทานตัวไหนเพิ่มคะรบกวนด้วยคะ
   

ความคิดเห็นที่ 159
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(29/07/2012 13:37)

 
 
ถ้าน้ำหมักที่คุณนำมาดื่มนั้น
สะอาดปลอดภัย..ผมเข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลข้างเคียง ที่ต้องเกิดขึ้นเกือบทุกคนครับ...และจะเป็นอยู่ประมาณ 4-7 วัน บางคนมีอาการปวดกล้ามเนื้อเส้นเอ็นหมดทั้งตัวบางคนถึงกับมีไข้ บางคน
อาจจะไม่มีอาการอะไรเลยครับและก็อีกหลาย ๆ
อาการ ลองหมั่นสังเกตุตัวเองให้ดีครับ ผมบอก
แล้วไงครับว่าพยายามอ่านย้อนหลังในกระทู้นี้
ให้มาก ๆ แล้วคุณก็จะมีคำตอบที่ถามอยู่นี้
ทั้งหมดครับ...

ผมว่าการดื่มน้ำหมัก ถ้าจะให้ดี ต้องดื่ม
น้ำหมักที่เป็นสูตรหลัก...เรียกว่าเป็นหัวใจของ
น้ำหมักก็ว่าได้ครับ คือสูตรที่หมักรวมแล้ว
และได้อายุแล้วของ สมอ..ลูกยอ..มะขามป้อม
..บอระเพ็ด..ลิ้จี่..และลำใย และหาก
ได้ดื่มสูตรนี้..ก็ไม่ต้องกังวล หรือดิ้นรน
ที่จะหาสูตรอื่น ๆ อีกแล้วครับ...เว้นแต่ว่า
น้ำหมักนั้นคุณสามารถผลิตได้เองและคุณต้องการ
ที่จะดื่มก็สามารถดื่มได้ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 160
ตอบโดย : สาวแก่หมัก
(29/07/2012 20:17)

 
 
ขอร่วมแชร์ประสพการณ์ด้วยคนนะคะ ดิฉันหมักน้ำพลอยเพชรมานานแล้วใช้แล้วได้ผลดีมาก ที่ดีมากนั้นช่วยให้สุนัขที่บ้านไม่ตาย เพราะเจ้ามอมแมมไปกัดกับคางคก และยางของคางคกคงจะเข้าปาก ทำให้เจ้ามอมแมม ชักกระแด้วนำ้ลายฟูมปาก จะตายไม่ตายแหล่ ดิฉันรีบเอาน้ำหม้กพลอยเพชรกรอกปากทันที ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงมันลุกขึ้นยืนได้ ดีใจมากที่น้ำพลอยเพชรใช้ได้ผลจริงๆ
   

ความคิดเห็นที่ 161
ตอบโดย : บอล
(31/07/2012 09:03)

 
 
โดนไฟลวก ทาได้เลยไม่พอง ล้างแผลดีมาก
   

ความคิดเห็นที่ 162
ตอบโดย : tha
(31/07/2012 20:33)

 
 
อยากทราบนิดหนึ่งนะค่ะว่าถ้าเราใช้น้ำบาดาลที่เรารองทิ้งไว้ในโอ่งเป็นเวลานานแล้วจะใช้หมักได้ไหมค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 163
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(31/07/2012 21:04)

 
 
ผมลองใช้น้ำบาดาลแล้ว ปรากฏว่า
ใช้ได้เหมือนกัน หมักแล้วก็เป็นวุ้น
เหมือนกัน...แต่ต้องดูว่าน้ำบาดาลที่
ใช้หมักนั้นไม่เป็นสนิมแดง..และสูบขึ้นมา
แล้วทิ้งไว้...แค่เกิดเป็นฝ้าหินปูนบาง ๆ
ไม่เหม็น..ชิมดูจืดสนิทอย่างนี้ผมลอง
ใช้หมักมาแล้วได้ผลเหมือนกัน...
แต่ก็อีกนั่นแหละ...บางครั้งสิ่งที่ใช้หมักบางอย่าง
หมักแล้วก็ไม่เกิดวุ้น แต่ก็เปรี้ยวเหมือนกัน...

สำหรับกรณีของคุณtha อันนี้ต้องทดลอง
ดูเองนะครับ เพราะว่าเก็บน้ำไว้ในโอ่งนานแล้ว
หากว่าน้ำนั้นไม่มีกลิ่น หรือเน่าเสีย
ก็น่าจะนำมาใช้หมักได้นะครับ...ลองดูครับ

ความจริงถ้ามีโอ่ง และมีน้ำประปา
ก็เปิดน้ำประปาใส่โอ่งไว้ ทิ้งไว้ให้คลอรีน
ระเหยหมดสัก 4-5 วัน ก็นำมาใช้ได้แล้วครับ
ไม่ต้องไปใช้น้ำบาดาลครับ แต่ถ้าไม่มี
น้ำประปา...ก็ต้องใช้น้ำบาดาลนั่นแหละครับ..
   

ความคิดเห็นที่ 164
ตอบโดย : tha
(1/08/2012 11:06)

 
 
ขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 165
ตอบโดย : อ.เปา
(1/08/2012 11:21)

 
 
เรียน คุณภูมิชีวิต

ผมพบว่า น้ำหมักใช้แก้ไอได้
จะขอเล่าให้ฟัง

ผมนอนห้องแอร์ทุกคืน...ก็มีเสลดในคออยู่เรื่อย
จะนอนมันก็ไอบ้าง....เมื่อเป็นหวัดก็ไอจนนอนไม่ได้

กลั่วปากคอด้วยน้ำเปล่าแล้ว..ก็หายพักเดียว

นอนไม่หลับ...ก็ต้องคิดไปเรื่อยๆ
ถามตัวเองว่า...เราไอเพราะอะไร ?

หลับตาทำสมาธิ...จับไปที่จุดเริ่มระคายคอ

ก็พบว่า..มีอะไรบางอย่างมันมาระคายเคืองลำคอ
ทนได้พักเดียว..มันก็ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ
ทนไม่ไหวจนต้องยอมไอ..เพื่อกำจัดมันออก

ทีนี้มันก็ไอเรื่อยๆ...เราก็นอนไม่หลับ
นอนไม่หลับร่างกายก็อ่อนแอลงไปเรื่อย

มานั่งคิดว่า...สารอะไรที่เกิดในลำคอ
ได้คำตอบว่า....น่าจะเป็นสารที่เชื้อมันปล่อยออกมา
แล้วมีคุณสมบัติกัดกร่อนผนังลำคอ
สารนี้ต้องเป็นพิษแน่ร่างกายจึงพยายามกำจัดออกด้วยการไอ

แล้วเราจะเอาอะไรไปแก้...ล้างน้ำก็ไม่หายขาด

ก็เลยทดลอง...เอาน้ำหมันผิวส้ม ใส่ขวดฟ๊อกกี้..ที่ใช้ฉีดพรมผ้า

อ้าปากแล้ว...แล้วก็ฉีดพ่นเข้าไปบริเวณลำคอ
บีบฉีดเข้าไป 2 ครั้ง.....ก็ได้รสเปรี้ยวชุ่มคอ

แล้วอาการคันคอ....ก็หายเหมือนปลิดทิ้ง


การหาย...ก็หายทันทีทันใด ไม่ต้องรอ
เหมือนการเหยียบเบรครถแบบนั้น...หยุดไอทันที

เวลาไอ....ก็ทำแบบนี้หลายครั้ง ก็หายทุกครั้ง
จึงจับจุดได้ว่า.... น้ำหมักแก้ไอได้


ผมคาดว่า....น้ำหมักไปทำลายสารพิษในคอ และ ทำลายจุลิทรีย์ด้วย

เดี๋ยวนี้เวลามีไอ.....ผมก็ฉีดน้ำหมักเข้าไป ...ก็หายไปหลายวันเลย

ที่ผมทำเมื่อฉีดเข้าไปแล้ว...ผมไม่ล้างออก
ปล่อยให้น้ำหมักมันเกาะตามผนังลำคอไป....มันก็หายได้ดี

เขียนเล่ามาให้ฟังเพื่อบอกว่า....น้ำหมักแก้ไอได้




   

ความคิดเห็นที่ 166
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(1/08/2012 13:45)

 
 
สวัสดีครับ อ.เปา ผมดีใจมากครับ
ที่อ.เปา เข้ามาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับน้ำหมักนี้
เพื่อประโยชน์กับเพื่อน ๆ นักวิ่งที่สนใจครับ

ในที่นี้ผมขออนุญาตเล่าเสริมกับ อ.เปา ในเรื่อง
ของอาการไอนี้ด้วยนะครับ...คือเมื่อประมาณ
สองสามเดือนที่แล้ว...มีเพื่อนผู้รักสุขภาพ
ท่านหนึ่งในระหว่างที่ได้พบปะสังสรรค์กันนั้น
ก็มีการร้อง รำทำเต้นกันเป็นประจำ วันนั้น
เขามีอาการไออยู่ตลอดเวลา...เขาอายุมากแล้วประมาณ 60 ปลาย ๆ ครับ ผมก็ถามว่า พี่ ๆ
ไอแบบนี้มานานหรือยังเขาบอกว่าหลายวันแล้ว
วันนั้นผมพกน้ำหมักที่มีส่วนผสมของ
สมอ ยอ ป้อม เพ็ด และวุ้นปั่นรวมกันไปด้วย


ผมก็ให้เขาจิบและบอกว่าพี่ลองจิบดูสิครับ
เดี๋ยวจะทำให้พี่ร้องเพลงเสียงดีขึ้นนะครับ
เขาก็มองหน้าผม เหมือนจะบอกว่าอะไร
มันจะวิเศษขนาดนั้นเชียวหรือ..จิบแล้วหายไอ
แถมยังร้องเพลงเสียงดีอีก...ผมก็กระแซะ
บอกว่าเอาน่าพี่ลองจิบดูไม่เสียหายอะไรนี่
พอเขาจิบไปประมาณ 1 เป๊กเหล้า ผมบอกพี่เขาว่า
อย่าเพิ่งกลืน..ให้อมไว้ก่อนนะครับ พี่เขาก็ทำตา
ประหลับประเหลือก สุดท้ายก็ทำตามผมบอก


แล้วผมก็บอกว่าค่อย ๆ ปล่อยให้น้ำหมัก
ไหลลงคอช้า ๆ ให้รู้สึกแสบที่คอ และให้
ไหลลงคอจนหมดปากได้ผลครับ ประมาณ
15 นาที อาการไอของแกหายเป็นปลิดทิ้งครับ
แล้วร้องเพลงเสียงดีอีกต่างหาก ทีนี้แหละครับ
เขาเกาะผมติดแจไม่ห่างเลยครับ นั่งพูดนั่งถาม
อยู่นั่นแหละครับว่าน้ำอะไร เอามาจากไหน
พี่อยากได้มั่ง ผมก็เลยให้ไปสองสามขวด


โอ้โฮ..ทีนี้จู่ ๆ แกก็โทรมาเล่าให้ผมฟังว่า
แกมีความสุขมากกับน้ำหมักที่ผมให้ไป เพราะว่า
เขาเอาน้ำหมักไปให้แม่ยายของเขาซึ่งนอนไอ
เรื้อรังมาเป็นเวลาหลาย ๆ ปีแล้ว โดยเฉพาะเวลา
กลางคืนแม่ยายของเขาจะไอทำให้เขา
นอนไม่หลับ พอตั้งแต่เขาเอาน้ำหมักให้
แม่ยายดื่ม ปรากฏว่าหลังจากนั้นแม่ยาย
เขาไม่ไออีกเลย เขารีบโทรมาบอกผมด้วยความดีใจ
ส่วนแม่ยายเขาติดใจสั่งให้หาน้ำหมักไปให้เขาอีกครับ
   

ความคิดเห็นที่ 167
ตอบโดย : สายหมอก
(3/08/2012 00:33)

 
 
ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ เพิ่งจะเริ่มหมักมีคำถามมากมายที่อยากรู้ อยากจะวางแผนแนวทางการที่เราจะหมักอะไรบ้าง ครบ1ปี แล้วนำมาทานได้เลยมั๊ย ทานไปเรื่อยๆจนกว่าน้ำจะแห้งหมดใช่มั๊ย ถ้าทานหมดในปีที่3 ก็คือเท่ากับว่าเราได้ทานน้ำหมักอายุ 3ปีไปแล้ว ใช่มั๊ยคะ แล้วอยากทำเป็นมหาบำบัดควรจะทำอย่างไร รบกวนท่านผู้รู้อีกแล้วค่า
   

ความคิดเห็นที่ 168
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(3/08/2012 15:33)

 
 
ความคิดเห็นที่ 167
ตอบโดย : สายหมอก
(3/08/2012 00:33)

ขอบคุณสำหรับคำตอบค่ะ เพิ่งจะเริ่มหมักมีคำถามมากมายที่อยากรู้ อยากจะวางแผนแนวทางการที่เราจะหมักอะไรบ้าง ครบ1ปี แล้วนำมาทานได้เลยมั๊ย

ไม่รู้ว่าผมเคยตอบคำถามคุณสายหมอกหรือไม่
แต่วันนี้เมื่อเห็นคำถามผมก็อยากจะบอกว่า
หากจะวางแผนของแนวทางการหมักละก็
คุณต้องตอบโจทย์ของตัวเองให้ได้คำตอบก่อน
ว่าคุณต้องการจะใช้น้ำหมักทำอะไร
บริโภค หรืออุปโภค
หากว่าคุณต้องการบริโภคก็..นี่เลยครับ...หัวใจของน้ำหมัก ซึ่งมีสมุนไพรตามนี้คือ สมอ..ลูกยอ...
มะขามป้อม..บอระเพ็ด..รวมสี่อย่าง
หรือถ้าต้องการให้ครบสูตรเลยก็เพิ่มลิ้นจี่
และลำใยด้วย อันนี้ครบสูตรครับ ให้แยกกันหมัก
ไม่รวมกันนะครับ การหมักถ้าได้อายุ 1 ปี
ก็โอเคครับ แต่ถ้าหากว่าต้องการบริโภคก่อน
ก็ควรมีอายุหมัก 6 เดือนขึ้นไปครับ และขั้นตอนการหมักต้องสะอาดด้วยครับ...
***************************************

ทานไปเรื่อยๆจนกว่าน้ำจะแห้งหมดใช่มั๊ย

คืองี้ครับ...ก่อนคุณจะหมักขอให้คิดก่อนว่า...
ส่วนหนึ่งคุณจะต้องใช้บริโภคและ
อีกส่วนหนึ่งคุณจะเก็บไว้ให้ได้อายุหมักนาน ๆ
ถึงขนาดให้เป็นมหาบำบัดอะไรทำนองนั้น
ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ พอเริ่มหมักคุณก็คำนวณเลยว่า
คุณจะนำมาบริโภคกี่ลิตร และคุณจะขยายต่อไปเพื่อเพิ่มจำนวนและเก็บไว้ให้ได้อายุกี่ลิตร
หรือไม่ก็แยกเป็นถัง ๆ ไปเลย คือถังหนึ่งไว้กิน
และถังหนึ่งไว้เก็บ ก่อนที่จะนำน้ำหมักมาดื่มต้องนำแต่ละอย่างมาผสมรวมกันแล้วแบ่งส่วนหนึ่ง
นำไปขยายและส่วนหนึ่งนำมาดื่ม ส่วนกากที่เหลือ
ก็ดูตามน้ำหนักแล้วก็เติมน้ำและน้ำตาล
ตามสัดส่วนของสูตรผสมคือน้ำตาล 1 กก.
กากที่เหลือ 3 กก.ต่อน้ำ 5 กก.มากหรือน้อยก็เพิ่มหรือลดลงตามสัดส่วนและสามารถเติมของ
ใหม่เพิ่มลงได้แต่ให้นับอายุต่อจากของเก่าครับ
***************************************

ถ้าทานหมดในปีที่3 ก็คือเท่ากับว่าเราได้ทานน้ำหมักอายุ 3ปีไปแล้ว ใช่มั๊ยคะ

คงเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วครับ การดื่มน้ำหมัก
อายุ 3 ปี หมายถึงน้ำหมักที่มีอายุหมักแล้วนาน 3 ปีแล้วนำมาดื่มครับ
*************************************

แล้วอยากทำเป็นมหาบำบัดควรจะทำอย่างไร รบกวนท่านผู้รู้อีกแล้วค่า

ผมไม่รู้ว่าตอนนี้คุณอายุเท่าไร...ถ้าหาก
คุณสายหมอก จะรอดื่มน้ำหมักที่ได้อายุ
ที่เรียกว่าเป็นมหาบำบัดนั้นคงต้องรอให้
น้ำหมัก หมักได้นานถึงสิบปีขึ้นไปอ่ะครับ
ถึงจะเรียกว่าเป็นมหาบำบัดครับ..แล้วจะรอมั๊ยครับ
   

ความคิดเห็นที่ 169
ตอบโดย : สายหมอก
(3/08/2012 23:05)

 
 
ตอนนี้อายุ 33 ค่ะ รอได้แน่นอน เรื่องกินน้ำหมักน่ะค่ะยังไม่ค่อยเข้าใจถ้าเราหมักครบ1ปีแล้วนำมากิน แต่ 1ปีผ่านไป น้ำหมักถังนี้ก็ยังกินไม่หมด นังไงก็เรีนกว่าน้ำหมัก 1 ปีหรอคะ ไม่ใช่ 2 ปี แล้ว ที่ว่า นำกากมาหมักใหม่โดยนับอายุต่อจากเดิมได้เลย แบบนี้หมักต่อ อีก 1ปี ก้จะเป็นน้ำหมักอายุ2ปีหรอคะ แล้วมหาบำบัดล๋ะคะต้องเก็บไว้แบบไหนถึงจะเป็นมหาบำบัด รบกวนอีกแล้วค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 170
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(4/08/2012 15:38)

 
 
ความคิดเห็นที่ 169
ตอบโดย : สายหมอก
(3/08/2012 23:05)

ตอนนี้อายุ 33 ค่ะ รอได้แน่นอน

ก็ขอแสดงความ
ยินดีด้วยนะครับ ที่ในอนาคตคุณสายหมอก
จะได้เป็นเจ้าของน้ำหมักมหาบำบัดครับ..

***************************************

เรื่องกินน้ำหมักน่ะค่ะยังไม่ค่อยเข้าใจถ้าเราหมักครบ1ปีแล้วนำมากิน แต่ 1ปีผ่านไป น้ำหมักถังนี้ก็ยังกินไม่หมด นังไงก็เรีนกว่าน้ำหมัก 1 ปีหรอคะ ไม่ใช่ 2 ปี

คืองี้นะครับบอกแล้วว่าให้
คุณสายหมอกแบ่งน้ำหมักออกเป็นสองส่วน
ส่วนหนึ่งไว้ดื่ม และอีกส่วนหนึ่งเก็บให้ได้อายุ
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคุณสายหมอกจะใช้ถังหมัก
ใหญ่โตแค่ไหนถึงได้บอกว่ากินเป็นปี ๆ
ยังไม่หมด แล้วจะนับอายุหมักไปพร้อม ๆ
กันด้วย...อย่าทำอย่างนั้นครับ

ให้แยกไว้ใช้ดื่มส่วนใช้ดื่ม...และก็เก็บก็ส่วนเก็บครับ
และให้นับอายุในส่วนที่เก็บเท่านั้นครับ
ส่วนที่ใช้ดื่มก็ไม่ต้องไปนับอายุครับ ขอเพียง
หมักให้ได้อายุดื่มก็พอ ต่อจากนั้นคุณสายหมอก
ก็ตั้งอกตั้งใจดื่มไปเรื่อย ๆ ครับ เวลาหนึ่งปี
สองปี หรือสามปี ถ้าน้ำหมักมันยังไม่หมดถังก็
อย่าไปกังวลเลยครับก็ดื่มไปเรื่อย ๆ จนหมดอ่ะครับ
เพราะว่าคุณสมบัติของน้ำหมักก็ไม่ได้แตกต่าง
อะไรมากครับ แต่ถ้าหากเก็บไว้ตั้งแต่ปีแรกจนถึงสิบปีอันนี้จะมีคุณภาพและศักยภาพในการบำบัด
มากขึ้นและกว่้างขึ้นครับ...คงพอจะเข้าใจ
บ้างแล้วนะครับคุณสายหมอก..
***************************************

แล้ว ที่ว่า นำกากมาหมักใหม่โดยนับอายุต่อจากเดิมได้เลย แบบนี้หมักต่อ อีก 1ปี ก้จะเป็นน้ำหมักอายุ2ปีหรอคะ

ถูกต้องครับ...ถูกต้อง...

**************************************

แล้วมหาบำบัดล๋ะคะต้องเก็บไว้แบบไหนถึงจะเป็นมหาบำบัด รบกวนอีกแล้วค่ะ

อืมม์....คุณสายหมอกก็มองหามุมใดมุมหนึ่ง
ในบริเวณบ้าน หรือสถานที่ ที่คุณสายหมอกต้องการ
จะเก็บน้ำหมักที่อนาคตจะกลายเป็นมหาบำบัด
ไว้ตรงส่วนที่ไม่เกะกะกีดขวามและไม่มีใคร
ไปวุ่นวายในช่วงเวลา 10 ปีอ่ะครับ คือหมักลืม
ไปเลยครับ เผลอ ๆ แป๊ปเดียวพอคุณสายหมอก
อายุ 44 ก็ได้ใช้มหาบำบัดแล้วล่ะครับ
โอ.เค.ชัดเจนหรือยังครับ ถ้าสงสัยก็ถามไปอีกนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 171
ตอบโดย : สายหมอก
(5/08/2012 16:41)

 
 
คร่า ขอบคุณมากมายเลนนะค้ า าาที่สละเวลามาตอบข้อข้องใจให้กระจ่างซะที แต่ไม่นานก็คงจะมีคำถามขึ้นมาอีก ตอนนี้ก็สนใจเรื่องอะไรที่ชาวยบำรุงผิวหน้า และผิวพรรณ ได้ฟังมาว่า " วุ้น " ปั่น กินก็ได้ มาสก์หน้าก็ได้ สารพัดประโยชน์ที่ได้จากวุ้น ฯ ล ฯ
   

ความคิดเห็นที่ 172
ตอบโดย : กุ้ง
(6/08/2012 11:11)

 
 
สวัสดีคะชาวชมรมบางขุนเทียน รบกวนชมรมหน่อยค่ะ จะหาซื้อมะขามป้อมและลูกสมอไทยได้ที่ไหน
   

ความคิดเห็นที่ 173
ตอบโดย : สมชาย
(8/08/2012 13:25)

 
 
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ เรื่องอาหารผมควบคุมอย่างที่สุด เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารคาวจัด เหล้าเบียร์ ของหมักดองไม่แตะ ยอดผักอ่อนทุกชนิดแม้กระทั่งถั่วงอก แตงโม แตงกวา หน่อไม้ ผมหลีกเลี่ยงของพวกนี้มา 2-3 ปีแล้วนะครับแต่โรคก็ไม่ถอยและมาเยือนผมบ่อย ๆ ตอนนี้ผมได้นับหนึ่งกับนำหมัก ปรากฏว่าอาทิตย์แรกข่อเท้าเริ่มบวมขึ้นและก็ปวดจนไม่มีพสุธาจะอาศัย คิดว่ายาขับ พยายามทานต่อไปอีก 1 สัปดาห์ ช่วงนี้นอนไม่ได้เลย ฉี่ใส่กระบอกจะถ่ายต้องให้ลูกอุ้มไป ทุกคนในบ้านโกลาหลไปหมด หลังจากผ่านไป 13 วันอาการปวดไม่ทุเลามีแต่ปวดเพิ่มขึ้น ต้องไปหาหมอฉีดยา และกินยาลดบวมเพราะอักเสบ ใครมีวิธีอื่นแนะนำหน่อยครับ ขอบคุณ
   

ความคิดเห็นที่ 174
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(8/08/2012 13:58)

 
 
ความคิดเห็นที่ 173
ตอบโดย : สมชาย
(8/08/2012 13:25)

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ เรื่องอาหารผมควบคุมอย่างที่สุด เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารคาวจัด เหล้าเบียร์ ของหมักดองไม่แตะ ยอดผักอ่อนทุกชนิดแม้กระทั่งถั่วงอก แตงโม แตงกวา หน่อไม้ ผมหลีกเลี่ยงของพวกนี้มา 2-3 ปีแล้วนะครับแต่โรคก็ไม่ถอยและมาเยือนผมบ่อย ๆ ตอนนี้ผมได้นับหนึ่งกับนำหมัก ปรากฏว่าอาทิตย์แรกข่อเท้าเริ่มบวมขึ้นและก็ปวดจนไม่มีพสุธาจะอาศัย คิดว่ายาขับ พยายามทานต่อไปอีก 1 สัปดาห์ ช่วงนี้นอนไม่ได้เลย ฉี่ใส่กระบอกจะถ่ายต้องให้ลูกอุ้มไป ทุกคนในบ้านโกลาหลไปหมด หลังจากผ่านไป 13 วันอาการปวดไม่ทุเลามีแต่ปวดเพิ่มขึ้น ต้องไปหาหมอฉีดยา และกินยาลดบวมเพราะอักเสบ ใครมีวิธีอื่นแนะนำหน่อยครับ ขอบคุณ





คุณสมชายครับ...ไม่ทราบว่าคุณสมชายรู้จักแนวทางของชีวจิตหรือไม่
ผมอยากให้คุณสมชายค่อย ๆ ศึกษาแนวทางชีวจิต
ให้เข้าใจแล้วก็ค่อย ๆ ปฏิบัติตัวโดยใช้ร่วมกับแนวทางแผนปัจจุบันให้เป็นลักษณะผสมผสาน
ใจเย็น ๆ ครับ หนทางยังมีผมเชื่อเหลือเกินว่า
คุณสมชายต้องดีขึ้นจากอาการที่เป็นอยู่ครับ
โดยเฉพาะโรคข้ออักเสบถึงขนาดบวมมากจน
นิ้วคดนิ้วบิดเก ถึงขนาดต้องผ่าตัด ก็เคยช่วยเหลือและบรรเทาลงได้โดยการปฏิบัติตัว ทีนี้ปัญหามีอยู่ว่าคุณสมชายจะทำได้แค่ไหน เพราะแนวทางการปฏิบัติตัวเป็นการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ลองเข้าไปอ่านดู แล้วค่อย ๆ ศึกษาดูนะครับ และถ้าปฏิบัติได้ลอง
ลงมือปฏิบัติดูนะครับ หากสงสัยในวิธีปฏิบัติ
ก็ถามผมได้ครับ...ผมเข้าใจครับกับอาการที่คุณ
กำลังเป็นอยู่ครับ...ผมอยากช่วยครับ
แต่ต้องใจเย็น ๆ นะครับคุณสมชาย
   

ความคิดเห็นที่ 175
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(8/08/2012 14:09)

 
 
ความคิดเห็นที่ 172
ตอบโดย : กุ้ง
(6/08/2012 11:11)

สวัสดีคะชาวชมรมบางขุนเทียน รบกวนชมรมหน่อยค่ะ จะหาซื้อมะขามป้อมและลูกสมอไทยได้ที่ไหน



ก่อนอื่นต้องถามคุณกุ้งก่อนว่า
อยู่ใน กทม.หรือต่างจังหวัดครับ
ถ้าอยู่ กทม.ก็ไปซื้อที่ตลาดไทยรังสิตก็ได้
หรือที่ศูนย์ชาวหมักของคุณป้าเช็งอยู่
ที่ประตูน้ำพระอินทร์ด้านฝั่งตะวันออก
เดิมอยู่ที่ตลาดโรงเกลือนวนคร แต่ตอนนี้
ย้ายแล้วอยู่เลยขึ้นไปอีกและอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ
ตลาดโรงเกลือนวนคร ต้องเลยไปกลับรถ
แล้วพอถึงระหว่างปั๊มเชลล์กับปั๊มบางจาก
ก็จะเห็นศูนย์ชาวหมักที่ใหม่ของคุณป้าเช็ง
นั่นแหละครับก็จะมีผลไม้ และของใช้หมัก
ทุกชนิดครบวงจรครับ
   

ความคิดเห็นที่ 176
ตอบโดย : กุ้ง
(8/08/2012 15:45)

 
 
กุ้งอยู่จังหวัดสระแก้วค่ะ แต่หาซื้อไม่ได้เลย คงต้องไปซื้อที่ กทม. ขอบคุณนะคะ ที่กรุณาบอกสถานที่ให้
   

ความคิดเห็นที่ 177
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(8/08/2012 17:25)

 
 
ความคิดเห็นที่ 176
ตอบโดย : กุ้ง
(8/08/2012 15:45)






กุ้งอยู่จังหวัดสระแก้วค่ะ แต่หาซื้อไม่ได้เลย คงต้องไปซื้อที่ กทม. ขอบคุณนะคะ ที่กรุณาบอกสถานที่ให้



สระแก้วน่าจะมีครับ
ตามตลาดนัดพอหาได้ครับ
หรือไม่ก็ที่ตลาดโรงเกลือชายแดน
น่าจะมีนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 178
ตอบโดย : สมชาย
(9/08/2012 09:40)

 
 
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำแนะนำและความหวังดี ผมไม่ทราบว่าแนวทางที่ผมปฎิบัติอยู่ 3ปีกว่ามานี้เป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือเปล่า ตัวผมเองและทุกคนในครอบครัวทานข้าวกล้องมานานมากแล้ว สำหรับผม มีการสวนล้างลำใส้ทุก 3 สัปดาห์ ดื่มน้ำ อาร์ซี และวิตามินเสริมตามแนวทางดร.สาธิต ออกกำลังโดยการปั่นจักรยานอยู่กับที่ มีทำโยคะบ้างบางท่า อบสมุนไพรบ้าง ทานพักผลไม้และโปรตีนที่ได้จากพืช หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์และพืชผักที่จะเป็นปุ๋ยให้กับโรคเก๊าท์ที่เป็นอยู่ตามที่หมอบอก ดื่มน้ำประมาณครึ่งแก้วทุกชั่วโมง เพราะหมอบอกให้ดื่มน้ำมาก ๆกรดยูริคจะได้ถูกขับออกทางปัสสาวะ พักผ่อนนอนหลับตามเวลา ผมทำสิ่งเหล่านี้ได้เพราะผมเป็น สว.ไม่มีภาระกิจอะไรอยู่บ้านเฉย ๆแต่ไม่นั่ง ๆ นอน ๆ พยายามเคลื่อนไหวตัวเองอยู่เสมอ ผมพิจารณาดูตัวเองแล้วชีวิตผมก็น่าจะมีความสุขตามอัตตภาพและตามวัย ถ้าไม่มีตัวเบียนคือเจ้าโรคเก๊าท์นี่ ท่านใดที่มีประสบการณ์ และวิธีการที่กำจัดเจ้าเชื้อชั่วไม่ยอมตายนี่ บอกกล่าวกันมาบ้างนะครับ ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 179
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(9/08/2012 13:44)

 
 

สำหรับเรื่องราวของคุณสมชาย
ที่ผมอ่านมานี้ ผมเชื่อว่ายังมีอีกมากมายในหลัก
ของการปฏิบัติตัว และความเข้าใจบางอย่าง
ที่ไม่ชัดเจน และบางอย่างก็คิดเอาเองไม่ได้ครับ
สำหรับหลักการตามแนวทางแผนปัจจุบัน และ
หลักการโภชนาการของแผนปัจจุบัน ก็อาจ
สอดคล้องกัน ในบางเรื่อง บางอย่างครับ
ไม่สามารถจะเป็นคำตอบได้ทั้งหมดครับ
สำหรับผมใช้หลักของความสงบ สยบความเคลื่อน
ไหวครับจะรักษาอาการที่เป็นอยู่ให้ได้
อันดับแรกต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
กับตัวเราให้เข้าใจชัดเจนก่อนครับ
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราก็เกิดจากระบบในร่างกาย และวิถีชีวิตประจำวันเป็นหลัก ผมเองเคยพบกับผู้มีปัญหาเรื่องข้ออักเสบนี้มาแล้ว เขาปวดจนต้องนอนร้องไห้ทุกคืน แต่พอเขาเริ่มหันมาปฏิบัติตัว
อย่างจริงจังอาการของเขาก็ค่อย ๆ ดีขึ้น
โดยผมแนะนำให้เขาปฏิบัติตัวควบคู่ไปกับ
การรักษาแผนปัจจุบันจนสุดท้ายเขาสามารถ
หยุดยาแผนปัจจุบันได้...

ถ้าสนใจที่จะรักษาตัวอย่างจริงจัง หรือว่า
ต้องการที่จะรักษาตัวแบบผสมผสาน คือ
ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก มีอยู่
ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน กทม.ครับ


แต่สำหรับใจผม...ผมเชื่อว่าคุณสมชาย
สามารถรักษาตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องดิ้นรน
ไปไหนครับ ขอเพียงให้รู้จักตัวเอง และมี
ความเชื่อมั่น และศรัทธา ในสิ่งที่จะทำ
ผมเชื่อว่าสิ่งที่คุณสมชายปฏิบัติอยู่นั้น
อาจจะถูกต้อง แต่ความครบถ้วนสมบูรณ์
ในลักษณะที่เรียกว่าเป็นองค์รวม อาจจะ
ขาดตกไปบ้างก็ได้ครับ ลองไตร่ตรองดูให้ดีนะครับ

ด้วยความปรารถนาดีครับ
   

ความคิดเห็นที่ 180
ตอบโดย : สมชาย
(10/08/2012 10:45)

 
 
ขอบคุณสำหรับความปรารถนาดีของคุณภูมิชีวิตที่มีต่อผม ซึ่งความรู้สึกอย่างนี้ค่อนข้างจะหาได้ยากในยุคที่คนไทยเราสรวมเสื้อและมีผ้าคาดหัวกันมากมายหลายสีและปากก็ตะโกนว่ารักพ่อ แต่ช่างเป็นลูกที่หาเรื่องให้พ่อต้องปวดหัว ปวดใจได้ไม่หยุดหย่อน สำหรับการปฏิบัติต้วของผมเพื่อต่อสู้กับเจ้าเชื้อชั่วไม่ยอมตายนี่ ถ้าคุณเห็นว่ามันยังมีอะไรที่ยังขาดยังเกินอยู่ กรุณาแนะนำได้เลยครับนึกว่าช่วยให้ สว.คนหนึ่งได้ดำรงค์ตำแหน่งอย่างมีความสุขต่อไปนาน ๆ ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความปรารถนาดี และคำแนะนำที่จะได้รับต่อไป
   

ความคิดเห็นที่ 181
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(10/08/2012 13:27)

 
 
ความคิดเห็นที่ 180
ตอบโดย : สมชาย
(10/08/2012 10:45)

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับความปรารถนาดี และคำแนะนำที่จะได้รับต่อไป



ขอให้คุณสมชาย ได้รับรู้
ไว้เลยครับว่า ถ้าหากผมช่วยคุณได้ไม่ต้องมาก
แค่บรรเทาอาการลงได้ แค่นี้ผมก็ยินดีมี
ความสุขแล้วครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่จะทำ
ได้สำเร็จคือตัวคุณสมชายเองครับ อย่างที่ผมบอก
ทุกอย่างต้องทำอย่างมีสติอย่าพกเงื่อนไข
ข้ออ้างต่าง ๆ นา ๆ ผมดูแล้วคุณสมชาย
มีทั้งเวลาและโอกาส ขาดอยู่ตรงแนวทางที่จะทำ
ให้สำเร็จหรือไม่เท่านั้นเองครับ

อย่างที่ผมบอกครับ...ถ้าจะเริ่มต้องเริ่มอย่างมีสติ
อย่าใจร้อนรีบเร่ง อย่าเล็งผลเลิศ ปฏิบัติ
ไปด้วยใจรักอย่าทำแบบต้องฝืนกระทำ เพราะว่า
คำว่า ชีวจิต..คำว่า..ชีว..ก็คือร่างกาย..
ส่วนคำว่า..จิต..ก็คือจิตใจครับ สองสิ่งนี้
ต้องพร้อมและไปด้วยกันครับ ขาดอย่างใด
อย่างหนึ่งไม่ได้ครับ ผมอยากจะแนะนำให้
คุณสมชายเข้าไปทำความรู้จักกับเรื่องราว
ของชีวจิตก่อนครับ ซึ่งเป็นกระทู้อยู่ในเว็บฯ
นี้แหละครับ ชื่อหัวข้อเรื่องคือ..ชีวจิตคืออะไร
อยู่ในกระทู้เรื่อง..บทความน่าสนใจ..ในหน้าแรกครับ
แล้วมีความเห็นอย่างไรก็เข้ามาคุยกันนะครับ..
   

ความคิดเห็นที่ 182
ตอบโดย : Nokjariya
(11/08/2012 11:00)

 
 
อยากขอความช่วยเหลือคะตอนนี้คุณน้าเป็นมะเร็งเยือบุโพรงมดลูกระยะ๓ หลังผ่าตัดมาประมาณ3ปี แล้ว ตอนนี้ มะเรังลามไปที่ปอดแล้ว น่าจะลองกินมหาบำบัดจะยังทันมั้ย มีใครเป็นมะเร็งปอดแล้วลองกินดูแล้วผลลัพภ์เป็นงัยบ้าง
   

ความคิดเห็นที่ 183
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(12/08/2012 22:26)

 
 
คุณNokjariya ครับ คุณน้า..เป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกแล้วลามไปที่ปอด เป็นระยะที่ 3 แล้ว
ก่อนอื่นต้องถามว่าปัจจุบันการรักษาอยู่ในระหว่าง
ขั้นตอนใด ให้เคมีบำบัดหรือไม่ สภาพของ
คนป่วยเป็นอย่างไร ช่วยเหลือตัวเองได้ไหม
หรือว่าสามารถใช้วิถีชีวิตประจำวันได้
อย่างปกติหรือไม่ และความเห็นในทาง
การรักษาแผนปัจจุบันเป็นอย่างไร...
   

ความคิดเห็นที่ 184
ตอบโดย : Nokjariya
(14/08/2012 19:47)

 
 
อับดับแรกขอขอบคุณคุณภูมิชีวิตมากที่กรุณา คณน้าเป็นเบาหวานความดันซีดเหนื่อยจากการถ่ายเป็นเลือด เป็นๆหายๆ ให้เลือด ประมาณ 2เดือน ครั้ง. ขาบวมทั้ง2ข้าง. ไตบวมจากท่อไตตีบจากผลข้างเคียงการฉายรังสี. การรักษาตอนนี้ใส่ท่อสายยางในท่อไต แพทย์ให้สวนลำไส้ด้วยนำ้ประปา ล่าสุดกินไม่ได้เหนื่อย ได้ให้เลือดนำ้เกลือ อาการดีขึ้น แต่ขณะนี้เจอปัญหาเอ็กซ์เรย์ พบปอดผิดปกติ แพทย์ให้ความเห็นว่ามะเร็งน่าจะลามไปที่ปอด รอconfirm อีกครั้ง ถ้าลามไปที่ปอดน่าจะระยะ4 สุดท้ายแล้งอะค่ะคิดว่าไม่น่าจะต้องทำอีกแล้ว อยากลองแพทย์ทางเลือกดูเผื่จะมีปาฏิหารย์เหมือกับทุกคนที่กินแล้วอาการดีขึ้น ตัวคนไข้เองก็ยังทำกิจวัตรประจำวันเองได้พอสมควร.
   

ความคิดเห็นที่ 185
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/08/2012 23:02)

 
 
คุณ Nokjariya ครับ เอ่อ..ขอคุยตามตรงนะครับ
จากสภาพที่เล่ามาให้ฟังนี้...สำหรับความคิด
ของผม..ถือว่าวิกฤติแล้วครับ และผมพอจะ
เข้าใจในระยะของความรุนแรงของโรคแล้วครับ..
ผมเสียดายเหลือเกินที่ได้รับรู้เรื่องนี้ช้าไปครับ
เพราะอย่างน้อยถ้าผมทราบก่อนหน้านี้
ที่โรคยังไม่ลุกลามผมอาจจะให้ปฏิบัติตัว
ในส่วนของแนวทางการแพทย์แบบผสมผสาน
ตามวิธีธรรมชาติได้ครับ...แต่ถ้าสนใจก็บอก
ไปนะครับผมจะแนะนำให้ครับ แต่อย่าเล็ง
ผลเลิศนะครับ...

ส่วนเรื่องการจะดื่ม
น้ำหมักมหาบำบัดนั้น เรื่องนี้ต้องรู้เอง ลองใช้เอง
ไม่สามารถตอบได้ครับว่าน้ำหมักมหาบำบัด
จะช่วยได้หรือไม่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ เป็น
ระยะที่วิกฤติแล้ว ถ้าหากจะตัดสินใจทำอะไร
ก็ต้องเป็นไปในลักษณะปัจจุบันทันทีครับ


ทุกสิ่งที่ผมเล่ามาเกิดจากความปรารถนาดีครับ
แต่ถ้าหากคุณ Nokjariya จะตัดสินใจ
ทำอย่างไร..แบบไหน..ก็ขอให้
เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเองนะครับ..
   

ความคิดเห็นที่ 186
ตอบโดย : Nokjariya
(16/08/2012 18:15)

 
 
ขอบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่กรุณา ตอบคำถามและให้กำลังใจเป็นคำตอบที่เป็นวิทยาศาตร์ดี ทำให้ไม่หวังอะไรเกินสถาณการณ์ในตอนนี้ ก็คงรักษาแบบประคับประครองไป แบบ End of life.ขอบคุณมากค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 187
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(16/08/2012 21:29)

 
 
คุณ Nokjariya ครับ
ผมอยากจะกล่าวเพิ่มเติมอีกนิดนะครับ
เมื่อครั้งที่ตัวผมหมดหนทางรักษาแล้ว
ช่วงนั้นผมรู้สึกว่ามืดแปดด้าน ผมมอง
ไม่เห็นทางออกเลยครับ...แต่สิ่งหนึ่ง
ที่สามารถสะกดอารมณ์ความรู้สึกของผมให้
สงบนิ่งได้นั่นก็คือความมีสติ...อันนี้สำคัญมาก
ครับ กับการที่ผมกำลังตกอยู่ในภาวะที่วิกฤติเพราะ
ว่าในตอนนั้นผมจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน..ผมคิดอะไรไม่ออกแต่พอเราตั้งสติได้ทำจิตใจให้สงบ เราก็จะเกิดปัญญาขึ้นมาทันที

ผมขอฝากไว้ว่า...
หากเราคิดตั้งใจจะต่อสู้กับทุกปัญหาที่มารุมเร้า
ต้องสงบนิ่งไม่หวั่นไหว แล้วก็เลือกหนทาง
ที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับเรา และเมื่อเราเลือก
ใช้วิถีทางของเราได้แล้วก็ทำอย่างมีสติ
ให้ดีที่สุด อย่าท้อแท้ อย่าสิ้นหวัง
ปาฏิหาริย์อาจจะเกิดขึ้นได้เสมอสำหรับกับ
ผู้ที่ไม่ยอมแพ้ครับผมว่าบางทีในความมืดนั้น
เราอาจจะมองเห็นแสงสว่างขึ้นมาก็ได้
เหมือนกับผม ที่เคยทำสำเร็จมาแล้วครับ
จากที่ผมจะต้องตาย...สุดท้ายผมยังยืด
อายุอยู่ต่อมาได้จนถึงปัจจุบันนี้ครับ...
ครับ..ผมก็ขอฝากไว้เป็นแนวคิดให้นะครับ..
ผมหวังว่าคงจะได้รับประโยชน์บ้างนะครับ...
ขอให้คุณNokjariya มีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วย
พลังที่จะต่อสู้กับปัญหานี้ต่อไปนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 188
ตอบโดย : Nokjariya
(17/08/2012 21:41)

 
 
ขอบคุณอีกซักหมื่นครั้งล้านครั้งจากใจจริงๆๆๆๆไม่ผิดหวังเลยที่ได้เข้ามาใน post นี้ ทำให้มีกำลังใจที่จะ go on ต่อไป ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณภูมิชีวิตแล้ว ถือว่าเป็นนัก. Palative care ตัวจริงเสียงจริง เอาไว้ต่อไปข้างหน้าคงจะได้มีโอกาสเล่าสู่กันฟังต่อไป ขอบคุณจากใจจริงค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 189
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(18/08/2012 04:14)

 
 
ไม่ค่อยมีเวลาเข้าเวปบ่อยนัก นานๆเข้ามาที ประสบการเข้ามามากมาย อ.มานพ อธิบายได้ละเอียด และ เข้าใจง่าย เป็นประโยชน์มากจริงๆ มีหลายท่านที่ยังไม่เข้าใจ ขอแนะนำให้อ่านตั้งแต่ต้นอ่านเรื่อยๆลงมาผมว่าน่าจะเข้าใจได้ ตัวผมก็มีประสบการอยู่บ้างหากท่านใดอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ ผมยินดีให้คำปรึกษา ได้บ้างอย่างน้อยได้พูดคุยกันอาจมีอะไรดีขึ้นบ้าง โทรมาได้ครับ 081-815-4919


ขอให้ อ.มานพ หรือคุณภูมิชีวิตให้ความรู้กับสมาชิกเวปนี้ไปตลอดกาลนะครับ มีประโยชน์มากจริงๆ
   

ความคิดเห็นที่ 190
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(18/08/2012 04:26)

 
 
คุณสมชาย กับ คุณ Nokjariya
อยากคุยด้วยโทร.หาผมหน่อยครับ
   

ความคิดเห็นที่ 191
ตอบโดย : Nokjariya
(20/08/2012 20:12)

 
 
เมื่อสักครู่ได้มีโอกาส โทรคุยกับท่านประธานสันติรวิทย์ คงจะเป็นบุญวาสนาของตัวผู้ป่วยเองและตัวดิฉันเอง ท่านให้คำแนะนำที่มีนำ้หนักมากทำให้มั่นใจว่าปาฏิหารย์น่าจะมีจริง ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ หากมีโอกาสจะเข้ามาเล่าให้ฟังอีกครั้งค่ะ ขอบคุณคุณภูมิชีวิตด้วยนะค๊ะ
   

ความคิดเห็นที่ 192
ตอบโดย : มือใหม่ลองทำ
(21/08/2012 14:25)

 
 
จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำหมักที่ทำไว้ใช้ได้แล้ว และวิีธีการที่จะนำมาใช้ในการทำน้ำยาล้างทำความสะอาดต่าง ๆ นั้น มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
   

ความคิดเห็นที่ 193
ตอบโดย : ปอนด์
(21/08/2012 14:49)

 
 
ที่บ้านก้มีนะแม่ทำ มันเหม็นสุดยอดอะ มันเปนแบบนั้นอะ
   

ความคิดเห็นที่ 194
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/08/2012 21:47)

 
 
ความคิดเห็นที่ 192
ตอบโดย : มือใหม่ลองทำ
(21/08/2012 14:25)

จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำหมักที่ทำไว้ใช้ได้แล้ว และวิีธีการที่จะนำมาใช้ในการทำน้ำยาล้างทำความสะอาดต่าง ๆ นั้น มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง



คุณมือใหม่ลองทำ...

ผมขอแนะนำให้ย้อนอ่านกระทู้นี้ ในตอนต้น ๆ
ก็จะมีรายละเอียดตามที่ต้องการทราบครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 195
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/08/2012 21:52)

 
 
ความคิดเห็นที่ 191
ตอบโดย : Nokjariya
(20/08/2012 20:12)
เมื่อสักครู่ได้มีโอกาส โทรคุยกับท่านประธานสันติรวิทย์ คงจะเป็นบุญวาสนาของตัวผู้ป่วยเองและตัวดิฉันเอง ท่านให้คำแนะนำที่มีนำ้หนักมากทำให้มั่นใจว่าปาฏิหารย์น่าจะมีจริง ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ หากมีโอกาสจะเข้ามาเล่าให้ฟังอีกครั้งค่ะ ขอบคุณคุณภูมิชีวิตด้วยนะค๊ะ



ขอแสดงความยินดีด้วยกับคุณ
Nokjariya ครับ ที่สามารถจะมีคำตอบให้ตัวเองได้ครับ...560674
   

ความคิดเห็นที่ 196
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/08/2012 22:04)

 
 
ขอแก้ไข คคห.195
ประโยคเดิมครับ แต่ไม่มีตัวเลข 6 หลักข้างท้ายครับ ตามนี้ครับ...

ขอแสดงความยินดีด้วยกับคุณ
Nokjariya ครับ ที่สามารถจะมีคำตอบให้ตัวเองได้ครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 197
ตอบโดย : ยอด
(27/08/2012 19:28)

 
 
ผมซื้อยาหยอดตาของป้าเช็งมา แต่ไม่ทราบว่าใช้อย่างไร
ผมหยอดไป 1 หยด มับแสบครับ

ผมเป็นต้อกระจกไปผ่าตามาแล้ว ตามัวหมอบอกว่า เซลในตามันตาย ลดลงเรื่อยๆ เพราะอายุมาก ผมใช้ยาหยอดตาที่หมอให้มาปีกว่าไม่ดีขึ้นเลย หมอบอกตามันอักเสบง่าย คง หมดหวัง

ใครมีประสบการณ์ในการใช้หยอดตาของป้าเช็งมาแชร์ประสบการณ์บ้างนะครับ

ยอด ตาแย่
   

ความคิดเห็นที่ 198
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(27/08/2012 22:27)

 
 
ความคิดเห็นที่ 197
ตอบโดย : ยอด
(27/08/2012 19:28)
ผมซื้อยาหยอดตาของป้าเช็งมา แต่ไม่ทราบว่าใช้อย่างไร
ผมหยอดไป 1 หยด มับแสบครับ

เรียนคุณยอด...แน่นอนครับ ถ้าคุณยอด
ไม่เคยหยอดตาต้องแสบแน่นอนครับ...
และจะแสบอยู่อีกหลาย ๆ ครั้งครับ


ผมขอเสนอความเห็น ดังนี้ เมื่อคุณยอดคิดจะเริ่ม
ดูแลรักษาตัวเอง...ผมว่าควรจะศึกษาสิ่งที่จะใช้
ให้เข้าใจเสียก่อน เพราะว่าลูกตาของเราเป็น
สิ่งที่มีค่าหากจะใช้ควรใช้อย่างเข้าใจ ผมว่า
ถ้าหากคุณยอดสามารถดูรายการทีวีทางช่อง
Super Cheng แล้ว คุณยอดก็จะเข้าใจ
และรู้จักวิธีใช้ได้อย่างถูกต้อง หากไม่มีทีวีดู
ก็ซื้อหนังสือมาอ่านก็ได้ อีกอย่างน้ำหมักที่คุณใช้หยอดตานั้นไม่ใช่ยา...เรียกยาไม่ได้ครับ

***************************************

ผมเป็นต้อกระจกไปผ่าตามาแล้ว ตามัวหมอบอกว่า เซลในตามันตาย ลดลงเรื่อยๆ เพราะอายุมาก ผมใช้ยาหยอดตาที่หมอให้มาปีกว่าไม่ดีขึ้นเลย หมอบอกตามันอักเสบง่าย คง หมดหวัง

อย่างที่ผมบอกในตอนต้น...ผมอยากให้คุณยอด
พยายามดูรายการทีวีช่อง Super Cheng บ่อย ๆ
เดี๋ยวคุณยอดก็จะได้เห็นและฟังผู้มีประสบการณ์
มาเล่าให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ ครับ...อย่าเพิ่งหมดหวัง
เลยครับ...ชีวิตของเรายังมีความหวังเสมอครับ
ชาวหมักทุก ๆ คนนั้น...ใช้วิธีรู้เอง ลองผิด
ลองถูกเอง เป็นเอง ศึกษาด้วยตัวเอง
ทดลองด้วยตัวเอง...และคำตอบทั้งหลาย
เราก็จะทราบได้เองครับ...หนทางยังมี
อย่าหมดหวังครับ..อย่าใจร้อน..ตั้งสติและ
ทำไปด้วยศรัทธาที่มีครับ..อย่าท้อแท้..
อย่าหมดกำลังใจครับ อย่าไปเล็งผลเลิศ
ครับ ขอให้ทำให้ดีที่สุดก็พอครับ

***********************************

ใครมีประสบการณ์ในการใช้หยอดตาของป้าเช็งมาแชร์ประสบการณ์บ้างนะครับ

ยอด ตาแย่

ผมเอง...เป็นคนหนึ่งที่ใช้น้ำหมักของคุณป้าเช็งฯ
ที่ใช้หยอดตาเหมือนกัน...และผมใช้หยอดตา
มาปีกว่าแล้วหยอดทุกวันไม่เคยเว้น..ทั้ง ๆ
ที่ดวงตาผมก็ไม่ได้เจ็บป่วย หรือเป็นโรคอะไรเลย
แต่สิ่งที่ผมได้คือดวงตาผมใสเป็นประกาย
ตาไม่แห้ง ส่วนใหญ่คนสูงอายุตาจะแห้งครับ
และก็อีกหลาย ๆ อย่างที่ผมได้จากน้ำหมักหยอดตา
นี้ครับ

เรื่องน้ำหมักที่ใช้หยอดตานี้ผมยังมีประสบการณ์อีก
หลายอย่างที่น่าทึ่ง และผมได้เล่าเรื่องราวไว้แล้ว
สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ก็คือ หากจะใช้น้ำหมัก
ควรศึกษาให้เข้าใจก่อนครับ ลองเริ่มอ่านกระทู้นี้
ตั้งแต่เริ่มแรกสิครับ เผื่ออาจจะทำให้คุณยอด
รู้และเข้าใจน้ำหมักได้มากขึ้นครับ
ด้วยความปรารถนาดีครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 199
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(27/08/2012 22:30)

 
 
คุณลุงยอดครับ ผมพอมีประสบการอยู่บ้างครับขอตอบดังนี้ครับ

ลุงยอดซื้อยาหยอดตามาจากป้าเช็ง
ถ้าเป็นของแท้ไม่มีอันตรายครับมีแต่จะช่วยให้สายตาดีขึ้น


ไม่ทราบว่าใช้อย่างไร
ตอบ ยาหยอดตาก็ใช้หยอดตาซิครับ ไปหยอดที่ ยาย ตาคงไม่ดีขึ้น



ผมหยอดไปหนึ่งหยดมันแสบครับ
ตอบ ถ้าหยอดไปแล้วมันแสบจี้ดเลย แล้วค่อยๆหายไป แล้วรู้สึกดีขึ้น ใช่ของแท้ครับ สาเหตุที่แสบเพราะตาของลุงยอดอักเสบอยู่ครับ อักเสบมากก็แสบมาก หยอดไปเรื่อยๆอาการแสบจะลดลง


ผมเป็นต้อกระจกไปผ่าตามาแล้ว ตามัวหมอบอกว่า เซลในตามันตาย ลดลงเรื่อยๆ เพราะอายุมาก ผมใช้ยาหยอดตาที่หมอให้มาปีกว่าไม่ดีขึ้นเลย หมอบอกตามันอักเสบง่าย คง หมดหวัง

ตอบ คุณหมอตอบถูกแล้วครับเพราะวงการแพทย์เค้าเรียนมาอย่างนั้นก็ต้องตอบอย่างนั้น


ผมยังไม่กล้าอธิบายมากไปกว่านี้ ประสบการของผมพอมีบ้าง ล่าสุดกับคุณแม่ของผมเอง ท่านเป็นต้อกระจกเหมือนกัน อายุแปดสิบแล้ว สายตาท่านก็ดีขึ้น
คุณลุงยอดโทรหาผมดีกว่าครับได้รายละเอียดมากกว่า 081-815-4919




   

ความคิดเห็นที่ 200
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(27/08/2012 22:56)

 
 
นึกว่าไม่มีใครตอบลุงยอด เลยตอบซะหน่อย แต่ไม่ทัน อ.มานพ กว่าจะพิมพ์เสร็จไม่ทันซะแล้ว ไม่เป็นไรครับผมก็ขวานผ่าซากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ถือว่าแชร์ประสบการกัน อ่านของ อ.มานพได้รายละเอียดและขั้นตอนที่ถูกต้อง คุณลุงยอดคงเก็บเกี่ยวได้ไม่น้อย ขอบคุณ อ.มานพมากครับ
   

ความคิดเห็นที่ 201
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(28/08/2012 10:58)

 
 
สวัสดีครับท่านประธานฯสันติรวิทย์
ผมว่าดีแล้วครับช่วย ๆ กันครับ ยิ่งเป็นการพูดถึงประสบการณ์ของเราที่ได้ประสบมาแล้วยิ่งมี
น้ำหนักมากครับ ก็ช่วยกันหลาย ๆ ความคิดเห็น
เพื่อช่วยเหลือผู้ที่กำลังมีปัญหา...ท้อแท้..เบื่อหน่ายและสิ้นหวังหรือหมดที่พึ่งแล้วกับแนวทางอื่น ๆ ครับ
ผมดีใจที่ท่านประธานฯก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่อง
น้ำหมักนี้ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 202
ตอบโดย : yodnoy92
(28/08/2012 17:12)

 
 
ขอบคุณมากครับ อาจารย์ และ ท่านประธาน ที่กรุณา ตอบ
ทั้งคำแนะนำและประสบการณ์
ครับผมจะพยายามศึกษาเรื่องนำหมักให้เข้าใจมากขื้น ผมได้อ่าน ความคิดเห็นที่1- 200แล้วครับ แต่ยังดูDVD ไม่หมด จะศึกษาให้ครบครับ
   

ความคิดเห็นที่ 203
ตอบโดย : santirawit
(30/08/2012 09:27)

 
 
ขอบคุณครับ อ.มานพ ประสบการอีกโรคคือ เก๊า กับรูมาตอย ใช้เวลาหนึ่งเดือน อาการปวดหายไป ปัจจุบันผ่านมาสามเดือนแล้วโทรไปสอบถามหายจนเกือบปกติแล้ว

กรณีของคุณสมชาย ไม่มีคนคอยแนะนำในการดื่ม ดื่มแรกๆจะปวดมากขึ้น จนสุดสุดแล้ว อาการปวดจะลดลงจนเป็นปกติ บางรายยี่สิบวัน บางรายอาทิตย์เดียว บางรายเป็นเดือน ที่ผ่านมาผมให้มาที่บ้านผม มาได้สิบวันบอกว่าจำเป็นต้องกลับบ้าน ผมก็จัดยาให้ไปกินต่อที่บ้านอีกหนึ่งแกลลอนและแนะนำว่ามันจะปวดขึ้นเรื่อยๆ ต้องทนให้ได้ถ้าไม่ทนที่ทำมาแต่ต้นก็จะสูญเปล่า ต้องเข้าใจคุณเป็นมาหกปีแล้วมันอยู่ในกระดูกแล้ว หมอก็บอกหมดหวังแล้ว คุณจะทนเพียงเดือนเดียว หรือจะทนไปตลอดชีวิต แกรับปากอย่างดี ได้ยี่สิบวันโทรมาบอกอย่างดีใจว่าอาการปวดเริ่มเบาลงแล้ว ครบเดือนบอกว่าเดินได้ทำงานได้ปกติแล้ว ต้องยอมรับว่าผู้หญิงมีความอดทนได้ดีมาก


แกชื่อ คุณฉวี วันทอง อายุ 53 ปี ที่อยู่ 104 หมู่10 ต.นาสี อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู เริ่มดื่มน้ำหมัก และแช่น้ำพลอยเพชร ด้วย ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค. 55 ปัจุบันใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว ก็ดีใจครับที่ทำให้คนหายทรมานจากโรคได้ซึ่งหมอบอกหมดทางรักษาแล้ว ตอนติดต่อมาบอกว่าไม่มีเงินจะรักษาให้หรือเปล่า ผมบอกมาได้เลยไม่มีก็ไม่ต้องจ่าย ใครมีก็รับ รัมมาก็เอาไปซื้อสมุนไพรมาทำต่อไปก็ถือว่าช่วยกันรักษารายต่อไปได้บุญร่วมกัน
   

ความคิดเห็นที่ 204
ตอบโดย : คุณน้ำผึ้ง
(3/09/2012 15:34)

 
 
ขอซื้อน้ำหมักและอยากได้สูตรทำเอง แก้เบาหวาน น้ำหนักเกิน สิว ใช้น้ำหนักอะไรดีคะ ขอเบอร์ติดต่อดว้ย
   

ความคิดเห็นที่ 205
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(5/09/2012 02:15)

 
 
คุณน้ำผึ้ง ถ้าดูตั้งแต่กระทู้ต้นๆมา ปัญหาของคุณ มีทุกคำตอบเลยครับ เบอร์โทรผมก็ลงไว้หลายกระทู้แล้ว สงสัยคุณไม่ได้ดูทั่วกระมังครับ
   

ความคิดเห็นที่ 206
ตอบโดย : สดใส
(6/09/2012 04:58)

 
 
สวัสดีค่ะคุณภูมิชีวิต พอดีว่ากำลังสงสัยเกี่ยวกับน้ำหมักน่ะค่ะ ได้มาอ่านเรื่องราวการตอบคำถามเป็นวิทยาทานแล้วรู้สึกเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ได้สละเวลาให้กับเพื่อนชาวโลกน่ะค่ะ อยากจะถามดังนี้นะคะ

1 เราจะทราบได้อย่างไรว่า น้ำหมักเราเกิดเมทิล หรือเอทิลแอลกอฮอล์น่ะค่ะ

2 น้ำหมักที่นำมาขยายเรื่อย ๆ จะทำให้เอนไซม์เพิ่มขึ้น แต่ว่าจะทำให้คุณค่าสารอาหารเจือจางลงหรือไม่ เช่นตัวยาในสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร

3 น้ำหมักที่นำมาผสม สารฟอง N70 แล้วจะทำให้จุลินทรีย์ตายหมดหรือไม่แม้แต่ตัวที่อึดที่สุด ส่วนน้ำด่างด้วยเช่นกัน จุลินทรีย์จะยังอยู่ได้ไหม

4 การนำผักผลไม้ไปปั่นละเอียดแล้วนำมาหมัก จะทำให้เอนไซม์หมดสภาพหรือไม่ เพราะเคยอ่านหนังสือชีวจิตว่าการปั่นโดยเครื่องปั่นไฟฟ้าจะทำให้เอนไซม์หมดสภาพ

5 การหมักทำหัวเชื้อแบบไม่ผสมน้ำ กับแบบเติมน้ำ 10 ส่วน หัวเชื้อที่ได้จากการหมักไม่ผสมน้ำจะเข้มข้นกว่าหรือไม่ อัตราการนำไปใช้ต่างกันหรือไม่ เพราะเห็นการนำไปใช้ผสมน้ำดื่มจะแตกต่างกัน บางท่านบอกว่าเพียงหยดเดียว บางท่านว่า 1-2 ช้อน เป็นเพราะว่าความเข้มข้นใช่หรือเปล่าคะ

6 ขวดพลาสติกใสน้ำดื่มใส่น้ำหมัดสำหรับดื่มได้หรือไม่

ตอนนี้เป็นมือใหม่น่ะค่ะ หมักขวดเล็กในครัวไปก่อนเป็นการศึกษาเบื้องต้น แบบว่าไม่อยากปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เดี๋ยวนี้พอเริ่มหมักก็เห็นคุณค่าของเวลามากขึ้น จริง ๆ เริ่มแรกหมักเพราะต้องการกำจัดขยะในครัว ไม่อยากให้เป็นปัญหากับคนเก็บขยะ เห็นมาแต่เด็กเลยว่าคนที่เกาะมากับรถขยะ กทม เป็นคนที่มีจิตใจสูงกว่าเราจริง ๆ เขาทำเพื่อเงินก็จริงแต่จิตใจเขาไม่ได้แสดงว่ารังเกียจเลย กลิ่นผ่านหน้าบ้านทีเราต้องเอามือปิดจมูก แต่พวกเขาต้องนั่งอยู่ในขยะบนรถ แบกขยะทุก ๆ บ้าน การเผยแพร่เรื่อง จุลินทรีย์จึงเป็นวิทยาทานอย่างยิ่ง รักโลก โลกก็รักเราค่ะ ขอรบกวนถาม คุณภูมิชีวิตเพียงแค่นี้ค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 207
ตอบโดย : สดใส
(6/09/2012 05:03)

 
 
จริง ๆ แล้ว มีผู้ให้วิทยาทานหลายท่าน พอดีไม่ได้อ่านทุกกระทู้แต่ต้น ขอรบกวนถามทุก ๆ ท่านเลยนะคะ สำหรับของ สดใสน่ะค่ะ

ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 208
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(6/09/2012 14:40)

 
 
ความคิดเห็นที่ 206
ตอบโดย : สดใส
(6/09/2012 04:58)
สวัสดีค่ะคุณภูมิชีวิต พอดีว่ากำลังสงสัยเกี่ยวกับน้ำหมักน่ะค่ะ ได้มาอ่านเรื่องราวการตอบคำถามเป็นวิทยาทานแล้วรู้สึกเป็นพระคุณอย่างยิ่งที่ได้สละเวลาให้กับเพื่อนชาวโลกน่ะค่ะ อยากจะถามดังนี้นะคะ

1 เราจะทราบได้อย่างไรว่า น้ำหมักเราเกิดเมทิล หรือเอทิลแอลกอฮอล์น่ะค่ะ

2 น้ำหมักที่นำมาขยายเรื่อย ๆ จะทำให้เอนไซม์เพิ่มขึ้น แต่ว่าจะทำให้คุณค่าสารอาหารเจือจางลงหรือไม่ เช่นตัวยาในสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร

3 น้ำหมักที่นำมาผสม สารฟอง N70 แล้วจะทำให้จุลินทรีย์ตายหมดหรือไม่แม้แต่ตัวที่อึดที่สุด ส่วนน้ำด่างด้วยเช่นกัน จุลินทรีย์จะยังอยู่ได้ไหม



สวัสดีครับคุณสดใส...และผม
ขอขอบคุณในคำชมที่ให้กับผม..ผมคงตอบในรูปแบบของภูมิปัญญานะครับ...

ก่อนอื่นผมขอเรียนให้ทราบเพื่อเป็น
ความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า ผมไม่ใช่นัก
วิชาการ หรือเป็นนักวิจัย หรือเป็นผู้รู้ใน
หลักวิชาการ และไม่เคยเรียนมาทางทฤษฎี
สิ่งที่ผมได้รับที่เป็นความรู้ทั้งหมดนี้เกิดจาก
การใช้ชีวิตจริงลงไปปฏิบัติ จนเกิดความรู้ขึ้นมา
ในลักษณะของภูมิปัญญา และผมเองได้
ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเรื่องราวของ
น้ำหมักนี้อยู่ตลอดเวลา และได้ฟังนักวิชาการ
ที่มีประสบการณ์ในด้านงานวิจัย และนักวิจัยนี้
ได้เคยทำงานอยู่ในหน่วยงานของรัฐมาเป็นเวลาพอสมควร จึงเป็นสิ่งที่จุดประกายให้ผมได้ติดตามศึกษาความเป็นไปของน้ำหมัก โดยผมใช้หลักของการทดลองในรูปแบบของความจริงสู่ความจริง คือทดลองจากชีวิตจริง และผลที่เกิดขึ้นกับเราย่อมเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับเราครับ และจากการที่ผม
ได้ติดตามเรื่องราวของน้ำหมักนี้ จึงมีโอกาสได้ฟัง
นักวิชาการได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของจุลินทรีย์ กรดอมิโนและก็คุณสมบัติทางยาของสมุนไพร ด้วยสาเหตุนี้ ผมจึงไม่สามารถที่จะตอบ
คำถามของคุณสดใสในลักษณะที่เป็นวิชาการได้
ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ...


หากผมจะตอบคำถาม ผมคงตอบในลักษณะของ
ภูมิปัญญาเท่าที่ผมได้มีประสบการณ์มาเท่านั้น
ก็เหมือนกับการที่ผมใช้ภูมิปัญญาในการปฏิบัติตัวให้
รอดชีวิตจากการที่จะต้องตายด้วยโรคมะเร็ง
และโรคตับแข็งมาได้โดยใช้หลักการที่ผมมีอยู่ครับ



ข้อ 1-3 ควรจะส่งไปตรวจที่แล็บของ ม.เกษตร ครับ

ข้อ 4. การหมักพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพร ไม่ควรนำไปปั่นครับ ส่วนกระแสไฟฟ้าจะไปทำลายเอ็นไซม์ที่มีอยู่ในพืชผัก(สด ๆ )ตายหมดครับ...

ข้อ 5.การหมักทำหัวเชื้อแบบไม่ผสมน้ำ กับแบบเติมน้ำ 10 ส่วน......ผมยังไม่เข้าใจคำถามในข้อนี้ครับ หากวิธีการหมักแบบนี้มีจริง ผมเองยังไม่มีข้อมูลที่จะตอบครับ

ข้อ 6. ชาวหมักทุกคนใช้ขวดพลาสติกที่บรรจุน้ำดื่ม
มาบรรจุน้ำหมักไว้อุปโภคและบริโภคทั้งสิ้นครับ

***************************************


ตอนนี้เป็นมือใหม่น่ะค่ะ หมักขวดเล็กในครัวไปก่อนเป็นการศึกษาเบื้องต้น แบบว่าไม่อยากปล่อยเวลาให้เสียเปล่า

สำหรับผมแล้วนี่คือการพลาดโอกาสที่จะมีสิ่งดี ๆ ไว้ใช้เป็นของตัวเองในวัน
ข้างหน้า ถ้าหากว่าเมื่อสักวันหนึ่งคุณสดใส สามารถ
สัมผัสได้ถึงคุณค่าและประโยชน์ที่กว้างขวาง
ของน้ำหมักนี้ได้แล้ว คุณสดใสก็จะเสียดายกับ
เวลาที่ผ่านมาครับ...ด้วยความปรารถนาดีครับ
   

ความคิดเห็นที่ 209
ตอบโดย : สดใส
(6/09/2012 19:17)

 
 
ขอบคุณค่ะคุณภูมิชีวิต สำหรับคำตอบถึงแม้จะไม่ได้ดังใจแต่ก็เป็นคำตอบที่ถูกจริง ๆ ค่ะ เพราะว่าค้นหาคำตอบในเน็ตแล้วก็ไม่มีใครให้ข้อมูลเอาไว้ สำหรับการปั่นพืชผักด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้านั้นเป็นการทำลายเอ็นไซม์อย่างน่าเสียดาย จึงเป็นความรู้ที่ดีอย่างยิ่งเลยค่ะ เพราะมีวีดีโอของบางท่านแนะนำให้ปั่น เนื่องจากการปั่นจะช่วยทำไม่ให้เกิดแอลกอฮอล์ บางท่านก็บอกว่าช่วยให้เกิดการหมักเร็วขึ้น

ที่ยังสงสัยมานานแล้วนั่นก็คือ ขั้นตอนการหมักที่ใช้พืชผัก กับน้ำตาล อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยไม่ต้องใส่น้ำเลยนั้น น้ำหมักที่ได้จะเข้มข้นกว่าการหมักที่ใส่น้ำ คืออัตราส่วน พืชผัก 3 ต่อ น้ำตาล 1 ต่อน้ำ 10 จึงเกิดสงสัยว่าเวลานำไปใช้เช่นรดผักจะต้องเจือจางน้ำต่างกันหรือไม่ ซึ่งทั้งสองแบบก็ให้เจือจาง หัวเชื้อ 1 ต่อน้ำเปล่า 1000
เค้าก็บอกมาแล้วแต่ก็ยังสงสัยอยู่นั่นแหละว่าทำไมการหมักจึงไม่เหมือนกัน แล้วเราควรจะใส่น้ำดีไหมเพราะได้น้ำหมักเยอะดีน่ะค่ะ

จริง ๆ แล้ว สดใสก็ไม่ได้ถามวิชาการหรอกค่ะ แต่ถามให้รัดกุมหน่อยกันคำตอบที่ได้จะคลาดเคลื่อนน่ะค่ะ

อยากทราบเรื่องราวการรักษาตัวของคุณภูมิชีวิตบ้างไว้เป็นภูมิปัญญาของตัวเองและคนรอบข้างน่ะค่ะ ช่วยลิง่ค์ให้อ่านบ้างนะคะจะเป็นพระคุณอย่างสูง กราบอนุโมทนาบุญมา ณ ตรงนี้เลยค่ะ

วันนี้ได้เปลือกสัปปะรดถุงใหญ่จากแม่ค้ามา จะได้เริ่มหมักแบบแกลลอนบ้างละค่ะ เหมือนกับเราเริ่มเปลื่ยนแปลงระบบชีวิตทั้งระบบเลยค่ะ เหมือนกับเป็นอีกยุคใหม่จริง ๆ

นับถือและศรัทธาทุก ๆ ท่าน ณ ที่นี้ค่ะ ที่จุดประกายชีวิตใหม่ให้กับสังคม รวมเรื่องการวิ่งด้วย เป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตสดใสจริง ๆ อยากให้ทุกคนทุกบ้านออกมาวิ่งกันเป็นกฎหมายเลย เพราะว่าตัวเองนั่นแหละที่ผลัดวันประกันพรุ่งจนรู้สึกว่าสุขภาพแย่แล้วจึงจะออกมาวิ่งที
   

ความคิดเห็นที่ 210
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(6/09/2012 22:09)

 
 
ความคิดเห็นที่ 209
ตอบโดย : สดใส
(6/09/2012 19:17)
ขอบคุณค่ะคุณภูมิชีวิต สำหรับคำตอบถึงแม้จะไม่ได้ดังใจแต่ก็เป็นคำตอบที่ถูกจริง ๆ ค่ะ เพราะว่าค้นหาคำตอบในเน็ตแล้วก็ไม่มีใครให้ข้อมูลเอาไว้




ด้วยความยินดีครับ
จริง ๆ แล้วผมมีแนวคิดที่อยากจะบอกกับคุณสดใสว่า
เมื่อครั้งที่ชีวิตของผมได้อยู่ในกระบวนการดูแลรักษาโดยความรู้ทางด้านวิชาการที่ทันสมัยมาโดยตลอดแต่จนแล้วจนรอด ชีวิตผมก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็น ฉนั้นสำหรับผมแล้วบางครั้งเรื่องราวที่เป็นวิชาการทางทฤษฎีนั้นจากประสบการณ์ชีวิตของผมที่ผ่านมา ไม่ได้ช่วยอะไรผมได้มากนัก ตรงกันข้าม กลับทำให้อวัยวะและระบบในร่างกายของผมที่เคยปกติดี ก็พลอยทรุดเสียหาย และแย่ลงไปหมดทุกระบบในร่างกาย จนสุดท้ายผมต้องถึงจุดจบของชีวิต...หากแต่ว่าสิ่งที่สามารถช่วยผมได้คือบทเรียนของชีวิตจริงที่ได้ใช้หลักการของธรรมชาติมารักษา และการบำบัดรักษานี้เกิดจากตัวเราดูแลรักษาตัวเราเองทั้งสิ้น โดยยึดเอาแนวทางของธรรมชาติเป็นหลักในการปฏิบัติครับ ผมจึงสามารถสัมผัสและได้พบกับสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองอย่างน่าอัศจรรย์ และผมสามารถประคองชีวิตของผมให้อยู่ต่อเรื่อยมาได้จาก ปี 2546 ที่ผมจะต้องตาย...ผมกลับอยู่มาได้จนถึงปัจจุบันซึ่งเหตุการณ์เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับชีวิต
ของผมเอง ซึ่งทำให้ผมเชื่อมั่นและศรัทธามาตลอดครับ...
***************************************

จริง ๆ แล้ว สดใสก็ไม่ได้ถามวิชาการหรอกค่ะ แต่ถามให้รัดกุมหน่อยกันคำตอบที่ได้จะคลาดเคลื่อนน่ะค่ะ



อืมม์...ผมต้องขออภัยคุณสดใสที่ผมคุยมาเสียยืดยาว ทั้งนี้ก็เพียงผมไม่อยากให้เรื่องของวิชาการ
เข้ามาเป็นอุปสรรคในการปฏิบัติตัวครับ...

***************************************

ที่ยังสงสัยมานานแล้วนั่นก็คือ ขั้นตอนการหมักที่ใช้พืชผัก กับน้ำตาล อัตราส่วน 3 ต่อ 1 โดยไม่ต้องใส่น้ำเลยนั้น น้ำหมักที่ได้จะเข้มข้นกว่าการหมักที่ใส่น้ำ คืออัตราส่วน พืชผัก 3 ต่อ น้ำตาล 1 ต่อน้ำ 10 จึงเกิดสงสัยว่าเวลานำไปใช้เช่นรดผักจะต้องเจือจางน้ำต่างกันหรือไม่ ซึ่งทั้งสองแบบก็ให้เจือจาง หัวเชื้อ 1 ต่อน้ำเปล่า 1000

อ้อ...ผมเข้าใจแล้ว...วิธีการหมักแบบนี้
ผมเองก็เคยหมักครับโดยใช้อัตราส่วน 1ต่อ3 ครับ
คือใช้พืช ผัก หรือสมุนไพร 3 ส่วน น้ำตาล
หรือน้ำผึ้ง 1 ส่วน หมักโดยไม่ต้องใช้น้ำครับ
ตอนนั้นผมใช้ฟักทอง กล้วย มะละกอ
เป็นตัวหมัก และอีกอย่างก็คือมะขามป้อม
ผมใช้ 3 กก.ต่อน้ำผึ้ง 1 กก.
โดยใช้เวลาหมัก 15 วัน ถึง30 วัน ก็สามารถ
นำมาใช้ได้ ผมลองดื่มดูแล้วอร่อยมากหวาน
และทำให้มึนเมาได้ครับ ส่วนใหญ่ใช้เป็นฮอร์โมน
ไปฉีดพ่นให้พืชครับ แต่คนที่บอกสูตรกับผมได้
บอกว่าเราสามารถนำมาดื่มได้ผมก็ลองมาดื่มดู
สำหรับผมแล้วไม่เวิร์คครับ ผมก็เลยไม่คิดที่จะ
ศึกษาแนวทางนี้ครับ ไม่ทราบว่าใช่หรือป่าวครับ
ถ้าไม่ใช่ผมก็ขออภัยด้วยนะครับ
**************************************

อยากทราบเรื่องราวการรักษาตัวของคุณภูมิชีวิตบ้างไว้เป็นภูมิปัญญาของตัวเองและคนรอบข้างน่ะค่ะ ช่วยลิง่ค์ให้อ่านบ้างนะคะจะเป็นพระคุณอย่างสูง กราบอนุโมทนาบุญมา ณ ตรงนี้เลยค่ะ


แสดงว่าคุณสดใสคงจะอ่านแต่
กระทู้น้ำหมักอย่างเดียว จริง ๆ แล้วผมได้เขียนลง
ในเว็บบางขุนเทียนนี้แล้ว โดยต้องไปอ่านที่หัวข้อ บทความน่าสนใจ..ชื่อเรื่องชีวจิตคืออะไร...หรือเข้าไปอ่านที่เว็บของ แพทรันนิ่ง ชื่อเรื่อง Attn:ลุงภูมิชีวิต...หรือเข้าไปอ่านที่เว็บฟอร์รันเนอร์ ชื่อเรื่องจากเส้นทางชีวิตที่ใกล้ชิดธรรมชาติ...สู่เส้นทางสายมะเร็ง..ถึงแนวทางชีวจิต...ครับเชิญเลือกอ่าน
ได้ตามใจชอบนะครับ...และผมหวังว่าคุณสดใส
คงได้รับประโยชน์จากเรื่องราวและประสบการณ์
ที่ผมได้ถ่ายทอดลงในเว็บดังกล่าวนะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 211
ตอบโดย : สดใส
(7/09/2012 19:45)

 
 
เรียนคุณภูมิชีวิต เป็นพระคุณอย่างสูงที่สละเวลาแบบไม่ต้องการอะไรตอบแทน บางเว็บไม่ค่อยกล้าถามเขาน่ะค่ะ

เว็บชมรมวิ่งมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่างค่ะ ตอนแรก search หาเรื่องน้ำหมักน่ะค่ะก็มาเจอเว็บนี้ ก็เจอการตอบคำถามที่ให้ความรู้ลึกซึ้งดีค่ะ อย่าง อ.เปา ก็ให้ความรู้เรื่องชีวิตของจุลินทรีย์ทำให้เราเข้าใจครบกระบวนการหมัก ซึ่งตอนแรกก็สงสัยอยู่ตลอดว่าอะไรเป็นอะไรในน้ำหมักนั่น

สดใสก็เคยสนใจศึกษาแนบชีวจิตเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ตอนนั้นเป็นที่เลื่องลือมาก ก็ปฏิบัติตนตามแนวนั้นมา ลดอาหารบั่นทอนชีวิต เนื้อสัตว์ก็ลด ละ เลิกไปตามโอกาส ก็ได้ผลดีกับชีวิตจริง ๆ ค่ะ ขาดแต่การออกกำลังกาย และโรคอื่นก็ยังมีตามแต่กรรมเก่าที่เรายังเหลืออยู่มังคะ เช่นโรคกระเพาะ

ที่สงสัยเรื่องเมทิลแอลกอฮอล์นั้นก็เพราะกลัวว่าคนรอบข้างจะนำไปดื่ม แต่ถ้าเป็นเอทิลก็ดื่มได้แบบไวน์ ที่ศึกษาจากท่านผู้รู้ บอกว่าถ้าเป็นน้ำตาลทรายจะเกิดเมทิล หรือเมทานอนแต่ถ้าเป็นน้ำตาลอ้อยจะเป็นเอทิล ผลไม้แต่ละประเภทเกิดเมทิลและเอทิลต่างกัน ตอนนี้ก็เข้าใจแล้วอย่างที่อ.เปาอธิบายก็คือต้องหมักให้นานหนึ่งปีขึ้นไปอย่างคุณป้าเช็งบอก จึงจะนำมาดื่มได้ นอกจากแอลกอฮอล์หายหมดแล้วก็จะทำให้เหลือจุลินทรีย์ฮีโร่จริง ๆ ที่มีประโยชน์ในการบำบัดสุขภาพ ทำให้เชื้อโรคในร่างกายตายหมด

ตอนนี้ก็สงสัยขึ้นมาอีกว่าเราน่าจะนำน้ำประปาสด ๆ มาหมักได้เลยคือไม่ต้องพักไว้หนึ่งคืนเพราะว่าขึ้เกียจหรือใจร้อน เพราะว่าจุลินทรีย์ฮีโร่นั่นยังไม่ตาย พอเจอน้ำตาลก็จะเพิ่มจำนวนแต่จุลินทรีย์ฮีโร่อย่างเดียว ก่อนหน้าอ่านกระทู้ อ.เปา สดใสลองหมักในขวดน้ำดื่มดู ใส่น้ำตาลมะพร้าว 1 ส่วน+น้ำแอ๊ปเปิลทิปโกเก่าลืมเก็บเข้าตู้เย็นเลยหมักไว้หนึ่งเดือน 1 ส่วน+น้ำประปาจากก๊อกสด ๆ 10 ส่วน ผลปรากฎว่า ปฏิกิริยาเกิดเร็วมาก กลิ่นแอลกอฮอลแรงกว่าหัวเชื้อเดิม ต้องคลายแก๊สออกทุกเช้า เมื่อวานลองหมักใบตะไคร้ใส่น้ำประปาสดกับน้ำตาลมะพร้าว ปรากฏว่าแก็สแน่นแทบระเบิด ก็เลยคิดว่าจุลินทรีย์น่าจะเจริญเติบโตได้ในน้ำประปาสด ๆ นะคะ ไม่ทราบว่าสดใสเข้าใจอะไรผิดหรือไม่ตามประสามือใหม่ที่อะไร ๆ ก็สงสัยไปหมด ถ้าเข้าใจผิดคุณภูมิชีวิตก็จะได้ยับยั้งไว้ เมื่อวานก็ใช้น้ำประปาสดหมักเปลือกสับปะรดวันนี้เปิดดมกลิ่นแอลกอฮอล์แรงแสบจมูกมาก ๆ ใช้เปลือกสับปะรด 7 กก. กับน้ำตาลโลเดียวกะว่าค่อยซื้อมาเติมอีกก็ลืม ตอนนี้คิดว่าไม่ต้องเติมละเพราะสับปะรดผสมเนื้อก็หวานมากพอแล้ว ช่วงนี้ลองผิดลองถูกไปน่ะค่ะแบบว่าประหยัดน้ำตาล

เรื่องราวของคุณภูมิชีวิตจะเป็นตำนานให้ลูกหลานเราได้เรียนรู้สืบไปค่ะ อย่างของท่าน ดร.ชีวจิต (ต้องขอโทษด้วยที่ลืมชื่อท่าน) ถ้าทำเป็นหนังสือก็จะดีมาก ๆ เลยค่ะ ในเมืองไทยเราสดใสว่ายังไม่เห็นมีใครเขียนเรื่องราวการชนะโรคไว้เลยนอกจากชีวจิต เคยเห็นแต่ของฝรั่งที่แปลมา

ภาพถ่ายคุณภูมิชีวิตไม่น่าจะเรียกตัวเองว่าลุงเลย ถ่ายไว้นานแล้วหรือว่าปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนี้คะ จะได้ออกวิ่งทุกเช้าบ้าง ที่สวนธนบุรีย์รมย์ก็มีกลุ่มนักวิ่ง เช้า ๆ จะมารวมกัน คุณลุงอายุเจ็ดสิบแล้วดูอ่อนกว่าห้าสิบ และวิ่งกระฉับกระเฉงกว่าคนอายุสี่สิบเห็นแล้วก็งงค่ะ

ขอขอบคุณมากค่ะที่สละเวลาตอบคำถามกับมือใหม่ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนรอบ ๆ ข้าง ไปเรื่อย ๆ ค่ะ จนกลายเป็นยุคไบโออย่างแท้จริง ตอนนี้ไปบ้านแม่บอกให้แม่หมักขยะในครัวไว้ ให้แยกขยะกัน ตอนนี้ก็ลุ้นกันอยู่ว่าจะเลิกล้มหรือไม่ เพราะขัดกับนิสัยเดิมกัน ถ้าได้ผลโลกเราก็น่าจะลดความร้อนลงอย่างเขาว่ากัน จริง ๆ มันลดอย่างไรก็งงเหมือนกันแต่ที่แน่ ๆ คือลดปริมาณขยะหมักหมม โลกเราก็จะน่าดูขึ้นค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 212
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(7/09/2012 21:34)

 
 
ความคิดเห็นที่ 211
ตอบโดย : สดใส
(7/09/2012 19:45)
เรื่องราวของคุณภูมิชีวิตจะเป็นตำนานให้ลูกหลานเรา ได้เรียนรู้สืบไปค่ะ อย่างของท่าน ดร.ชีวจิต (ต้องขอโทษด้วยที่ลืมชื่อท่าน) ถ้าทำเป็นหนังสือก็จะดีมาก ๆ เลยค่ะ ในเมืองไทยเราสดใสว่ายังไม่เห็นมีใครเขียนเรื่องราวการชนะโรคไว้เลยนอกจากชีวจิต เคยเห็นแต่ของฝรั่งที่แปลมา



ผมจะยินดีมากถ้าสิ่งที่ผมนำเสนอ
มาและคุณสดใสสามารถเก็บเกี่ยวไปทำให้เกิด
ประโยชน์กับตัวคุณเองและทั้งครอบครัวรวมทั้ง
คนรอบข้างได้รับประโยชน์กันทั่วหน้า เท่านี้
ผมก็มีความสุขแล้วครับ...



ความจริงหนังสือเรื่องราวของ
การปฏิบัติตัวตามแนวทางของชีวจิต มีขายตาม
ร้านหนังสือชื่อดังใน กทม.อยู่แล้วครับ ที่สำคัญ ๆ
ก็มีอยู่ประมาณ 6-7 เล่มครับ หากคุณสดใสสนใจ
ที่จะซื้อไปอ่านผมก็จะบอกให้ครับ หนังสือนี้
แหละครับที่ผมใช้สู้กับโรคมะเร็งที่ผมเป็นอยู่ครับ
ดีกว่าการรักษาตัวแบบอื่น ๆ ครับ...ยิ่งในปัจจุบัน
ตลาดของแนวทางแห่งการดูแลสุขภาพมีมาก
แต่สำหรับผมแล้ว ชีวจิต เป็นบทพิสูจน์ของ
ชีวิตของผมเองครับ...ผมจึงเชื่อมั่นและ
ศรัทธาครับ
************************************


ภาพถ่ายคุณภูมิชีวิตไม่น่าจะเรียกตัวเองว่าลุงเลย ถ่ายไว้นานแล้วหรือว่าปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนี้คะ จะได้ออกวิ่งทุกเช้าบ้าง ที่สวนธนบุรีย์รมย์ก็มีกลุ่มนักวิ่ง เช้า ๆ จะมารวมกัน คุณลุงอายุเจ็ดสิบแล้วดูอ่อนกว่าห้าสิบ และวิ่งกระฉับกระเฉงกว่าคนอายุสี่สิบเห็นแล้วก็งงค่ะ

ผมไม่ทราบว่าภาพไหนครับ แต่ส่วนมาก
ถ้าเป็นภาพวิ่งก็จะเป็นเวลาผ่านมาแล้ว
ประมาณ 1-3 ปีครับ หากคุณสดใส
สามารถจัดโปรแกรมการออกกำลังกาย
ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้
และจัดให้ลงตัวกับวิถีชีวิตประจำวัน
เพียงเวลาไม่นานเกินรอเดี๋ยวคุณสดใส
ก็จะมีสุขภาพที่สดใสแข็งแรงสมกับ
ชื่อของคุณสดใสเลยนะจะบอกให้...

หากคุณสดใสยังไม่ได้วิ่ง
ก็ลองเข้าไปรำกระบองในสวนธนบุรีรมย์ก็ได้
เพราะในสวนธนฯนั้นมีกลุ่มออกกำลังกาย
แบบรำกระบองตามแนวทางของชีวจิตอยู่ด้วย สมาชิกรำกระบองทุก ๆ คนในกลุ่มรำกระบอง
มีอัธยาศัยดีทุกคนและทุกคนยินดีต้อนรับ
สมาชิกใหม่อย่างคุณสดใสแน่นอนครับ...
หากคุณสดใสสนใจก็เชิญนะครับ...
.
   

ความคิดเห็นที่ 213
ตอบโดย : สดใส
(8/09/2012 07:59)

 
 
ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำ หนังสือ 6-7 เล่มนั้นหมายถึงหนังสือชีวจิตของ ดร.สาธิต (ใช่ชื่อท่านหรือไม่นะ) ที่เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คสมัยแรก ๆ ใช่ไหมคะ หรือว่าเป็นของคนอื่นเขียนขึ้นมาใหม่ จะได้ไปหาดูอ่านบ้างน่ะค่ะอยากทราบว่าคุณภูมิได้อ่านหนังสือไหนกันแน่และก็ได้ผลจริง ๆ ขนาดนี้ เดี๋ยวเช้านี้ชวนสมาชิกครอบครัวไปสวนธน สวนสวรรค์กันเลยดีกว่าค่ะ ชอบที่หน้าประตูก็มีน้ำมะพร้าวขายด้วย ขอบพระคุณสำหรับสิ่งดี ๆ ค่ะ คนดีคนหนึ่งก็เหมือนกันแสงเทียนส่องสว่างให้กับหลาย ๆ คน
   

ความคิดเห็นที่ 214
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(8/09/2012 09:23)

 
 
ความคิดเห็นที่ 213
ตอบโดย : สดใส
(8/09/2012 07:59)
ขอบคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำ หนังสือ 6-7 เล่มนั้นหมายถึงหนังสือชีวจิตของ ดร.สาธิต (ใช่ชื่อท่านหรือไม่นะ) ที่เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คสมัยแรก ๆ ใช่ไหมคะ



ถูกต้องครับ...หนังสือนี้แหละครับ
ที่เรียกชีวิตจากการที่ผมจะต้องตาย กลายเป็น
อยู่มาได้จนถึงปัจจุบันนี้แหละครับ...และผมก็ขอ
ถือโอกาสบอกชื่อหนังสือเลยนะครับ..เล่มแรก
ก็คือหนังสือชื่อ ชีวจิต...2.มะเร็งแห่งชีวิต..
3.ชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 70.. 4.เรื่องของภูมิชีวิต..
5. Goo..แน่...และเล่มที่6.Goo..ไม่แน่
(อันนี้ต้องเขียนเป็นภาษาฝรั่งนะครับ)
ทั้งหมดเป็นงานเขียนของท่าน อาจารย์
ดร.สาทิส อินทรกำแหง ที่โด่งดังมานานมาก
หาซิ้อได้ตามร้านหนังสือชื่อดังใน กทม.
นั่นแหละครับ...

   

ความคิดเห็นที่ 215
ตอบโดย : ป้าป.6
(9/09/2012 00:44)

 
 
ชอบป้าเช็งมาก
   

ความคิดเห็นที่ 216
ตอบโดย : ป้าป.6
(9/09/2012 00:47)

 
 
ตอนนี้ที่บ้านก็หมักค่ะ1ปีกว่าแล้วค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 217
ตอบโดย : ไก่แดง
(10/09/2012 21:25)

 
 
ขออนุญาตเจ้าของบล็อคแปะลิ้งค์หน่อยนะครับ
แนะนำเทคนิคการทำน้ำหมักป้าเช็งครับ
สูตรนี้ผมมีเทคนิคในการหมักเพิ่มเติม
โดยใช้กับถังอะไรก็ได้ และไม่มีหนอนขึ้นครับ
http://yaamata.blogspot.com/2012/07/blog-post_3402.html
   

ความคิดเห็นที่ 218
ตอบโดย : แพร
(12/09/2012 18:09)

 
 
สวัสดีค่ะ..
ขอรบกวนถามหน่อยนะคะ ถ้าจะทำน้ำหมักไว้ใส่ผม
ให้ผมสวย และแก้ผมร่วง ควรจะใช้ผักหรือผลไม้อะไรหมักค่ะ สูตร น้ำ 5 โล ตาลแดง 1 โล พืชผัก3โล
และหมักนานแค่ไหนคะ...ขอบคุณ
   

ความคิดเห็นที่ 219
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(12/09/2012 19:58)

 
 
ผมใช้ดอกอัญชัน กับมะกรูด สูตร 5-1-3 นั่นหละครับ 3เดือนก็ใช้ได้แล้ว ผมหยุดร่วง หัวล้านก็เริ่มขึ้น อาการคัน รังแค หายหมด


วิธีใช้ ผมไม่ใช้ยาสระผมไม่ว่ายี่ห้อใดก็แล้วแต่ ใช้น้ำอัญชันชะโลมใส่หัวแล้วคลึงให้ทั่วทิ้งไว้สัก 5 นาทีก่อนอาบน้ำ แล้วล้างออกด้วยน้ำปล่าว หลังอาบน้ำเช็ดผมให้แห้ง โชลมทิ้งไว้โดยไม่ต้องล้างออก ปล่อยให้แห้งไปเอง คนที่หัวล้านทำอย่างนี้ทุกวัน 1 เดือน จะเห็นผมเริ่มขึ้นเส้นเล็กๆขึ้นมา ทดลองดู ข้อสำคัญอย่าใช้แชมพูเด็ดขาด สารเคมีในแชมพูจะทำให้ผมร่วงไปหมด ในคนปกติหากทำตามนี้ผมจะไม่ร่วง และจะดำเป็นเงาเลยละ ได้ผลอย่างไรมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 220
ตอบโดย : krupen
(13/09/2012 20:45)

 
 
สวัสดีค่ะ
ดิฉันพึ่งเริ่มหมักผลไม้ 6 อย่าง ดิฉันนำน้ำหยอด
เหรียญมาหมัก สงสัยว่าใช้ได้ไหมคะ ไม่ได้พักน้ำด้วยค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 221
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(13/09/2012 21:33)

 
 
ความคิดเห็นที่ 220
ตอบโดย : krupen
(13/09/2012 20:45)
สวัสดีค่ะ
ดิฉันพึ่งเริ่มหมักผลไม้ 6 อย่าง ดิฉันนำน้ำหยอด
เหรียญมาหมัก สงสัยว่าใช้ได้ไหมคะ ไม่ได้พักน้ำด้วยค่ะ

สวัสดีครับ krupen
ผลไม้ 6 อย่างที่นำมาหมักนั้น ถ้าหมายถึง
สมอ..ลูกยอ..มะขามป้อม..บอระเพ็ด..ลิ้นจี่
..ลำใย..อันนี้ดีมากครับ ถ้าคิดที่จะใช้บริโภค
เพื่อปรับสมดุลย์ให้กับร่างกาย ควรจะเริ่มด้วย
6 อย่างนี้ครับเพราะเป็นหัวใจสำคัญของ
น้ำหมักที่มือใหม่ทุกคนควรจะเริ่มหมักไว้ครับ

ถามว่าน้ำหยอดเหรียญ ใช้ได้หรือไม่...ก็ต้อง
บอกว่าให้ศึกษาดูว่าน้ำหยอดเหรียญนั้นมี
คลอรีนปนอยู่ด้วยหรือไม่ หรือมีการเติม
ฟลูออไรด์ หรือไม่ ถ้าหากว่ามีไม่ควรใช้ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 222
ตอบโดย : santirawit
(14/09/2012 10:42)

 
 
ถ้าไม่ใจร้อน ผมใช้น้ำปะปา รองเก็บเอาไว้สักอาทิตย์หนึ่ง แล้วนำมาใช้หมัก จะประหยัดกว่า และมั่นใจมากกว่าเยอะเลยครับ ผมหาถังใหญ่ๆหรือแกลลอนน้ำ 5 ลิตรกรอกทิ้งไว้ จนกว่าจะมีวัตถุดิบมาหมัก บางทีเก็บไว้เป็นเดือน ผมว่าสะอาดกว่ามาก


ถ้าเป็นน้ำฝนที่สะอาดจะดีมาก แต่เดี๋ยวนี้คงหาได้ยากนอกจากชนบทจริงๆ ตามบ้านเดี๋ยวนี้นกมาเกาะ มาขี้เต็มไปหมด ยังไม่นับแมวอีก หาน้ำฝนกลางหาวก็คงได้ไม่มากพอ สรุปน้ำปะปาดีกว่าครับ
   

ความคิดเห็นที่ 223
ตอบโดย : หมู จอมกาญจน์
(14/09/2012 18:15)

 
 
อ่านเพลินเลยค่ะพี่ภูมิ ของเค้าดีจริงๆ
   

ความคิดเห็นที่ 224
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(15/09/2012 07:52)

 
 
คุณหมู จอมกาญจน์ ได้ข่าวว่าทำไว้ไม่น้อนเหมือนกัน มาแชร์ประสบการณ์มั่งซิครับ
   

ความคิดเห็นที่ 225
ตอบโดย : krupen
(15/09/2012 21:00)

 
 
สวัดดีค่ะ
ขอบคุณมากนะคะที่ให้ความรู้ เรื่องน้ำที่ใช้หมัก
ตอนนี้พึ่งหมักได้ 2 สับดาห์ สังเกตเห็นลูกสมอมีฟองที่ถังหมัก
ต้องตักทิ้งไหมคะ หรือต้องทำอย่างไร
   

ความคิดเห็นที่ 226
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(16/09/2012 04:12)

 
 
ตอนนี้พึ่งหมักได้ 2 สับดาห์ สังเกตเห็นลูกสมอมีฟองที่ถังหมัก
ต้องตักทิ้งไหมคะ

ไม่ต้องตักทิ้งครับ คอยกลับด้าน กลับเอาด้านบน ลงล่าง 2-3 วันกลับทีนึง ทำไปจนกว่าผลไม้จะจมจนหมด จึงหยุดครับ การกลับด้านนั้นเพื่อป้องกันการเกิดหนอน และการเน่าเสีย การเกิดหนอนนั้นอาจจะมีไข่ของแมลงติดมากับผลไม้ได้
   

ความคิดเห็นที่ 227
ตอบโดย : krupen
(18/09/2012 20:07)

 
 
หวัดดีค่ะ
สงสัยต่ออีกนั่นแหละค่ะว่า ผลไม้ที่ใช้หมัก กับน้ำหยอดเหรียญที่เคยถาม (น้ำไม่ได้พัก) แสดงว่าที่ดิฉันทำไปก็ใช้ไม่ได้เลยทั้งหมดเลยหรือเปล่าค่ะ เพราะอาจมีคลอลิน
และฟลูออร์ไร จำเป็นต้องทิ้งหรือเปล่าคะ เพราะตอนนี้เข้าใจเรื่องน้ำที่ใช้สำหรับหมัก ปัจจุบันก็จะมีการพักน้ำค่ะ คือคิดแล้วปวดหัวว่าจะเก็บผลไม้ไว้ต่อ หรือเททิ้งแล้วใช้ถังเริ่มหมักใหม่
เลยไม่รู้จะทำยังไงดีค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 228
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(18/09/2012 21:09)

 
 
ความคิดเห็นที่ 227
ตอบโดย : krupen
(18/09/2012 20:07)

หวัดดีค่ะ
สงสัยต่ออีกนั่นแหละค่ะว่า ผลไม้ที่ใช้หมัก กับน้ำหยอดเหรียญที่เคยถาม (น้ำไม่ได้พัก) แสดงว่าที่ดิฉันทำไปก็ใช้ไม่ได้เลยทั้งหมดเลยหรือเปล่าค่ะ เพราะอาจมีคลอลิน
และฟลูออร์ไร จำเป็นต้องทิ้งหรือเปล่าคะ เพราะตอนนี้เข้าใจเรื่องน้ำที่ใช้สำหรับหมัก ปัจจุบันก็จะมีการพักน้ำค่ะ คือคิดแล้วปวดหัวว่าจะเก็บผลไม้ไว้ต่อ หรือเททิ้งแล้วใช้ถังเริ่มหมักใหม่
เลยไม่รู้จะทำยังไงดีค่ะ


แล้วสรุปว่าคุณ krupen
สามารถจะหาคำตอบได้หรือไม่ว่าน้ำที่หยอด
เหรียญนั้นปลอดจากคลอรีน หรือฟลูออไรด์
หรือไม่ ถ้าไม่มีทั้งสองอย่างก็โอเคครับ....

แต่ถ้าคุณ krupen ไม่ทราบว่าน้ำหยอดเหรียญนั้น
มีคลอรีนหรือไม่ ก็อย่าไปซีเรียสขนาดนั้นเลยครับ...ถ้าหมักแล้วก็แล้วกันไป ไม่ต้องเททิ้งครับ
เสียดายครับ...ส่วนที่หมักใหม่ก็ทำให้ถูกต้อง
ก็โอเคแล้วครับแต่อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย
แทนที่จะใช้เวลาสี่หรือหกเดือนก็อาจจะต้องรอ
เป็นปี ๆ ก็ได้ครับ แต่ก็ไม่แน่นอนเสมอไปครับ
ต้องลองดูครับไม่ลองไม่รู้ครับ อย่าไปทุกข์กับกิจกรรมของเราครับยิ่งถ้าสิ่งที่หมักนั้นไม่ใช่สมอ..
ลูกยอ..มะขามป้อมบอระเพ็ด..ฯที่เป็นหัวใจของ
การหมักยิ่งไม่น่าจะซีเรียสเลยครับ..ผมขอฝาก
ไว้ว่าจิตที่สงบและผ่อนคลายก็เป็นส่วนหนึ่งของ
พลังแห่งการบำบัดด้วยนะครับ...ผมขอให้คุณkrupen มีความสุขกับการหมักนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 229
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(19/09/2012 08:20)

 
 
น้ำจากเครื่องกรอง ก็กรองคลอลีนไปได้ระดับหนึ่งแล้วครับ ส่วนฟลูออไรด์ ตู้หยอดเหรียญคงไม่ใส่หรอกครับ คงสะบายใจเรื่องน้ำไปได้ครับ เครื่องกรองหยอดเหรียญ ถ้ามีคนใช้น้อยการกรองก็ได้ดีระดับหนึ่ง หากมีลูกค้ามากประสิทธิภาพก็ลดลงเป็นธรรมดา

ก็อย่าซีเรียสเหมือน อ.มานพบอก ถ้ามีคลอลีนติดมาบ้างก็ไม่เสียหรอกครับ แต่การที่หมักจนเป็นยาจะใช้เวลานานขึ้นเท่านั้นเอง
   

ความคิดเห็นที่ 230
ตอบโดย : krupen
(19/09/2012 15:41)

 
 
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณค่ะ อ่านที่ท่านอาจารย์ช่วยกันตอบ ก็สบายใจแล้วค่ะ สรุปก็คือ ไม่ต้องทิ้ง นะคะ เพราะมันคือผลไม้
ทั้ง 6 อย่างค่ะ เพราะตั้งใจทำมากเลยนะคะ กลับจากที่ทำงานที่โรงเรียนก็รีบมาทำ ตอนนี้ที่ดีมากที่สุดก็คือมีท่านอาจาย์ช่วยตอบคำถามให้สบายใจไม่กังวล อ๋อ .. อาจารย์คะโดยปกติแล้ว กี่เดือนมันจะเกิดวุ้นคะ
   

ความคิดเห็นที่ 231
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(19/09/2012 16:30)

 
 
กี่เดือนมันจะเกิดวุ้นคะ

การเกิดวุ้นนั้น...ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ และปัจจัย
ในการจัดการเบื้องต้น เช่นขั้นตอนของการนำ
สิ่งที่จะหมักมาล้างทำความสะอาดดีพอหรือไม่...
การใช้น้ำที่นำมาหมักมั่นใจได้แค่ไหน...ความ
สะอาดของถังที่นำมาหมักสะอาดปราศจาก
สารเคมีหรือไม่...ฯ หากกระบวนการผลิตดี
แน่นอนการเกิดวุ้นก็เกิดได้ไว...แต่บางอย่าง
ก็เกิดวุ้นยาก หรือไม่เกิดเลยก็มีแต่ก็สามารถ
ใช้ได้ อย่าไปกังวลหากไม่เกิดวุ้น บางชนิดต้อง
ใช้เวลานาน แต่บางชนิดแค่ เดือน สองเดือน
ก็สามารถเกิดวุ้นได้แล้วครับ...ลองหมักไป
แล้วค่อย ๆ ศึกษาไป เดี๋ยวก็จะสามารถเข้าใจ
ได้เป็นอย่างดีครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 232
ตอบโดย : สดใส
(20/09/2012 20:52)

 
 
สวัสดีค่ะ ....

ตอนนี้สดใสเริ่มจะวิ่งให้จริงจังแล้วค่ะ ตอนเย็นก็จะพาลูกสาววิ่งรอบหมู่บ้าน วิ่งแล้วก็รู้สึกว่าสบายใจดีว่าร่างกายเรายังอยู่รอดปลอดภัยดีค่ะ อีกอย่างคือพอเรากำหนดว่าจะต้องวิ่งทุกวันก็ดูเหมือนว่าชีวิตมันน่าสนุกขึ้น มีกิจกรรมที่ไม่น่าเบื่อทำทุกวัน วันไหนฝนตกก็วิ่งกันหน้าห้องน้ำ ลูกสาวก็สนุกมาก ผลที่ได้ก็คือได้ภูมิคุ้มกันโรคกัน เบื่อแล้วกับการเจ็บป่วย ถ้าวิ่งทุกวันก็ทำให้ร่างกายเราทนทานกับโรคภัยต่าง ๆ โรงพยาบาลคนแน่นยิ่งกว่าห้างสรรพสินค้า คิดว่าเค้าคงจะขาดการออกกำลังกายแน่ ๆ ใช่ไหมคะ

มากระทู้น้ำหมักแต่ขอเสริมเรื่องวิ่งหน่อยค่ะ เพราะไม่ค่อยมีเวลาศึกษาเว็บเลย ทำ short cut กระทู้นี้ไว้หน้าจอเพราะคิดว่าคงได้แชร์เรื่องน้ำหมักกัน ตอนนี้หมักไว้หลายอย่างคิดว่าน่าจะพอแล้ว เพราะขั้นต่อไปเราก็ขยายต่ออย่างเดียวใช่ไหมคะ

อยากขอคำแนะนำเรื่องหมักอะไรไว้ซักผ้าดีคะผ้าจึงจะขาวไม่มีสีน้ำหมักติด และหมักระยะเวลาเท่าไรจึงจะนำมาซักได้ ตอนนี้เพิ่งเริ่มหมักเป็นแอลกอฮอล์อยู่ เลยสงสัยว่าเอามาใช้ได้เลยไหมคะ

ขอบคุณทุก ๆ ท่านมากเลยค่ะที่สละเวลาตอบคำถามให้กับคนมีปัญหาน่ะค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 233
ตอบโดย : ติ๊ก บ้านคลองทายร
(20/09/2012 21:42)

 
 
สวัสดีค่ะ
ขอเรียนถามคุณภูมิชีวิตและผู้รู้ค่ะ คือดิฉันมีปัญหาเรื่องผมหงอก ด้านหน้าขาวเกือบทุกเส้นแล้ว ไม่อยากใช้สารเคมีมาย้อมผมแล้วค่ะ อยากขอสูตรน้ำหมักที่นำมาหมักผมแล้วช่วยบรรเทาเรื่องผมหงอกได้ค่ะ
เคยไปอ่านอีกกระดานนึงทราบว่าคุณภูมิชีวิตมีสูตรน้ำหมักหน้าเด้ง จะขอสูตรด้วยได้มั้ยค่ะ (อยากหน้งเด้งบ้างอ่ะค่ะ)
รบกวนตอบด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 234
ตอบโดย : ติ๊ก บ้านคลองทราย
(20/09/2012 21:48)

 
 
แก้ไขชื่อ "ติ๊ก บ้านคลองทราย"
   

ความคิดเห็นที่ 235
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(20/09/2012 23:06)

 
 
ความคิดเห็นที่ 233
ตอบโดย : ติ๊ก บ้านคลองทายร
(20/09/2012 21:42)
สวัสดีค่ะ
ขอเรียนถามคุณภูมิชีวิตและผู้รู้ค่ะ คือดิฉันมีปัญหาเรื่องผมหงอก ด้านหน้าขาวเกือบทุกเส้นแล้ว ไม่อยากใช้สารเคมีมาย้อมผมแล้วค่ะ อยากขอสูตรน้ำหมักที่นำมาหมักผมแล้วช่วยบรรเทาเรื่องผมหงอกได้ค่ะ
เคยไปอ่านอีกกระดานนึงทราบว่าคุณภูมิชีวิตมีสูตรน้ำหมักหน้าเด้ง จะขอสูตรด้วยได้มั้ยค่ะ (อยากหน้งเด้งบ้างอ่ะค่ะ)
รบกวนตอบด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

สวัสดีครับคุณติ๊ก บ้านคลองทรายการที่จะเกิดผมหงอกขึ้นนั้นโดยทั่วไปก็ขึ้นกับ
วัยที่ย่างเข้าสู่ผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าหากว่า
ผมหงอกในขณะที่อายุยังน้อย ๆ นั่นอาจจะมีความ
ผิดปกติของระบบในร่างกายเกิดขึ้น...ก่อนอื่นต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าการที่ผมของเราหงอกนั้นเป็นไป
ตามวัยของเราตามธรรมชาติหรือไม่ สำหรับกับ
การที่ผมหงอกที่เป็นไปตามวัยโดยธรรมชาติ
ก็อาจจะทำได้เพียงชลอ หรือยับยั้งการเกิด
ผมหงอกโดยต้องบำรุงร่างกายในทุกระบบ
เพราะว่าสารอาหารบางอย่างก็มีส่วนช่วยในการ
บำรุงรักษาเส้นผมให้ดกดำและเงางามอยู่ได้
นานเท่านาน แต่ส่วนที่เป็นผมหงอกที่ขึ้นมาแล้ว
ไม่สามารถจะทำให้เป็นผมดำได้ ทำได้เพียง
ช่วยบำรุงเส้นผมที่จะเกิดใหม่ให้เป็นผมดำได้

สำหรับกับการที่ต้องการสูตร
น้ำหมักเพื่อใช้ในการหมักผมนั้นก็ไม่มีอะไร
ยุ่งยาก เพียงแต่คุณติ๊ก บ้านคลองทราย ก็ใช้
น้ำหมักจากดอกอันชัน ผสมกับน้ำหมักมะกรูด
ที่ได้อายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป นำมาใส่ผม
แล้วนวดให้ทั่วหนังศีรษะแล้วปล่อยทิ้งไว้เลย
ไม่ต้องล้างออก ทำทุกวันและหากต้องการที่
จะสระผมก็ใช้สูตรเดียวกันนี้แหละสระผมได้เลย
อาจจะรู้สึกว่าไม่มีฟอง(อย่าไปติดฟอง) ลองดูนะครับ

เอ่อ..สูตรหน้าเด้งหรือครับ ก็ไม่ใช่
เรื่องยากครับ คุณติ๊ก บ้านคลองทราย ก็พยายาม
เก็บน้ำฝาถังไว้ให้ได้อายุ 4 เดือนขึ้นไป แล้วก็นำมา
ใช้ทาใบหน้าทุก ๆ วันแค่นี้หน้าก็เด้งสมใจแล้วครับ
หรือไม่ก็ใช้น้ำหมักที่เป็นผลไม้ที่หมักได้อายุแล้ว
นั่นแหละครับนำมาทาใบหน้าแค่นี้ก็เด้งได้แล้วครับ
ผมหวังว่าคงช่วยให้คุณติ๊กฯ สวยสั่งได้นะครับ
.
   

ความคิดเห็นที่ 236
ตอบโดย : ตัวเล็ก
(21/09/2012 14:51)

 
 
น้ำฝาถังทาหน้า ก่อนอาบน้ำแล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 - 10 นาทีแล้วล้างออก...หน้าเด้ง รักษาฝ้าได้ด้วย...สิวก็ยุบ...คนที่เป็นหวานระดับน้ำตาลก็ลดลงมาในระดับ 100-150 ก็ถือว่า ดีมากสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมาเกิน 4 ปี..แต่ถ้าเป็นเบาหวานตั้งแต่แรกเริ่มเบาหวานก็คงจะหายได้..กินแรก ๆ อาจจะตัวร้อนเพราะมีการขับสารพิษออกจากร่างกาย บางคนท้องเสีย บางคนก็ง่วงนอน...สรุปแล้วดื่มน้ำหมักแล้วดีต่อสุขภาพ แต่ก่อนดื่มต้องผสมกับน้ำผึ้งหรือเจือจางกับน้ำด้วยเพราะเปรี้ยวไปเดี๋ยวไม่อร่อย...
   

ความคิดเห็นที่ 237
ตอบโดย : ตัวเล็ก
(21/09/2012 14:52)

 
 
น้ำฝาถังทาหน้า ก่อนอาบน้ำแล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 - 10 นาทีแล้วล้างออก...หน้าเด้ง รักษาฝ้าได้ด้วย...สิวก็ยุบ...คนที่เป็นหวานระดับน้ำตาลก็ลดลงมาในระดับ 100-150 ก็ถือว่า ดีมากสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานมาเกิน 4 ปี..แต่ถ้าเป็นเบาหวานตั้งแต่แรกเริ่มเบาหวานก็คงจะหายได้..กินแรก ๆ อาจจะตัวร้อนเพราะมีการขับสารพิษออกจากร่างกาย บางคนท้องเสีย บางคนก็ง่วงนอน...สรุปแล้วดื่มน้ำหมักแล้วดีต่อสุขภาพ แต่ก่อนดื่มต้องผสมกับน้ำผึ้งหรือเจือจางกับน้ำด้วยเพราะเปรี้ยวไปเดี๋ยวไม่อร่อย...
   

ความคิดเห็นที่ 238
ตอบโดย : krupen
(21/09/2012 19:20)

 
 
สวัสดีค่ะ
อาจารย์คะ ถ้าบอระเพ็ดที่นำมาหมัก ดิฉันสังเกตเห็นบอระเพ็ด มันจมอยู่ใต้น้ำหมดแล้ว และมีฝ้าสีขาวๆ ดิฉันจะต้องคนต่อไปไหมคะ หรือว่าหยุดคน ซึ่งตอนนี้อายุน้ำหมักได้
3 สัปดาห์ แล้วค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 239
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/09/2012 21:46)

 
 
จริง ๆ แล้วผลไม้หรือสมุนไพรที่นำมาหมักนั้น
ถ้าหากว่าชนิดใดหมักแล้วจมน้ำหมดเลย
การที่จะต้องคนก็ไม่จำเป็นแล้วครับ นอกจาก
ผลไม้และสมุนไพรบางชนิดที่ลอยน้ำไม่ยอมจม
ถึงจะต้องใช้วิธีคนโดยให้สลับกันจากล่างขึ้นบน
จนกว่าผลไม้หรือสมุนไพรนั้นจะจมน้ำครับ การเกิด
ฝ้าขาว ๆ ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ ก็ปล่อย
ไปอย่างนั้นจนกว่าจะได้อายุของการหมักครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 240
ตอบโดย : ติ๊ก บ้านคลองทราย
(21/09/2012 22:26)

 
 
ขอบคุณคุณภูมิชีวิตและคุณตัวเล็กมากนะคะ ตอนนี้มีน้ำหมักมะกรูดแล้ว เดี๋ยวจะรีบหมักอัญชันค่ะ ดิฉันเพิ่งจะเริ่มหมักค่ะกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำหมักอยู่ ทึ่งในคุณประโยชน์ของน้ำหมักมาก(ไม่รู้ไปงมโข่งอยู่ไหนตั้งนาน๕๕๕) เข้ามาอ่านที่กระทู้นี้แล้วได้ความรู้เรื่องน้ำหมักมากมาย รู้สึกว่าชีวิตมีความหวังขึ้นเยอะเลย แล้วจะเข้ามารายงานผลนะคะ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 241
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/09/2012 23:09)

 
 
ความคิดเห็นที่ 232
ตอบโดย : สดใส
(20/09/2012 20:52)
อยากขอคำแนะนำเรื่องหมักอะไรไว้ซักผ้าดีคะผ้าจึงจะขาวไม่มีสีน้ำหมักติด และหมักระยะเวลาเท่าไรจึงจะนำมาซักได้ ตอนนี้เพิ่งเริ่มหมักเป็นแอลกอฮอล์อยู่ เลยสงสัยว่าเอามาใช้ได้เลยไหมคะ


สำหรับกับการที่จะใช้น้ำ
หมักในการซักผ้านั้นส่วนมากจะใช้น้ำหมัก
ที่เรียกว่าพลอยเพ็ชร หรือน้ำหมักจากผลไม้
เป็นส่วนใหญ่ สำหรับกับอายุการหมักนั้น
จากประสบการณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บางคนหมักได้ 6 เดือนก็นำมาใช้ แต่บางคน
ก็รอให้ได้อายุเป็นปีถึงนำมาใช้ ไม่แน่นอน
ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองว่าจะใช้แบบไหนอย่างไร
และน้ำหมักที่ได้อายุแล้วหากนำมาใช้ซักผ้า
สีของน้ำหมักจะไม่ติดเสื้อผ้าอยู่แล้ว เว้นแต่
วิธีการนำน้ำหมักขึ้นมาจากถังหมักถ้าไม่ได้กรอง
ก็อาจจะมีสิ่งปนเปื้อนจากกากผลไม้ติดมาด้วยได้
และเมื่อนำไปใช้ซักผ้าก็อาจจะทำให้ติด
เสื้อผ้าได้ครับ สิ่งเหล่านี้ผมอยากให้ทดลองได้
ด้วยตัวของคุณเองครับ แล้วคำตอบที่เราได้ก็
จะเป็นคำตอบที่ถูกต้องชัดเจนครับ
   

ความคิดเห็นที่ 242
ตอบโดย : สดใส
(21/09/2012 23:43)

 
 
ขอบคุณคุณภูมิชิวิตมากค่ะ ถ้าการนำน้ำหมักมาซักผ้าได้แทนสารซักฟอกได้ก็จะเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ สำหรับสิ่งแวดล้อมของโลกเรานะคะ ตอนนี้หมักได้เดือนเดียวเอง คงต้องรอไปก่อนให้น้ำใส ๆ ... เดินกลับเข้าสู่ยุคบรรพบุรุษเรารู้สึกว่ามีความสุขมากกว่าเดินเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี อุตสาหกรรมพวกนั้นนะคะ
   

ความคิดเห็นที่ 243
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(22/09/2012 16:04)

 
 
ความคิดเห็นที่ 242
ตอบโดย : สดใส
(21/09/2012 23:43)
ขอบคุณคุณภูมิชิวิตมากค่ะ ถ้าการนำน้ำหมักมาซักผ้าได้แทนสารซักฟอกได้ก็จะเป็นอะไรที่ดีมาก ๆ สำหรับสิ่งแวดล้อมของโลกเรานะคะ ตอนนี้หมักได้เดือนเดียวเอง คงต้องรอไปก่อนให้น้ำใส ๆ ... เดินกลับเข้าสู่ยุคบรรพบุรุษเรารู้สึกว่ามีความสุขมากกว่าเดินเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี อุตสาหกรรมพวกนั้นนะคะ

ด้วยความยินดีครับ แสดงว่า
คุณสดใส เริ่มสัมผัสได้กับความเป็นธรรมชาติ
ของทุกสรรพสิ่งได้แล้วครับ เป็นสิ่งที่สร้างสรรค์
ที่ดีนะครับ...โดยเฉพาะจิตที่สัมผัสได้กับธรรมชาติย่อมจะได้รับความมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งครับ
   

ความคิดเห็นที่ 244
ตอบโดย : สดใส
(23/09/2012 06:38)

 
 
สวัสดีค่ะคุณภูมิชีวิต ขอบคุณที่เข้ามาช่วยจรรโลงโลกให้สดใสค่ะ สดใสคิดหาคำตอบมานานว่าเราจะอยู่ได้อย่างไรโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี หมอแผนปัจุจุบันที่รักษาโรคตามตำราแบบกดปุ่มคอมพิวเตอร์ สั่งยาให้กินแบบไม่นึกว่าร่างกายมนุษย์จะรับได้ขนาดไหน สั่งตามแต่ที่เรียนมา ถ้าน้ำมูกไหลเอาไปยาลดน้ำมูก ถ้าไอเอาไปยาละลายเสมหะแก้ไอไป ถ้าหมอดีหน่อยเขาจะไม่ให้ยาลดน้ำมูก มีไข้เอาไปยาพารา คออักเสบเอาไปยาแก้อักเสบ ที่จริงแล้วอาการพวกนี้รักษาได้แค่วิตามินซี1000-2000 มกต่อวัน และยาฟ้าทะลายโจร 2-3 เม็ดวันละ 3 ครั้ง แค่ 2-3 วันก็หาย ผิวหนังมีผื่นเอาไปยาแก้แพ้ แพ้อากาศเอาไปยาแก้ภูมิแพ้ ที่จริงแล้ว รักษาด้วยการจัดการที่อยู่อาศัย อากาศให้ดี อาหารให้ถูกต้อง ออกกำลังกายให้แข็งแรงเสมอ แบบนี้ไม่ค่อยจะบอกมา มีหมอที่ดี ๆ บางท่านจึงจะแนะนำมา โรคเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ไม่น่าจะต้องให้สารเคมีขนาดนั้น แล้วพวกคนสูงอายุล่ะ เบาหวาน ความดัน หัวใจ ไขมัน สั่งยาให้กินเป็นกำผลตามมาคือโรคไต สั่งเจาะเลือดตรวจแทบทุกเดือนเป็นว่าเล่น คนไข้ก็ไปรุมแย่งให้เจาะกันอย่างน่าเศร้า ไม่รู้ว่าหมออยากจะขายยาหรือจะรักษาคนไข้ บ่นไปไม่รู้ว่าเราจะต้องไปร่วมกับเขาด้วยไหมสักวันหนึ่ง

น้ำหมักเหมือนน้ำทิพย์ที่จะช่วยบำบัดโลกเราได้ทุกมุมปัญหาจริง ทั้งคนและสภาพแวดล้อม ที่แท้จุลินทรีย์นี่เองที่ช่วยรักษาโลกอย่างแท้จริง เมื่อก่อนรู้จักแต่จุลินทรีย์ในแง่ร้ายกัน หายาและสารเคมีมาป้องกัน จุลินทรีย์ดี ๆ ไม่ค่อยจะนึกถึง

ดีใจที่ชาวนักวิ่งบางขุนเทียน ได้ช่วยกันให้ความรู้และความมั่นใจเกี่ยวกับน้ำหมักกันค่ะ ถ้าไม่มีใครยืนยันว่าดีจริง ๆ ก็ไม่มีใครกล้าใช้กัน เราจะได้ลดการใช้สารเคมีทำลายสิ่งแวดล้อมเสียที อยากกลับไปสู่ยุคที่คนเดินทางไปไหนมาไหนโดยใช้เกวียน รถม้ากันเร็ว ๆ น้ำหมักทำได้ทุกอย่างแบบนี้ก็สบายใจจังค่ะ ไม่ว่าจะทำการปลูกพืชผักเลี้ยงชีพ น้ำยาทำความสะอาด ยารักษาโรค ตอบปัญหาปัจจัยสี่ของมนุษย์ได้แบบง่าย ๆ ไม่ยากเหมือนยุคอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่เฟื่องฟู ทำให้เรามองชีวิตสับสนไปหมด ทุกอย่างต้องทำอย่างเร่งรีบเพื่อจะได้มีเงินไปจับจ่ายใช้สอยในการดำรงชีวิต ทุกสิ้นเดือนมุ่งหน้าไปซุปเปอร์มาเก็ต สรรหาอาหารสารพิษ สารเคมีมาบริโภคใช้สอย เสื้อผ้ารองเท้าก็ต้องสรรหามาให้ดูใหม่ตาเสมอ สิ้นเปลืองที่สุด น้ำหมักทำให้เราไม่ต้องแคร์สังคมมาก อยู่ได้แค่ชุดม่อฮ่อมชาวนาสองชุดก็พอผลัดเปลี่ยนซัก เครื่องซักผ้าก็ไม่ต้องใช้ เปลืองไฟ จินตนาการไปมาก็เข้าไปแนวของชาวบุญนิยมเขานั่น เพียงแต่เราไม่ยุ่งการเมืองอย่างเขา

ทุกวันนี้เริ่มใช้น้ำปะคำดีควายล้างจานทุกวันเลย ไม่ได้หมักด้วยเพราะรอไม่ไหว ต้มคั้นกรองใส่ขวดกดใช้ สะอาดมากเลยค่ะแม้ว่ามันจะไม่หอมไม่ฟอง ก็ต้องอาศัยเวลาทำความคุ้นเคยไปก่อน เหลือแต่ซักผ้านี่แหละ เห็นว่าเอาน้ำด่างมาซักได้สะอาด แต่คนเมืองอย่างเราจะไปเอาขี้เถ้าที่ไหนกัน น่าสงสารแม้แต่ขี้เถ้ายังหาไม่ได้ นี่ว่าจะต้องไปตระเวนขอแม้ค้ามันปิ้งตามตลาดดู

น้ำท่วมปีนี้คงไม่เน่าแน่ ๆ ค่ะ เพราะน้ำหมักเริ่มแพร่ขยายสู่ประชาชนคนเมืองแล้ว

ขอให้ชาวนักวิ่งมีสุขภาพดีทุกท่านค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 245
ตอบโดย : santirawit
(24/09/2012 02:55)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 246
ตอบโดย : ติ๊ก บ้านคลองทราย
(1/10/2012 13:12)

 
 
สวัสดีค่ะ
ขอสอบถามว่า
1.ถ้าช่องว่างระหว่างน้ำหมักกับฝาถังเหลือที่ว่างน้อยจะมีผลอะไรหรือไม่ค่ะ คือถ้งหมักลำใย มะขามป้อมและบอระเพ็ด มีช่องว่างเหลือประมาณสองนิ้วอ่ะค่ะ จะต้องเปลี่ยนเป็นถังใหญ่กว่าไหมค่ะ ตอนนี้หมักได้สองอาทิตย์แล้วค่ะ
2.การเอาน้ำฝาถังหรือน้ำหมักผลไม้มาทาหน้า ต้องล้างออกไหมค่ะ
ขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 247
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(1/10/2012 21:39)

 
 
ความคิดเห็นที่ 246
ตอบโดย : ติ๊ก บ้านคลองทราย
(1/10/2012 13:12)

สวัสดีค่ะ
ขอสอบถามว่า
1.ถ้าช่องว่างระหว่างน้ำหมักกับฝาถังเหลือที่ว่างน้อยจะมีผลอะไรหรือไม่ค่ะ คือถ้งหมักลำใย มะขามป้อมและบอระเพ็ด มีช่องว่างเหลือประมาณสองนิ้วอ่ะค่ะ จะต้องเปลี่ยนเป็นถังใหญ่กว่าไหมค่ะ ตอนนี้หมักได้สองอาทิตย์แล้วค่ะ



หากช่องว่างระหว่างขอบถังหมักมีน้อย เมื่อเวลาเกิดก๊าซอาจจะทำให้น้ำหมักดันล้นออกมานอกถังได้ และก็จะทำให้ฝาถังเปื้อนติด
ฝาถัง ผมว่าน่าจะสัก 3 นิ้ว กำลังดีครับ เพราะพืชที่นำมาหมักบางอย่างลอยขึ้นมาติดฝาถังครับ แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถังก็ได้ครับ หมั่นคอยเช็ดฝาและถังให้สะอาดก็โอเคนะครับ
***************************************


2.การเอาน้ำฝาถังหรือน้ำหมักผลไม้มาทาหน้า ต้องล้างออกไหมค่ะ
ขอบคุณค่ะ


อย่าลืมว่าการนำน้ำฝาถัง
มาทาหน้านั้น ควรเป็นน้ำฝาถังที่ผ่านการหมักมาได้อายุพอสมควรแล้วครับ และต้องดูว่า สิ่งที่นำมาหมักนั้นมีสารเคมีปนเปื้อนมามากน้อยแค่ไหน...
เมื่อใช้น้ำฝาถัง หรือน้ำหมักผลไม้ที่ได้อายุแล้ว...
มาทาหน้าก็ไม่จำเป็นต้องล้างออกครับ...
จะล้างก็ต่อเมื่อต้องการล้างหน้าเท่านั้นครับ...
และเมื่อล้างหน้าแล้ว ก็ควรใช้น้ำฝาถัง..หรือน้ำ
หมักผลไม้ทาหน้าแล้วปล่อยทิ้งไว้เลยโดย
ไม่ต้องล้างออกครับ...สำหรับผม...ผมคิดว่า
ควรจะใช้น้ำฝาถัง หรือน้ำหมักผลไม้นั่นแหละครับ
ล้างใบหน้าแทนใช้น้ำครับ...สุดยอดครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 248
ตอบโดย : ติ๊ก บ้านคลองทราย
(1/10/2012 22:23)

 
 
ขอบคุณคุณภูมิชีวิตมากนะคะ คิดว่าน่าจะเปลี่ยนถังดีกว่านะคะ
ส่วนน้ำฝาถังจะนำไปใช้ดูค่ะ แต่คงต้องรออีกหลายเดือน..
   

ความคิดเห็นที่ 249
ตอบโดย : จาจ้า
(5/10/2012 12:25)

 
 
สวัสดีครับคุณภูมิชีวิต ผมขอถามเรื่องน้ำหมัก
คือผมหมัก ลูกยอ และ ส้มกุ้ง ได้ 11เดือนแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ปกติดีเหมือนผลไม้ที่หมักทั่วไป ประมาณเดือนที่ 7ถึงปัจจุบันมันเกิด เนื้อวุ้นมีลาหรือสปอร์ปะที่หน้าของ 2ตัวนี้ กลิ่นก็ไม่มีบูด พอกดให้จมลงอีกไม่นานก็เกิดขึ้นอีก
รอบๆบริเวณที่ตั่งอากาศโล่ง ถ่ายเทสะดวก ไม่มีแดดสองถึง นี้เป็นข้อมูลคล้าวๆ
อย่ากทราบว่า มันเป็นอะไร เสียหรือเปล่า
ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 250
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(5/10/2012 13:51)

 
 
สวัสดีครับคุณจาจ้า...จากประสบการณ์
ของผมอาการเหล่านี้เป็นเรื่องปกติสำหรับ
ลูกยอครับ จริง ๆ แล้วควรจะนำเมล็ดลูกยอ
ออกเมื่อหมักได้อายุแล้ว เพราะว่าเมล็ดลูกยอ
จะลอยและก็จะดันให้กากลูกยอนั้นลอยขึ้นด้วย
และเมื่อลอยตัวอยู่นาน ๆ ในส่วนที่ไม่จมน้ำ
ก็จะมีปัญหาการขึ้นราก็ต้องหมั่้นกดให้จมแต่
เดี๋ยวก็เป็นอีก ทางที่ดีที่สุดผมเห็นว่าควรนำเมล็ด
ลูกยอออก และเมื่อนำเมล็ดลูกยอออกแล้ว ทีนี้
เนื้อลูกยอทั้งหมดก็จะจมอยู่ก้นถัง และจะเกิดวุ้น
ได้ง่ายครับ แต่อาการที่เล่ามานั้นดีแล้วครับ
ที่ยังไม่มีกลิ่นบูด แต่บางครั้งระหว่างการขึ้นรา
กับการเกิดวุ้นก็อาจจะเกิดพร้อม ๆ กันได้ลอง
หมั่นสังเกตุดูนะครับ ผมไม่ทราบว่าลูกยอนั้น
หมักรวมกับส้มกุ้ง หรือว่าแยกกันหมักครับ
ความเห็นของผมไม่ควรหมักลูกยอรวมกับ
ชนิดอื่น ๆ นะครับ เพราะคุณสมบัติของลูกยอ
นั้นมีรสชาดที่ดีและสามารถนำไปต่อยอด
ได้อีกหลาย ๆ อย่างครับ โดยเฉพาะเนื้อ
ลูกยอนั้นอร่อยมากครับประโยชน์ก็
มากด้วยครับ
   

ความคิดเห็นที่ 251
ตอบโดย : santirawit
(8/10/2012 10:24)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 252
ตอบโดย : krupen
(9/10/2012 16:53)

 
 
สวัสดีค่ะอาจารย์

1. ดิฉันหมัก ลูกยอ สมอ บอรเพ็ด ลำไย
อายุได้ 2 เดือน ตอนนี้ ลูกยอ สมอ บอรเพ็ด ลำไย
ได้จมอยู่ใต้น้ำแล้วทั้งหมด ดิฉันต้องทำอย่างไรต่อ
ควรที่จะใช้ไม้พายคนต่อไปหรือหยุดคนคะ
2. ถ้าเป็นโรคกระดูกพรุน ควรจะทานน้ำหมักอะไร
ดีคะ อาจารย์เคยเจอ กรณีแบบนี้ไหมคะ ขอคำแนะนำหน่อย
ค่ะ
ขอบคุณค่ะ

   

ความคิดเห็นที่ 253
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(10/10/2012 15:39)

 
 
1. ดิฉันหมัก ลูกยอ สมอ บอรเพ็ด ลำไย
อายุได้ 2 เดือน ตอนนี้ ลูกยอ สมอ บอรเพ็ด ลำไย
ได้จมอยู่ใต้น้ำแล้วทั้งหมด ดิฉันต้องทำอย่างไรต่อ
ควรที่จะใช้ไม้พายคนต่อไปหรือหยุดคนคะ

1.ก่อนอื่นขอถามว่า ของที่หมักแต่ละชนิดนั้น
แยกกันหมัก หรือว่ารวมหมักในถังเดียวกัน
ถ้าหากว่าแยกกันหมักแต่ละชนิดนั้นถูกต้องแล้วครับ
อายุ 2 เดือนแล้วจมอยู่ใต้น้ำทั้งหมดก็ไม่ต้อง
ทำอะไรเขาแล้วครับ หมั่้นเช็ดขอบถังให้
สะอาดก็พอครับ แล้วก็ปล่อยไปหลาย ๆ วันก็
มาเปิดมาเยี่ยมชมเขาบ้าง หรือมาคุยกับเขาบ่อย ๆ
ดูความเป็นไปของเขาจะทำให้สุขภาพจิตของเราดีมากครับ


2. ถ้าเป็นโรคกระดูกพรุน ควรจะทานน้ำหมักอะไร
ดีคะ อาจารย์เคยเจอ กรณีแบบนี้ไหมคะ ขอคำแนะนำหน่อย ค่ะ
ขอบคุณค่ะ

2.เข้าใจว่าคุณkrupen น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการเข้าสู่วัยทอง และมีปัญหาเกี่ยวกับระดับฮอร์โมนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กระดูกเปราะ
บางและหักง่าย ผมเคยเจอมาพอสมควร
เอาเป็นว่าการดื่มน้ำหมักสามารถจะช่วย
ในเรื่องการปรับสมดุลย์ให้กับร่างกายโดย
ในน้ำหมักที่ดื่มเข้าไปสามารถไปเสริมสร้าง
ซ่อมแซม และบำรุง ระบบในร่างกาย
ทุกระบบ โดยกรดอะมิโน ที่มีอยู่ในน้ำหมักจะ
ไปทำหน้าที่เหล่านั้น และในน้ำหมักนั้นไม่ใช่ว่า
จะมีแต่กรดอะมิโนเท่านั้น ยังมีจุลินทรีย์..
กรดไขมัน กรดแลคติค วิตามินและเกลือแร่
ที่มีอยู่ในพืช รวมทั้งคุณสมบัติทางยาของ
สมุนไพรแต่ละชนิด ผมอยากจะบอกถึงความ
อัศจรรย์ของน้ำหมักนี้ แต่คิดว่าขอให้ผู้ที่ใช้
น้ำหมักได้สัมผัสด้วยตัวเองจะดีกว่าครับ สิ่ง
ที่ผมอยากให้ทุกคนที่ใช้น้ำหมักนั้นมี..ก็คือ
ศรัทธา...ครับ เราต้องแยกความศรัทธากับความ
งมงายออกจากกันด้วยนะครับ..เมื่อเราปฏิบัติ
ในสิ่งที่เราศรัทธาแล้วพลังแห่งการบำบัดก็
จะเกิดขึ้นกับตัวของคุณเองครับ การใช้
ธรรมชาติในการบำบัดต้องใช้เวลาครับ แต่
ปลอดภัยและสบายใจได้ครับ..กระดูกพรุน
ไม่ใช่เรื่องใหญ่ครับลองตั้งใจทำดูสิครับ
น้ำหมักที่ควรดื่ม หลัก ๆ ก็ สมอ..ลูกยอ
มะขามป้อม...บอระเพ็ด..ลิ้นจี่..และลำใย
ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวและหมักได้อายุแล้วครับ
หรือไม่ก็เน้นเป็นพืชกลุ่มสมุนไพรครับ
ผมอยากจะขอให้คุณkrupen ค้นหาความอัศจรรย์
ของน้ำหมักนี้ด้วยตัวของคุณเองครับ แล้วเดี๋ยว
ทุกคำตอบก็จะสว่างขึ้นมาเองครับ...ขอให้
คุณkrupen มีความสุขกับการหมักนะครับ..
   

ความคิดเห็นที่ 254
ตอบโดย : santirawit
(11/10/2012 21:12)

 
 
krupen หมักได้เก่งมากครับ ผม 6 เดือนบางตัวยังไม่จมเลยครับ มีเคล็ดลับอะไรช่วยบอกด้วยครับ
   

ความคิดเห็นที่ 255
ตอบโดย : สุ
(16/10/2012 23:50)

 
 
ป้าคนนี้มีข่าวโดนจับแล้วไม่ใช่หรือที่คนหยอดตาบอดจากน้ำหมัก
   

ความคิดเห็นที่ 256
ตอบโดย : มือใหม่หัดหมัก
(17/10/2012 20:34)

 
 
ดิฉันทดลองเอาหญ้าปักกิ่งมาหมัก ไม่ทราบว่าเมื่อหมักได้อายุแล้วจะมีสรรพคุณทางยาอย่างไร(ตอนที่มันสดก็กินเป็นผัก เขาบอกว่ามันช่วยต้านมะเร็งได้) ท่านใดรู้ช่วยแนะนำด้วย จักขอบคุณอย่างสูงค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 257
ตอบโดย : krupen
(19/10/2012 17:52)

 
 
สวัสดีค่ะ อ. สันติรวิทย์

ที่ท่าน อ.สันติรวิทย์ ถามว่ามีเคล็ดลับอะไร เกี่ยวกับหมัก ลูกยอ มะขามป้อม บอระเพ็ด ลำไย สมอ เพราะอายุหมักได้ 2 เดือน ถึงจมหมด ตัวดิฉันเองก็ไม่มีความรู้อะไรหรอกก็อาศัยว่าใจรักที่จะทำ ก็ดูแลโดยการคน เช้า - เย็น ทุกวันเป็นเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เริ่มหมัก ทำแบบนี้ทุกวัน จนผลไม้มันนิ่งและมีฝ้าสีขาวเกิดขึ้น ก็ไม่เข้าใจว่าจะทำอะไรต่อจึงได้เรียนถามมาในความคิดเห็นที่ 253 และก็ได้
คำตอบจากท่าน อ. ภูมิชีวิต ว่าไม่ต้องทำอะไร 1 สัปดาห์
ก็เปิดพูดคุยทักทายน้ำหมัก ตอนนี้ก็สบายใจและมีความสุขกับการหมักมาก และที่สำคัญ ขอให้ อาจารย์อยู่ตอบคำถามคู่กับเวบไซด์นี้ตลอดไป
   

ความคิดเห็นที่ 258
ตอบโดย : santirawit
(22/10/2012 17:40)

 
 
ขอบคุณครับ krupen แสดงว่าคงหมักได้อย่างถูกวิธี ทุกขั้นตอน หากถูกวิธีแล้วน้ำหมักจะเป็นยาได้เร็วครับ

เป็นฝ้าขาวถูกต้องแล้วครับปล่อยไว้ระยะหนึ่งฝ้าขาวจะค่อยๆหายไป จะกลายเป็นวุ้นแทน ขอให้มีความสุขกับการหมักนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 259
ตอบโดย : santirawit
(22/10/2012 17:57)

 
 
ตอบคุณมือใหม่หัดหมักครับ

หญ้าปักกิ่ง หรือหญ้าเทวดาใช้รักษาอาการเจ็บคอและมะเร็ง
เป็นสมุนไพรที่มีสารสำคัญในการยับยั้งมะเร็งหลายชนิด
เช่น มะเร็งในคอ ตับ มดลูก ลำไส้ ผิวหนัง เม็ดเลือด
โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ


ผมยังไม่มีประสบการกับหญ้าชนิดนี้กับผู้ป่วยครับ ได้ยินมาค่อนข้างบ่อย เลยลองนำมาหมักดู ได้ 6 เดือนแล้ว ยังนำมาทานไม่ได้ หมักใหม่ๆกลิ่นออกจะแรงสักหน่อย ถ้าพึ่งหมักอย่าคิดว่าเสียนะครับ กลิ่นจะค่อยๆเบาลงไปเอง ไว้มีประสบการจะมาเล่าให้ฟังครับ
   

ความคิดเห็นที่ 260
ตอบโดย : มือใหม่หัดหมัก
(23/10/2012 20:46)

 
 
ขอบพระคุณค่ะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็จะรอเรียนรู้ไปพร้อมกับคุณ santirawit เหมือนกันค่ะ ดิฉันเคยแต่กินสด เห็นว่าที่ปลูกไว้มีมากพอหมักก็เลยลองมาหมักดู เพราะได้ยินเขาพูดถึงการนำพูคาวตองมาหมักก็เห็นว่ามีสรรพคุณที่ดีน่าสนใจเลยคิดว่าหญ้าปักกิ่งก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน..

   

ความคิดเห็นที่ 261
ตอบโดย : krupen
(24/10/2012 14:13)

 
 
สวัสดีค่ะ อาจารย์

ดิฉันหมักดอกอัญชัญ ซึ่งตอนชั่งดูมีน้ำหนัก 4 ขีด
ก็เลยมาหารสัดส่วนเฉลี่ยของ น้ำตาล และน้ำ ซึ่งสูตร
ของการหมักคือ 1 (น้ำตาล) 3 (ผลไม้) 5 (น้ำสะอาด)
ให้ใกล้เคียงกับดอกอัญชัญ น้ำก็ประมาณ 800 มิลลิลิตร
ตอนนี้มีปัญหาก็คืออายุของดอกอัญชัญที่หมัก ได้ 2 เดือน แต่มีวุ้นหนา 2 เซนติเมตร น้ำหมักก็ลดหายไป
เพราะวุ้นกินน้ำด้วยค่ะ จะนำน้ำมาใช้ก็ยังไม่ถึง 4 -6 เดือน เลยไม่กล้าใช้ กังวลว่าถึงเวลาใช้จริงตอนน้ำหมักได้อายุ อาจจะมีแต่วุ้น ดิฉันจะเติมน้ำตาลและน้ำเพิ่ม
ได้ไหมคะ ขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 262
ตอบโดย : santirawit
(25/10/2012 00:40)

 
 
แนะนำอย่างนี้ครับ krupen
ให้แยกวุ้นออกมาหาถังใส่ใหม่ผสมน้ำกับน้ำตาลตามส่วน ปริมาณให้ท่วมวุ้น เลี้ยงวุ้นไว้ต่างหากจะได้ ทั้งน้ำดอกอัญชัญ และวุ้นดอกอัญชัญสองอย่างควบคู่กันไป หรือจะเติมน้ำและน้ำตาลตามลงไปก็ได้ แต่วุ้นก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็จะกินน้ำเร็วมากครับ แล้วแต่สะดวกครับ

krupen มีจิตใจดี วุ้นเกิดเร็วมากครับ
   

ความคิดเห็นที่ 263
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/10/2012 21:56)

 
 
krupen มีจิตใจดี วุ้นเกิดเร็วมากครับ


ถ้าหากเราให้จิตใจที่ดีกับเขา หมั่นคอยดูแล
เอาใจใส่เขา เขาก็จะตอบแทนสิ่งที่ดี ๆ
ให้กับเราอย่างมากมายและเราก็จะสัมผัสกับ
ความสุขได้ทั้งกายและใจครับ ทุก ๆ อย่าง
จงพยายามเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ จากนั้นก็
เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไว้ให้มาก ผมเชื่อว่าอีก
ไม่นานประสบการณ์จะสอนเราให้เข้าใจเองครับ
จากที่ผมได้อ่านการทำน้ำหมักของคุณ krupen
อยากบอกว่าไม่ง่ายครับที่หมัก 2 เดือนแล้วขึ้นวุ้น
ได้ และวุ้นหนาถึง 2 เซ็นติเมตร นี่ไม่ธรรมดานะครับ
อย่างกับที่ท่านประธานสันติรวิทย์พูดไว้ว่า
"คุณkrupen มีจิตใจดี วุ้นเกิดเร็วมากครับ"
เป็นการพูดที่ถูกต้องที่สุดแล้วครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 264
ตอบโดย : krupen
(29/10/2012 05:50)

 
 
สวัสดีค่ะ อาจารย์
ขอบพระคุณอาจารย์ที่ได้ให้คำแนะนำเรื่อง
การเลี้ยงวุ้นค่ะ ตอนนี้ดิฉันสนใจการหมักแก้วมังกร
ไม่ทราบว่าเวลาหมักต้องปอกเปลือกออกไหมคะ
หรือว่าล้างให้สะอาดแล้วนำมาแช่น้ำพลอยเพชร
หลังจากนั้นก็นำไปหมักทั้งผลเลยค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 265
ตอบโดย : santirawit
(14/11/2012 08:44)

 
 
หายไปหลายวัน อ.มานพก็เงียบไป ช่วงนี้งานเยอะ ขอโทษด้วยที่ตอบช้าครับ

ตอนนี้ดิฉันสนใจการหมักแก้วมังกร
ไม่ทราบว่าเวลาหมักต้องปอกเปลือกออกไหมคะ
หรือว่าล้างให้สะอาดแล้วนำมาแช่น้ำพลอยเพชร
หลังจากนั้นก็นำไปหมักทั้งผลเลยค่ะ


การหมักสูตรของป้าเช็งผลไม้ทุกชนิดให้หมักทั้งเปลือกเลยครับ ในเปลือกของผลไม้บางชนิดมีประโยชน์มากกว่าเนื้อของผลไม้ซะอีก ครับล้างให้สะอาดแล้วนำมาแช่น้ำพลอยเพชร
หลังจากนั้นก็นำไปหมักทั้งผลเลย ควรหั่นเป็นชิ้น แบ่งสี่ก็ได้ครับ จะได้ผลเร็วขึ้นครับ
   

ความคิดเห็นที่ 266
ตอบโดย : สายหมอก
(16/11/2012 22:23)

 
 
ถ้าเราแยกวุ้นมาแล้วให้ละลายนำตาลเติมทั้งถังวุ้นและก็หัวเชื้อด่วยใช่ไหมคะ แล้วสรรพคุณของเค้าจะไม่จืดจางไปหรือคะ เพราะผลไม้ก็ไม่ได้เพิ่มใหม่ ตอนนี้ก็เกิดวุ้นหลายถังเหมือนกันค่ะ ใส่ถังใบเล็กพอเกิดวุ้นก็เกือบจะเต็มถังกดแทบไม่ลงแล้วค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 267
ตอบโดย : santirawit
(17/11/2012 11:26)

 
 
ถ้าเราแยกวุ้นมาแล้วให้ละลายนำตาลเติมทั้งถังวุ้นและก็หัวเชื้อด่วยใช่ไหมคะ

ใช่แล้วครับในถังวุ้นต้องเติมอยู่เสมอเพราะวุ้นจะต้องมีน้ำเลี้ยงไว้ตลอดถ้าแห้งเมื่อไร จะทำให้เสียได้ครับ ส่วนในถังผลไม้ถ้ายุบก็เติมให้เท่าปริมาณเดิม


แล้วสรรพคุณของเค้าจะไม่จืดจางไปหรือคะ เพราะผลไม้ก็ไม่ได้เพิ่มใหม่


สรรพคุณจะไม่จืดจางหรอกครับแต่หลังจากเติมน้ำตาลแล้วยังไม่ควรนำไปดื่มทันที สังเกตุได้จากตอนใส่น้ำตาลลงไปน้ำจะขุ่น รอจนใสดีแล้วจึงนำมาดื่มได้ครับ ตอนที่น้ำยังขุ่นสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานไม่ควรนำมาดื่มเพราะน้ำตาลยังเข้มข้น จุรินทรีย์ยังกินไม่หมด อาจมีผลกับผู้ที่เป็นเบาหวานได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานดื่มได้ครับ


ตอนนี้ก็เกิดวุ้นหลายถังเหมือนกันค่ะ ใส่ถังใบเล็กพอเกิดวุ้นก็เกือบจะเต็มถังกดแทบไม่ลงแล้วค่ะ


แนะนำให้ใช้ถังใบใหญ่ขนาด 120 ลิตรไว้ใส่วุ้นโดยเฉพาะ ถังไหนเกิดวุ้นก็นำมาใส่รวมได้เลย

ควรนำวุ้นมาทานเป็นประจำ สรรพคุณของวุ้นมีมากกว่าน้ำที่หมักซะอีกไม่ทานวุ้นวุ้นก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าทานทุกวันผมว่าบางทีวุ้นอาจเกิดไม่ทันคนกินซะอีก

   

ความคิดเห็นที่ 268
ตอบโดย : yodnoy92
(21/11/2012 21:18)

 
 
สวัสดีครับคุณ santirawit
และ อาจารย์ภูมิชีวิตผมหายไปนาน ก็มือใหม่หัดหมักเลยไม่ได้เข้ามาในเวบ หวังว่าท่านทั้งสองคงสบายดีนะครับและเป็นที่พึ่งของคนทุกข์ยาก
   

ความคิดเห็นที่ 269
ตอบโดย : santirawit
(22/11/2012 10:54)

 
 
ขอบคุณครับคุณยอด มีประสบการอะไร มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ จะเป็นประโยชน์กับคนอีกมากมายครับ
   

ความคิดเห็นที่ 270
ตอบโดย : yodnoy92
(23/11/2012 22:27)

 
 
สวัสดีครับคุณ santirawit
1--ประสบการณ์ของผม ก็ไม่มีอะไรเด่นชัด สายตาด้านซ้ายก็ยังมัวอยู่
2—ส่วนอย่างอื่นก็มีอาการที่เสียวไกล้ๆกระเพาะปัสสวะนั้นค่อยๆหายไปหลังจากดื่ม
น้ำเอ็นไซม์ได้ประมาณ 2 เดือน
3—ที่เห็นชัดหน่อย คือ หลังจากใช้น้ำเอ็นไซม์หมักผมแล้วประมาณ 2 เดือน ก็เห็นผม
ใหม่เริ่มงอกในบริเวณที่หลุดร่วงไป
4—ผมหมักสมุนไพรสำหรับบำรุงผมไว้หลายชนิดคงอีกหลายเดือนกว่าจะใช้ได้
5— ผมมีคำถามครับ ผมหมักสมุนไพรไว้ กว่า 20 ชนิด รวมกันบ้างและแยกกันบ้าง
อายุตั้งแต่ 1 สัปดาห์ จนถึง 2 เดือนกว่า มี 3-4 ชนิดที่เริ่ม เป็นวุ้น
A-ดอกอัญชันยังไม่จมดีเลยแต่เริ่มเป็นวุ้นแล้วหมักได้ประมาณเดือนกว่าๆผมควร
ทำอย่างไร
B- ลูกยอก็ยังไม่จมดีก็เริ่มเป็นวุ้นเช่นกันเมล็ดก็ลอย-ต้องรอให้จมหมดก่อนหรือเปล่า-ต้องช้อนเมล็ดทิ้งหรือเปล่า-มังคุดและมะเฟืองก็เริ่มเป็นวุ้น –ต้องเอาแยกไปหมักในถังใหม่หรือเปล่า
ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมหลายอย่าง
   

ความคิดเห็นที่ 271
ตอบโดย : santirawit
(24/11/2012 21:24)

 
 
สวัสดีครับคุณyodnoy92

1--ประสบการณ์ของผม ก็ไม่มีอะไรเด่นชัด สายตาด้านซ้ายก็ยังมัวอยู่

ตอบ 1 ขอย้อนถามคุณยอดตั้งแต่ใช้ยาหยอดตามาอาการ เป็นแบบไหน

a แย่กว่าเดิม แสดงว่ายาที่หยอดไม่ได้ช่วยอะไรเลยเลิกใช้ซะ
b คงสภาพเดิมในเรื่องของความยังมัวอยู่ แต่อาการอื่นๆดีขึ้น เช่นมีอาการละคายเคือง คันในตา แสบตาฯ รู้สึกสบายตาขึ้นกว่าแต่ก่อน แสดงว่ายาที่ใช้มีคุณภาพในการรักษาได้ดี ควรใช้ต่อไป ดวงตาเป็นสิ่งละเอียดออ่น สองเดือนที่ผ่านมาน่าจะรู้ด้วยตัวเองว่าดีหรือไม่ ใช้แล้วรู้สึกอย่างไรตัวเองเป็นผู้ตัดสินที่ดีที่สุดครับ ต้องใช้เวลาครับไม่ใช่ยาเทวดา หากไม่ดีใช้แค่ 2-3 วันแรกก็รู้แล้วครับ ถ้าเป็นพิษตาคงบอดไปแล้ว



2—ส่วนอย่างอื่นก็มีอาการที่เสียวไกล้ๆกระเพาะปัสสวะนั้นค่อยๆหายไปหลังจากดื่ม
น้ำเอ็นไซม์ได้ประมาณ 2 เดือน

ตอบ 2 ข้อนี้ก็เป็นคำตอบที่ดีอยู่แล้วครับก็ดีใจด้วยที่อาการนี้ได้หายไป หากไปโรงพยาบาล ยังไม่รู้ว่าหมอจะบอกว่าเป็นโรคอะไร



3—ที่เห็นชัดหน่อย คือ หลังจากใช้น้ำเอ็นไซม์หมักผมแล้วประมาณ 2 เดือน ก็เห็นผม
ใหม่เริ่มงอกในบริเวณที่หลุดร่วงไป

ตอบ 3 น้ำหมักดอกอัญชัญ ของโบราณ ได้ผลดีมากครับ ผมหมักเอาไว้ถัง 120 ลิตร หลังจากมีคนนำไปใช้ แล้วได้ผล มาขอซื้อหมดภายในเดือนเดียว ขนาดคนที่หัวล้านแบบเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ยังขึ้นมาเยอะเลย แกบอกหมดไปหลายหมื่นแล้วโดนหลอกทั้งนั้น มาเจอน้ำหมักผมขึ้นเฉยเลย



4—ผมหมักสมุนไพรสำหรับบำรุงผมไว้หลายชนิดคงอีกหลายเดือนกว่าจะใช้ได้

ตอบ 4 ได้ผลยังไงช่วยมาแชร์ประสบการหน่อยนะครับคุณยอด


5— ผมมีคำถามครับ ผมหมักสมุนไพรไว้ กว่า 20 ชนิด รวมกันบ้างและแยกกันบ้าง
อายุตั้งแต่ 1 สัปดาห์ จนถึง 2 เดือนกว่า มี 3-4 ชนิดที่เริ่ม เป็นวุ้น
A-ดอกอัญชันยังไม่จมดีเลยแต่เริ่มเป็นวุ้นแล้วหมักได้ประมาณเดือนกว่าๆผมควร
ทำอย่างไร

ตอบ A จริงๆแล้วรอไว้มันก็จะจมไปเอง แตวุ้นมันมาก่อนถ้ากลัวเกะกะ ช้อนดอกอัญชันที่ลอยอยู่ ซึ่งสีคงจืดไปแล้ว เอาไปหมักรวมกับ พลอย-เพชรก็ได้ ก็ได้ประโยชน์ไปอีกทางหนึ่ง

B- ลูกยอก็ยังไม่จมดีก็เริ่มเป็นวุ้นเช่นกันเมล็ดก็ลอย-ต้องรอให้จมหมดก่อนหรือเปล่า-ต้องช้อนเมล็ดทิ้งหรือเปล่า-มังคุดและมะเฟืองก็เริ่มเป็นวุ้น –ต้องเอาแยกไปหมักในถังใหม่หรือเปล่า
ขอบคุณนะครับที่ช่วยผมหลายอย่าง

ตอบ B เมล็ดลูกยอให้ช้อนออกครับ ช้อนออกให้หมดไม่งั้นมันจะลอยเกะกะไม่มีประโยชน์อะไรเลย จะทำให้ขึ้นราได้ง่ายด้วย ผมเคยตากแห้งเก็บเอาไว้ไม่รู้จะทำอะไรดี เก็บไว้นานมีกลิ่นไม่ดีเลยทิ้งไปหมด ใครทราบประโยชน์ของเมล็ดลูกยอช่วยบอกด้วยนะครับ ส่วนเนื้อรอให้จมเองครับอย่าเอาออก

เรื่องวุ้นที่จะแยกออกแล้วแต่เราครับ ดู คคห.267 ละกันครับ

   

ความคิดเห็นที่ 272
ตอบโดย : santirawit
(25/11/2012 10:31)

 
 
อาจารย์มานพไปไหนครับ คิดถึงจัง
   

ความคิดเห็นที่ 273
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(25/11/2012 15:50)

 
 

ผมยังอยู่สบายดีครับท่านประธานฯ
บังเอิญผมเห็นท่านประธานฯคุยแล้วผมก็เลย
ไม่ได้แสดงความเห็นครับ
ขอบคุณที่คิดถึงกันครับท่านประธานฯ
และผมหวังว่าท่านประธานสบายดีนะครับ
คิดถึงเช่นกันครับท่านประธาน
   

ความคิดเห็นที่ 274
ตอบโดย : santirawit
(26/11/2012 03:56)

 
 
สบายดีครับอาจารย์มานพ คิดว่าติดงานยุ่งอยู่เห็นหลายวันแล้วยังไม่ตอบ ก็เลยแก้ขัดไปก่อน คำตอบของผมไม่ค่อยมีหลักวิชาการ ไม่มีคำอธิบาย เคยทำอย่างไรก็ตอบไปแบบนั้น บางอย่างอาจไม่ถูกต้อง ต้องรบกวนอาจารย์ มานพช่วย เสริมให้หน่อยนะครับ ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 275
ตอบโดย : 8077
(14/12/2012 12:28)

 
 
ดิฉันหมักผลไม้ไว้หลายอย่าง ประมาณ 40 ถัง ซึ่งคิดว่าเมื่อครบ 1 ปี คงเปิดใช้ไม่หมดทุกถัง จึงขอสอบถามคุณภูมิชีวิต หรือท่านที่เมตตาช่วยตอบคำถามให้ว่า
1.เมื่อน้ำหมักอายุเกิน 1 ปี ในปีต่อๆไป จะต้องเติมน้ำตาลเลี้ยงเขาทุกปีหรือไม่
2. น้ำหมักสมอ ยอ ป้อม เพ็ด ลำไย ลิ้นจี่ ที่นำมาผสมรวมกันเพื่อให้เป็นน้ำมหาบำบัด 10 ปี ในปีที่ 2-10 จะต้องเติมน้ำผึ้งให้เขาทุกปี หรือเมื่อเติมแล้วในปีที่ 1 ก็ปิดฝาทิ้งไว้จนครบ 10 ปี จึงนำมาใช้
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 276
ตอบโดย : อัจ
(16/12/2012 19:32)

 
 
😄อยากเป็นสมาชิกบางขุนเทียนตอ้งทำอยา่งไรคะ่
   

ความคิดเห็นที่ 277
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(17/12/2012 21:12)

 
 
ความคิดเห็นที่ 274
ตอบโดย : santirawit
(26/11/2012 03:56)
สบายดีครับอาจารย์มานพ คิดว่าติดงานยุ่งอยู่เห็นหลายวันแล้วยังไม่ตอบ ก็เลยแก้ขัดไปก่อน คำตอบของผมไม่ค่อยมีหลักวิชาการ ไม่มีคำอธิบาย เคยทำอย่างไรก็ตอบไปแบบนั้น บางอย่างอาจไม่ถูกต้อง ต้องรบกวนอาจารย์ มานพช่วย เสริมให้หน่อยนะครับ ขอบคุณครับ

เรียนท่านประธานสันติรวิทย์ครับ..การพูดคุย
และตอบคำถามกันเรื่องน้ำหมักนี้ก็ไม่มี
อะไรเป็นวิชาการครับ..คุยกันแบบชาวบ้าน ๆ
มากกว่าครับ หลัก ๆ ก็เป็นเรื่องของภูมิปัญญา
และประสบการณ์ที่ได้ลองผิดถูก
ด้วยตัวของตัวเองครับ...ผมเองก็ใช่จะรอบรู้
ไปเสียทุกอย่างเพียงแต่เรามีศรัทธา
ที่มุ่งมั่นและสัมผัสที่ค่อนข้างจะลึกซึ้งจริงจัง
ครับและเราได้สัมผัสกับความอัศจรรย์จากผล
ลัพท์ที่เราได้ทำนี้อย่างเกินความคาดหมาย
อย่างมากมาย จึงทำให้เราเชื่อในสิ่งที่เราทำและ
ได้รับด้วยตัวของเราเองครับ
   

ความคิดเห็นที่ 278
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(17/12/2012 21:35)

 
 
ความคิดเห็นที่ 275
ตอบโดย : 8077
(14/12/2012 12:28)
ดิฉันหมักผลไม้ไว้หลายอย่าง ประมาณ 40 ถัง ซึ่งคิดว่าเมื่อครบ 1 ปี คงเปิดใช้ไม่หมดทุกถัง จึงขอสอบถามคุณภูมิชีวิต หรือท่านที่เมตตาช่วยตอบคำถามให้ว่า
1.เมื่อน้ำหมักอายุเกิน 1 ปี ในปีต่อๆไป จะต้องเติมน้ำตาลเลี้ยงเขาทุกปีหรือไม่


ตอบ คืออย่างงี้ครับ...ถ้าหากคุณต้องการ
นำไปอุปโภคหรือบริโภคก็ให้แยกน้ำหมักนั้นไว้
ส่วนหนึ่งเพื่อการณ์นั้น....และอีกส่วนหนึ่งก็
นำไปขยายและการขยายนั้นก็มีสองแบบ
อย่างแรกถ้าจะขยายเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำหมัก
ที่แยกกากออกไปแล้วให้ใช้อัตราส่วน
น้ำหมัก 5 กก.ต่อน้ำ 5 กก.น้ำตาลทรายแดง หรือ
น้ำผึ้ง 1 กก. มากหรือน้อยก็เพิ่มลดตามอัตราส่วน
แล้วก็รอให้ได้อายุก็นำมาบริโภคและหรือขยาย
ต่อไปแต่ถ้าจะนำกากไปขยายก็ใช้อัตราส่วนเหมือนเดิมคือ 1/3/5 กก.มากน้อยก็เพิ่ม-ลด ตามอัตราส่วนครับและเราสามารถจะเพิ่มวัตถุดิบมาเติมได้อีกและสามารถนับอายุต่อจากของเดิมได้เลยครับ


2. น้ำหมักสมอ ยอ ป้อม เพ็ด ลำไย ลิ้นจี่ ที่นำมาผสมรวมกันเพื่อให้เป็นน้ำมหาบำบัด 10 ปี ในปีที่ 2-10 จะต้องเติมน้ำผึ้งให้เขาทุกปี หรือเมื่อเติมแล้วในปีที่ 1 ก็ปิดฝาทิ้งไว้จนครบ 10 ปี จึงนำมาใช้
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

ตอบ เมื่อหมักได้อายุและนำมารวมกันแล้ว และผสมตามอัตราส่วนที่นำมาขยายรวมกันเรียบร้อย
แล้วก็นำไปเก็บรอเป็นมหาบำบัดได้เลยโดย
ไม่ต้องเติมน้ำผึ้งอีกเลยครับ
   

ความคิดเห็นที่ 279
ตอบโดย : santirawit
(28/12/2012 22:13)

 
 
สวัสดีครับ อ.มานพ และเพื่อนสมาชิก

ตอบคุณ อัจครับ

อยากเป็นสมาชิกบางขุนเทียนตอ้งทำอยา่งไรคะ่

การสมัครสมาชิกถ้าเป็นนักวิ่งก็เข้าไปที่กระทู้รับสมัครสมาชิกขมรมบางขุนเทียน หรือ ขึ้นกระทู้ใหม่ได้เลยโดยหัวข้อกระทู้ บอกว่าสมัครเป็นสามชิกชมรมบางขุนเทียน กรอกรายละเอียดดังนัี้ครับ


ชื่อ-นามสุล
ที่อยู่ที่สามารถส่่งเอกสารติดต่อกันได้
เบอร์โทรศัพท์ ที่ติดต่อได้
ซื้อเสื้อ คอปกหรือเสื้อกล้าม ตัวละ 200 บาทซื้อกี่ตัวก็ได้ครับติดต่อเรื่องเสื้อได้ที่ คุณ สุเทพ เบอร์โทร 081-651-2991

ค่าสมัครไม่มีครับ ขอบคุณคุณอัจครับที่มีใจให้กับชมรมบางขุนเทียน และยินดีต้อนรับครับ
   

ความคิดเห็นที่ 280
ตอบโดย : santirawit
(28/12/2012 23:03)

 
 
มีประสบการเรื่องบาดแผลมาเล่าให้ฟังครับ

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 55 ที่ผ่านมานี้ ผมต่อโต๊ะทำงานเองอยู่ที่บ้าน เนื่องจากไปหาซื้อแล้วไม่มี ขนาด และลักษณะที่ต้องการ ขณะกำลังตัดไม็ด้วยเลื่อยวงเดือน แบบตั้งโต๊ะ แต่ผมไม่ได้ต่อขา วางกับพื้น ผมกำลังเลื่อยไม้อัด แผ่นขนาดกลางๆ พอเลื่อยจนจะสุดแผ่น ไม้คงจะบิดตัว ใบเลื่อยตวัดไม้อย่างแรง โชคยังดีไม่โดนมือ แต่ไม้แผ่นหนึ่งกระเด็นกระแทกที่หัวเข่าข้างซ้ายผมอย่างจัง เป็นแผลยาวประมาณ 3 นิ้วความกว้างใหญ่กว่าความหนาของไม้อัดเท่าตัว ไม้ประมาณ 6 มม. ผมหงายหลัง ไปทับขวดยูนิเทรนที่ใช้ทาไม้ ขวดเหมือนขวดเบียร์แตก ได้แผลเล็กน้อย

ผมหงายหลังนอนลงทับเศษขวด และนอนแช่น้ำยูนิเทรนด้วยความเจ็บปวด เจ็บมากๆครับ คิดว่ากระดูกหัวเข่าคงแตกแน่ ตอนนั้นเป็นเวลากลางวันไม่มีใครอยู่บ้านเลย ผมนอนอยู่อย่างนั้นปล่อยให้เลื่อยทำงานไปเพราะขยับตัวไม่ได้เลย ร้องก็ร้องไม่ออก ประมาณ 10 นาทีได้ความปวดเริ่มเบาลง ค่อยขยับ ไปปิดสวิทครื่อง เลือดไหลออกมาเรื่อยๆ แผลบวมเบ่ง สัก ผมนึกถึงน้าหมักที่มีผู้มาแชร์ประสบการในทีวี ป้าเช็งให้ใช้น้ำหมักราดเลย ผมรีบทำทันที มหัศจรรย์มาก ตอนราดแสบมาก สักครู่เลือดหยุดใหล ประมาณ 30 นาที ความปวดหายไปแทบไม่เหลือเลย ส่วนน้ำมันยูนิเทรนที่ผมนอนแช่อยู่ช่วงที่ก้นข้างขวาโดนกัดจนแสบไปหมด ผมใช้สบู่ล้างแล้วเอาน้ำพลอยเพชรราด แล้วใส่ขวด ป้อกกี้ พ่นใส่แผล ทุกๆชั่วโมง แล้วไปโรงพยาบาลเพื่อให้ หมอเอ็กเรย์ดูบอกไม่มีรอยร้าวหรือหักของกระดูกก็เบาใจไป ส่วนก้นที่โดนน้ำมันกัด หนังลอกออกมาเป็นแผ่นเลย


วันรุ่งขึ้น หัวเข่าผมเป็นสีเขียวคล้ำ แต่บาดแผลแห้งและเหมือนมีเนื้อที่แหว่งไปเริ่มประสานกัน ไม่น่าเชื่อว่า ไม่มีอาการปวดแต่อย่างใด มีเพียงเจ็บไม่มากนักทั้งที่หมอก็ให้ยาแก้ปวด และยาแก้อักเสบมาทานผมก็ไม่ได้ทานเลย

วันที่ 3 ความช้ำหายไปเหลือยังเขียวช้ำแบบจางๆ วันที่ 10 เป็นวันวิ่งที่ รพ.นครธน 11 กม. ผมก็ลงวิ่งโดยไม่มีอาการเจ็บแต่อย่างใด ใช้เวลาไป 1.14 ชม.ส่วนที่ก้นก็ไม่มีแผลเป็นแต่อย่างใด ที่น่าแปลกอีกอย่างก็คือแผลเป็นจางลง ผมยังพ่นใส่อยู่ทุกวัน เป็นประสบการอีกอย่างที่มาแชร์ให้สมาชิกได้ทราบกัน

   

ความคิดเห็นที่ 281
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(29/12/2012 00:48)

 
 
เรื่องของการใช้น้ำหมักใส่เมื่อเกิดบาดแผล
ก็เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก กับตัวผมเอง
ก็เคยมีประสบการณ์บาดแผลมาแล้ว
เช่นกัน โดยมีบาดแผลยาวประมาณ 4 ซม.
และลึกถ้าเย็บก็ประมาณ 4-5 เข็ม
ผมก็ใช้น้ำหมักใส่แบบเดียวกับท่าน
ประธานสันติรวิทย์ พอใส่สักพักเดียว
เลือดจะหยุดไหล บาดแผลและเลือด
จะเริ่มแห้ง ต่อจากนั้นบริเวณที่เป็นแผล
เนื้อทั้งสองข้างของบาดแผลก็จะถูกดึง
เข้ามาให้ติดกัน และในวันต่อ ๆ มา
เนื้อแผลก็จะติดกันสนิทเหมือนกับ
แผลนั้นได้ถูกเย็บมาแล้ว แต่แผลจะเนียน
กว่าการเย็บครับและแผลจะหายเร็วมาก
แต่เราต้องใช้น้ำหมักใส่ทุกวันนะครับ
   

ความคิดเห็นที่ 282
ตอบโดย : สายหมอก
(4/02/2013 01:00)

 
 
หมักลูกยอได้4เดือน ปรากฎว่าเจอหนอนตัวขาวๆ เล็กๆอยู่ตามขอถังและฝาถัง ไม่รู้ว่าเป็นหน๘นแมลงหวี่รึเปล่า แต่ก็ได้ตักหนอนออกแล้วก็ทำความสะอาดขอบถังและฝาถังแล้ว ต่อมาก็เปิดดูเรื่อยๆก็เจอบ้างแต่ก็น้อยลงจนวันนี้ไม่มีหนอนแล้ว ไไม่ทราบว่าน้ำหมักถังนี้เสียแล้วหรือยังคะ
   

ความคิดเห็นที่ 283
ตอบโดย : เพชร
(4/02/2013 13:54)

 
 
ขออนุโมทนาบุญกับความรู้ดีๆ ที่เพื่อนๆ นำมามอบให้แก่กันนะฮะ การออกกำลังกายแม้จะดีกับสุขภาพ แต่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หมายถึง การรับประทานที่ถูก การขับถ่ายของเสียที่ถูก การพักผ่อนที่ถูก การทำจิตใจที่ถูก และการรู้จักใช้ธรรมชาติมาเป็นเครื่องบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ถือเป็นปัจจัยที่จะทำให้สุขภาพกายใจแข็งแรงสมบูรณ์
การรู้จักนำเอาภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิต ดีกว่าการพึ่งพาวิทยาศาสตร์ หรือเทคโนโลยี่สมัยใหม่แต่เพียงอย่างเดียว
ขอให้ทุกคนมีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดี และมีความสุขนะฮะ
   

ความคิดเห็นที่ 284
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(4/02/2013 14:00)

 
 
ยังไม่เสียครับ ลองดมกลิ่นดูนะครับถ้าเสียก็จะเป็นกลิ่นเหม็นตุ ๆ เลยครับ
แสดงว่าแมลงหวี่เข้าไปใข่ไว้แล้วกลายเป็นหนอนครับ
   

ความคิดเห็นที่ 285
ตอบโดย : meaw2490@yahoo.com
(4/02/2013 14:25)

 
 
เป็นหวัด มีน้ำมูกมาก มึนศัรษะ กินน้ำบรเพ็ด อายุแค่สี่เดือน น้ำมูกยังมีแต่ไม่มึนหัว ปกติถ้าเป็นอย่างนี้จะเพลีย กินยาจะง่วง มาก นี่จมูกโล่ง สบาย ไม่ง่วง ไม่มึนหัว แต่น้ำมูกยังมีค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 286
ตอบโดย : meaw2490@yahoo.com
(4/02/2013 14:25)

 
 
เป็นหวัด มีน้ำมูกมาก มึนศัรษะ กินน้ำบรเพ็ด อายุแค่สี่เดือน น้ำมูกยังมีแต่ไม่มึนหัว ปกติถ้าเป็นอย่างนี้จะเพลีย กินยาจะง่วง มาก นี่จมูกโล่ง สบาย ไม่ง่วง ไม่มึนหัว แต่น้ำมูกยังมีค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 287
ตอบโดย : สายหมอก
(4/02/2013 22:18)

 
 
ดมแล้วไม่เหม็นค่ะ กลิ่นเหมือนเดิม...
ค่อยโล่งใจหน่อยค่ะ หมักไว้ตั้ง20โลถ้าจะทิ้งคงเสียดายแย่เลยค่ะ
ขอบคุณมากค่ะคุณภูมิชีวิต ที่สละเวลามาาตอบนะคะ
   

ความคิดเห็นที่ 288
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(5/02/2013 07:33)

 
 
ด้วยความยินดีครับ สำหรับกับชาวหมักด้วยกันครับ
ผมว่าถ้าจะไม่ให้เกิดหนอนซ้ำอีก คุณสายหมอก
ควรจะหาผ้าหรือพลาสติก ขนาดคลุมปากถังได้
แล้วใช้ยาง หรือเชือกรัดปากถังไว้เท่านี้ก็หมด
ปัญหาหนอนขึ้นแล้วครับ ขอให้มีความสุขกับ
การหมักนะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 289
ตอบโดย : meaw2490@yahoo.com
(15/02/2013 08:51)

 
 
มีใครทราบบ้าง ถังหมักมีฝาเกลียวแบบที่ซื้อที่บ้านป้าเช็ง ย่านฝั่งธนมีขายที่ไหนบ้าง แถววงเวียนใหญ่มีไหมคะ
   

ความคิดเห็นที่ 290
ตอบโดย : krupen
(18/04/2013 08:31)

 
 
สวัสดีวันสงกรานต์ ค่ะ อาจารย์ทุกท่าน
ดิฉันหมัก ข่า ได้ประมาณ 8 เดือน วุ้นหนา 2 นิ้ว ตอนนี้พบปัญหาค่ะ ด้านบนของวุ้น เป็นรา ดำ อ๋อหมักอัญชัญ ก็มีวุ้นหนา 2 นิ้ว แต่ข้างบนมีรา ดำมากค่ะ ตกใจมากเลยค่ะ
จะแก้ปัญหาอย่างไรดีค่ะ กลัวที่หมักไว้ชนิดอื่นๆ จะเป็นราค่ะ
ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 291
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(18/04/2013 21:15)

 
 
ปัญหานี้ส่วนมากถ้าจะเกิดก็อาจจะเกิด
โดยเมื่อขณะที่เป็นวุ้นและวุ้นเริ่มขยายตัว
มากขึ้น และเมื่อวุ้นขยายตัวมากขึ้นส่วนบน
ก็จะลอยอยู่เหนือน้ำและแห้ง หากปล่อยไว้นาน ๆ
ด้านบนก็จะเริ่มมีราเกิดขึ้น วิธีของผมคือเมื่อเกิดวุ้น
และวุ้นหนามากขึ้นวิธีแรกหากวุ้นนั้นได้อายุ
ก็สามารถนำแยกออกมาเลี้ยงวุ้นได้
แต่ถ้าไม่แยกออกมา...วิธีที่สองคือหมั่น
กดวุ้นให้จมน้ำบ่อย ๆ ก็จะหมดปัญหาเชื้อรา
ไปเองครับ
   

ความคิดเห็นที่ 292
ตอบโดย : krupen
(19/05/2013 09:48)

 
 
เรียน อาจารย์ภูมิชีวิต ที่เคารพ
1.การเลี้ยงวุ้น ในถังใหม่ เราจะใส่อัตราส่วนน้ำ และน้ำตาล
อย่างไร หรือว่าแล้วแต่ขนาดของวุ้นคะ
2. แล้วถังกีวีที่เราหมักไว้แล้วแยกวุ้นออกมาดังในข้อ 1.
เราต้องเติมน้ำกับน้ำตาลเพิ่มในถังนี้ด้วยไหมคะ อายุ 6
เดือนค่ะ อัตราส่วนการเติมอย่างไรคะ

ขอบพระคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 293
ตอบโดย : fgh
(20/05/2013 17:39)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 294
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/05/2013 07:51)

 
 
ตอบโดย : krupen
(19/05/2013 09:48)

เรียน อาจารย์ภูมิชีวิต ที่เคารพ
1.การเลี้ยงวุ้น ในถังใหม่ เราจะใส่อัตราส่วนน้ำ และน้ำตาล
อย่างไร หรือว่าแล้วแต่ขนาดของวุ้นคะ

1. การเลี้ยงวุ้นในถังใหม่ เราก็จะต้องคำนวนตามน้ำหนักทั้งหมดของวุ้น และถ้าหากมีน้ำหมักอยู่ด้วยก็ให้รวมเข้าไปด้วยครับและวุ้นที่จะแยกนั้นควรเป็นวุ้นที่ได้อายุแล้วครับโดยถือว่าอายุวุ้นและน้ำหมักควรจะ 1 ปีขึ้นไปถึงจะดีครับ โดยมีอัตราส่วนโดยประมาณคือ 1/5/5 ตามนี้ครับ ใช้น้ำตาล 1 กก. ต่อน้ำหมักและวุ้น 5 กก. และน้ำสะอาด 5 กก. มากหรือน้อยลดลงตามสัดส่วนครับ...


2. แล้วถังกีวีที่เราหมักไว้แล้วแยกวุ้นออกมาดังในข้อ 1.
เราต้องเติมน้ำกับน้ำตาลเพิ่มในถังนี้ด้วยไหมคะ อายุ 6
เดือนค่ะ อัตราส่วนการเติมอย่างไรคะ

ขอบพระคุณค่ะ

2. สำหรับกับน้ำหมักที่ได้อายุแล้ว และต้องการจะขยายต่อหากต้องการที่จะนำมาใช้ ก็ให้แยกเก็บไว้สำหรับใช้ส่วนหนึ่งและนำกากที่เหลือมาขยายต่อ โดยคำนวน
ตามน้ำหนัก 1/3/5 เหมือนเริ่มหมักใหม่ครับ...
คือ..น้ำ 1 กก.กากและน้ำหมัก 3 กก. น้ำสะอาด
5 กก.ครับ และสามารถเติมของใหม่เพิ่มลงไป
ได้อีกครับ และนับอายุต่อไปได้เลยครับ

สำหรับกับความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าน้ำหมักและวุ้นที่ดีควรมีอายุ 1 ปี ขึ้นไปแล้วจึงนำมาใช้จะได้ประโยชน์ที่คุ้มค่าครับ...
เอ่อ...สุดท้ายครับคุณkrupenครับ....คือผมไม่ใช่อาจารย์ครับความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ก็เกิดจากประสบการณ์
ตรงจากชีวิตจริงของผมเองครับ ซึ่งผมก็เรียนรู้ด้วย
ตัวเองตามภูมิปัญญาของผมครับ และหากผมมีส่ีวน
ช่วยให้คุณkrupen มีสุขภาพที่ดีผมเองก็ดีใจด้วยครับ
และหวังว่าคำตอบของผมคงช่วยได้บ้างนะครับ...
ขอให้มีความสุขกับการทำน้ำหมักนะครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 295
ตอบโดย : krupen
(24/05/2013 19:14)

 
 
เรียนอาจารย์ภูมิชีวิต ที่เคารพ
ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านอาจารย์ภูมิชีวิตเป็นอย่างสูง และต้องขอเรียกว่าอาจารย์ต่อไปนะคะ เพราะได้ให้ความรู้กับดิฉันตั้งแต่เริ่มหมักมาโดยตลอดด้วยดีทุกครั้งที่ดิฉัน ถามอาจารย์
1. เคยถามอาจารย์ภูมิชีวิตว่า หมักลูกกีวี ได้ 6 เดือน แล้วเกิดวุ้นหนามาก ต้องการแยก จึงถามถึงสัดส่วน น้ำ กับน้ำตาลได้คำตอบจากอาจารย์แล้วค่ะ แต่เหตุผลที่ต้อง แยกก่อนอายุ 1 ปี เพราะน้ำที่หมักลูกกีวีกำลังจะแห้ง
ค่ะ วุ้นกินหมด ดิฉันเลยส่งคำถามไปถามอาจารย์
ตอนนี้ก็สงสัยต่ออีกหล่ะค่ะ ว่าอายุไม่ถึง 1 ปี
ดิฉันจะทำอย่างไรเติมน้ำกับน้ำตาลลงไปในถังกีวี
เลยหรือเปล่าคะ โดยยังไม่ต้องแยกวุ้นออกมาค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 296
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(29/05/2013 22:26)

 
 
ความคิดเห็นที่ 295
ตอบโดย : krupen
(24/05/2013 19:14)

เรียนอาจารย์ภูมิชีวิต ที่เคารพ
ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านอาจารย์ภูมิชีวิตเป็นอย่างสูง และต้องขอเรียกว่าอาจารย์ต่อไปนะคะ เพราะได้ให้ความรู้กับดิฉันตั้งแต่เริ่มหมักมาโดยตลอดด้วยดีทุกครั้งที่ดิฉัน ถามอาจารย์
1. เคยถามอาจารย์ภูมิชีวิตว่า หมักลูกกีวี ได้ 6 เดือน แล้วเกิดวุ้นหนามาก ต้องการแยก จึงถามถึงสัดส่วน น้ำ กับน้ำตาลได้คำตอบจากอาจารย์แล้วค่ะ แต่เหตุผลที่ต้อง แยกก่อนอายุ 1 ปี เพราะน้ำที่หมักลูกกีวีกำลังจะแห้ง
ค่ะ วุ้นกินหมด ดิฉันเลยส่งคำถามไปถามอาจารย์
ตอนนี้ก็สงสัยต่ออีกหล่ะค่ะ ว่าอายุไม่ถึง 1 ปี
ดิฉันจะทำอย่างไรเติมน้ำกับน้ำตาลลงไปในถังกีวี
เลยหรือเปล่าคะ โดยยังไม่ต้องแยกวุ้นออกมาค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ

ยังไม่ต้องแยกวุ้นออกก็ได้ก็เติมน้ำตาลกับ
น้ำเพิ่มเข้าไปตามสัดส่วนของน้ำหนัก
หรือปริมาณเท่ากับที่เริ่มหมักในตอนแรก
แต่ก็ต้องดูว่าถังหมักที่นำมาใช้นั้นถ้าเติมน้ำ
และน้ำตาลลงไปอีกจะเต็มหรือล้นถังหรือไม่
ถ้าหากว่าถังเล็กไปก็ให้แยกวุ้นออกมาเลี้ยง
ต่างหากเติมน้ำกับน้ำตาลตามที่บอกไว้แล้วครับ
เมื่อแยกวุ้นออกแล้วน้ำในถังก็จะลดน้อยลง
เพราะวุ้นกินไปแล้วจนเหลือน้อยก็เติมน้ำ
กับน้ำตาลตามสัดส่วนนั่นแหละครับคุณkrupen

ผมก็ขอขอบคุณที่ คุณkrupen ให้เกียรติผมครับ
   

ความคิดเห็นที่ 297
ตอบโดย : เล็ก
(16/06/2013 10:01)

 
 
ดิฉันเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ และฝุ่นละอองมาเป็นเวลา กว่า 20 ปี รักษาหมอโรงพยาบาลหมดค่ายาไปเป็นแสน ก็ยังไม่หายแถมกินยาหมอมากๆ ก็ขับรถและทำงานไม่ได้เลยเวียนหัวไปหมด ต่อมาได้ทดลองดื่มน้ำหมักของป้าเช็งเมื่อปี 55 ปรากฎว่าอาการภูมิแพ้ลดลงจนปัจจุบันไม่มีอาการภูมิแพ้แล้วดีใจมากค่ะ ตอนนี้ได้หมักเองแล้วหลายสิบถัง ขออนุญาตโฆษณาค่ะได้ทำพลาสติกคลุมฝาถังน้ำหมักกันฝุ่นเกาะฝาถังไว้เยอะค่ะ ถ้าสนใจต้องการใช้พลาสติกคลุมฝาถังน้ำหมักกันฝุ่นเหมือนดิฉัน ติดต่อได้นะคะ 0893900765
   

ความคิดเห็นที่ 298
ตอบโดย : ใหญ่
(24/06/2013 15:29)

 
 
เรียน อาจารย์ภูมิชีวิต ที่เคารพ
ลูกยอที่ใช้หมัก ใช้ลูกยอที่สุกแล้วได้ไหมคะ เป็นลูกออกขาวแล้ว พี่สะใภ้เก็บส่งมาให้จากชุมพร
   

ความคิดเห็นที่ 299
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(27/06/2013 08:29)

 
 
สวัสดีครับคุณใหญ่...ลูกยอที่ใช้หมักควรเป็นลูกยอที่แก่แล้ว
หรือลูกยอสุกก็ได้ครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 300
ตอบโดย : ไพรัตน์
(15/07/2013 09:27)

 
 
เสียหรือปล่าว

คุณลุงให้น้ำหมักโด่ไม่รู้ล้มมา ลองดมดูทำไมกลิ่นเหมือนน้ำโคลนเลย ผมเลยยังไม่กล้ากิน รสชาดก็ไม่เปรี้ยวออกจะจืดๆ อยากถามว่ากลิ่นแบบนี้ปกติหรือปล่าวหรือจะเสียครับ โดยหมักมาได้ 1 ปีแล้ว สีน้ำหมักก็จะออกดำๆ
   

ความคิดเห็นที่ 301
ตอบโดย : fruta planta
(24/07/2013 18:47)

 
 
I always download a full show in parts, that always existing at YouTube, as my network connection is extremely slow and YouTube fulfils my wishes.
   

ความคิดเห็นที่ 302
ตอบโดย : pruta planta
(26/07/2013 19:36)

 
 
It is not my first time to visit this site, i am visiting this website dailly and take fastidious data from here every day.
   

ความคิดเห็นที่ 303
ตอบโดย : Weight reduction pills
(26/07/2013 20:46)

 
 
Yes this YouTube video is much superior than last one, this one has pleasant picture quality as well as audio.
   

ความคิดเห็นที่ 304
ตอบโดย : urban decay makeup wholesale
(26/07/2013 22:41)

 
 
True history of makeup that the industry experts would not like one to find out. <a href="http://www.maccosmeticswholesaler2013.com" title="urban decay makeup wholesale">urban decay makeup wholesale</a>
   

ความคิดเห็นที่ 305
ตอบโดย : super slim capsules where to buy
(29/07/2013 15:41)

 
 
What a lovely story! The tale in this YouTube video that is posted here is truly a fastidious one with having good picture feature.
   

ความคิดเห็นที่ 306
ตอบโดย : botanical slimming softel
(1/08/2013 16:07)

 
 
I think a visualized presentation can be improved then only a straightforward text, if things are defined in images one can effortlessly be familiar with these.
   

ความคิดเห็นที่ 307
ตอบโดย : สันติรวิทย์
(17/08/2013 19:10)

 
 
ตอบคุณ meaw2490@yahoo.com
ถนนพระราม 2 ตรงข้ามกับทางเข้า สน.แสมดำมีขายครับ ชื่อร้านจำไม่ได้ แต่จะเห็นได้ชัดเจนเพราะเป็นร้านใหญ่
   

ความคิดเห็นที่ 308
ตอบโดย : เก้าหน้า
(26/08/2013 02:59)

 
 
สมาชิกใหม่ชาวน้ำหมักขอรายงานตัวครับ คุณภูมิชีวิต และ อ.เปา ขอบคุณสำหรับข้อมูลต่างๆครับ เรื่องการอธิบายการทำงานของจุรินทรีย์ในกระบวนการหมักยอดเยี่ยมมากๆครับ ผมจะนำไปอธิบายให้ชาวหมักได้ทราบกันเพื่อเป็นวิทยาทานครับ ส่วนของผมมีหมักไว้ประมานนิดหน่อยครับ ไม่ถึงตันแต่ก้อเกือบแล้วละครับอายุยังไม่ถึงปีแต่อีกสามเดือนก้อถึงแล้วครับเย้ๆๆๆๆๆๆๆ กว่าจะลงมือหมักก้อศึกษาข้อมูลมาเป็นปีครับเริ่มตั้งแต่ในพระไตรปิฏกยาวมาเลยครับกลัวจะเสียเวลาหมักน่ะครับเป็นคนเชื่อคนยากถ้าไม่ได้ทดลองด้วยตัวเอง เคยทานหลังดื่มครับตื่นเช้ามาสบายๆๆๆไม่เเฮ้งค์และไม่ปวดหัวก้อเลยเชื่อ ลงมือบ้าหมักยกใหญ่เลยทีนี้ ตอนนี้ในบ้านแทบไม่มีที่เดินแล้วครับมีแต่ถังน้ำหมัก แฟนผมก้อเหมือนกันครับเป็นโรคปวดหลังมาเป็นปีๆญาติคุณแม่ซื้อน้ำหมักลูกยอจากศาลรอโศกมาให้ทานขวดเดียวหายครับเลยมาร่วมบ้าหมักกับผมยกใหญ่เลย เลยมีความสุขกันทั้งบ้านครับ เลยอดไม่ได้ที่จะมาร่วมแชร์ประสพการณ์ดีให้พวกพี่น้องชาวหมักได้ฟังได้อ่านกันครับ
   

ความคิดเห็นที่ 309
ตอบโดย : เก้าหน้า
(26/08/2013 03:12)

 
 
ขอแนะนำสมาชิกชาวหมักทุกคนครับ ถ้าหมักอายุไม่ถึงไม่สมควรเอามาทานครับเพราะมันยังเป็นส่าเหล้าอยู่ ของผมก้ออายุไม่ถึงครับ เลยต้องไปอุดหนุนของชาว อโศกไปก่อนเพราะราคาไม่แพงครับ ผมทดลองใช้กันทั้งบ้านดีมากครับผมไดไปดูเขาทำกันกระบวนการหมักสะอาดดีมากครับแล้วเขาสอนวิธีการทำให้พร้อม ตอนนี้ก้อได้แต่รอว่าเมื่อไรของเราจะครบ 1 ปีจักที่น้อ
   

ความคิดเห็นที่ 310
ตอบโดย : ชาวหัดหมัก
(26/08/2013 15:46)

 
 
หมัก หมอ ยอ ป้อม เพชร ใย จี่ ครบ อายุใช้ได้แล้ว คือ
6 เดือนถึง 1 ปี อัตราส่วน แยกนัำ 1 ต่อ 5 น้ำผึ้ง 1 กิโล หมายความว่า อย่างไร ค๊ะ(คือตอนนี้จะเอาน้ำที่หมักทุกอย่างมารวมกัน) ลองผิดลองถูกมาเยอะแล้วค๊ะ ขอความกรุณาผู้รู้มาตอบด้วยนะค๊ะขอบตูมากค๊ะ
   

ความคิดเห็นที่ 311
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(27/08/2013 03:48)

 
 
หมายความว่าเอาน้ำที่หมักได้สมมุติ นำน้ำสมอ1ส่วนหรือ1กิโลที่หมักได้อายุแล้ว ออกมาใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำเปล่าที่ไม่มีคลอรีนลงไป 5ส่วนหรือ5กิโลตามลงไป และใส่น้ำผึ้งตามไปอีก 1ส่วนหรือ1กิโลครับ ส่วนน้ำหมักชนิดอื่นๆก็ทำเช่นเดียวกันครับไม่ยากเลย
   

ความคิดเห็นที่ 312
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(27/08/2013 04:14)

 
 
คห.310 หรือว่าคุณจะนำมาทาน ก้อไม่ยากนี่ครับ เอาน้ำหมักทุกชนิดอย่างละ1ส่วนมารวมกันครับเช่น น้ำสมอ,ลูกยอ,ป้อม,บอระเพ็ด,ลิ้นจี่,ลำใย อย่างละ 1 ส่วนตวงเอาน้ำแต่ละชนิดมารวมกันไว้ในโหลเดียว คนให้เข้ากันแล้วลองชิมรสชาติดูครับ แล้วเติมน้ำผึ้งตามทีหลังแค่นี้ก้อเรียบร้อยครับบางคนชอบหวานบางคนไม่ชอบหวานแล้วแต่ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 313
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(27/08/2013 04:22)

 
 
แต่ถ้าจะขยายน้ำหมักใช้สูตร 5/5/1 ครับ หน้ำที่หมักได้ 5ส่วน น้ำเปล่า 5ส่วน น้ำตาลทรายแดง 1ส่วนครับ หมักต่อไปให้ครบ 1ถึง10ปียิ่งดีครับ จะได้น้ำมหาบำบัดที่สุดยอดครับ
   

ความคิดเห็นที่ 314
ตอบโดย : ชาวหัดหมัก
(27/08/2013 09:00)

 
 
ขอบคุณ! คุณก้าวหน้ามากมายนะคร้าเข้าใจแล้วค๊ะ
   

ความคิดเห็นที่ 315
ตอบโดย : ชาวหัดหมัก
(27/08/2013 09:29)

 
 
คห. 312 คือตอนแรกแบ่งเอาทุกย่างออกมาร่วมกัน 6 ลิตร อย่างละ 1 ลิตร ค้นให้เข้ากันเติมน้ำผึ้ง1ขวด 750มล.และใส่น้ำดื่มสะอาดไป 1ขวดใหญ่ 1.5 ลิตร คนให้เข้ากันแล้วเลองเอามากินโดยไม่ได้ทื้งไว้ รสชาติเข้มข้นมากๆเลยค๊ะหอมมากๆด้วย (กินปากออกกันเลยค๊ะ) จะต้องทิ้งไว้ก่อนหรือกินต่อค๊ะ น่ำที่นำมารวมกันอายุปีก่าวๆทุกยอย่างค๊ะ( อันนี้ลองทำตอนที่ยังไม่ได้คำตอบนะค๊ะ) ขอบคุณค๊ะ
   

ความคิดเห็นที่ 316
ตอบโดย : ชาวหัดหมัก
(27/08/2013 09:48)

 
 
อีกนิดนะค๊ะคุณก้าวหน้า ถ้าเอาทุกอย่าง
6 ชนิด อย่างละ 1 กิโล =6 กิโล+น่ำสะอาด 30กโล+น้ำผึ้ง 6 กิโลใช้มัยค๊ะเข้าใจถูกมัยค๊ะคนเข้ากันทิ้งไว้ก่อนหรื่อนำมาดืมได้เลย!
   

ความคิดเห็นที่ 317
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(29/08/2013 02:49)

 
 
เอาอย่างนี้ดีกว่าครับอ่านแล้วต้องทำความเข้าใจด้วยนะครับอย่าสับสน!เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น อย่างแรกคือการหมักต่อใช้สูตร 5/5/1 ครับ 6 ชนิด อย่างละ 1 กิโล =6 กิโล+น่ำสะอาด 30กโล+น้ำผึ้ง 6 กิโล( นี่คือการขยายหรือการหมักต่อครับไม่ต้องใช้น้ำผึ้งก็ได้ครับใช้น้ำตาลที่ไม่ฟอกสีก็พอเพราะว่าน้ำผึ้งมันแพงครับ)ส่วนการนำมาดื่มดู คห.ต่อไปครับ
   

ความคิดเห็นที่ 318
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(29/08/2013 03:09)

 
 
(อย่างที่2 )การนำน้ำหมักมาดื่ม คุณก็นำน้ำหมักที่นำมารวมกันแล้วอย่างละ 1 ส่วนเช่น น้ำสมอ,ลูกยอ,ป้อม,บอระเพ็ด,ลิ้นจี่,ลำใย รวมกันก็จะได้ 6 กิโล พอดี ก็คงจะเต็มโหลแล้วละครับ ไม่ต้องเติมน้ำก็ได้ครับ ผสมน้ำผึ้งไว้ทานอย่างเดียวก็พอครับ ชอบหวานมากก็ใส่น้ำผึังมากหน่อย ส่วนการตวงดื่มหรือสัดส่วนการดื่มที่ผมใช้คือแก้วเป๊กครับหรือแก้วที่คอยาดองเขาใช้กันนั่นแหละครับ ตวงน้ำหมักที่ผสมกันแล้ว 1 เป๊ก ยกดื่มให้หมด แล้วดื่มตามด้วยน้ำสะอาดนะครับ 2 แก้ว เพราะน้ำหมักอายุ 1ปียังมีฤทธิ์เป็นสุราอยู่ครับระวังเมาด้วยล่ะ
อย่าลืมทำความเข้าใจด้วยนะครับ ว่าการขยายน้ำหมัก กับการเอาน้ำหมักมาดื่มคนละสูตรกัน
   

ความคิดเห็นที่ 319
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(29/08/2013 03:18)

 
 
ขอแนะนำอีกนิดครับ คห.316 ถ้าคุณผสมสูตรขยายไปแล้วก็ไม่เป็นไรครับ รออีก 1 เดือนก็เอามาดื่มได้เช่นกันครับ ไม่เสียครับ
   

ความคิดเห็นที่ 320
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(29/08/2013 03:23)

 
 
เอ๋ อ.เปากับอ.ภูมิไปไหนกันหมดครับนี่เงียบจัง ขออนุญาติแนะนำชาวหมักสัก3-4คห.นะครับ ผมไม่เก่งแต่ก้อพอศึกษามาบ้าง ยังไงทาง อาจารย์ทั้งหลายมาช่วยชี้แนะอีกทีนะครับ ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 321
ตอบโดย : ชาวหัดหมัก
(29/08/2013 09:02)

 
 
คห ที่ 317 เข้าใจแล้วค๊ะกับการขยายต่อ
คหที่ 318 มิน่าละกินข้าไปเวียนๆหัวเลยคงกินเข้าไปเยอะและกินน้ำตามน้อยนั้นเอง! ขอบคุณมากนะค๊ะ คุณก้าวหน้า ! นัำที่หมักเหลือจะได้ทำการขยายต่อไปค๊ะ! ขอขอบคุณอย่างมากมายกายกองนะค๊ะ
   

ความคิดเห็นที่ 322
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(29/08/2013 11:45)

 
 
ยินดีครับคุณชาวหมัก เดี๋ยววันหน้าจะเอาสูตรน้ำปรุงรสมะเฟืองมาฝากครับขอทดลองก่อนครับ เพราะต่อไปนี้ผมงดทานผงชูรสแล้วครับ ได้ผลอย่างไรจะนำมาฝากทุกคนครับ
   

ความคิดเห็นที่ 323
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(1/09/2013 05:06)

 
 
มีของดีเอามาฝากทุกคนคร๊าบ!ถึงจะไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ก้อลองอ่านดูครับ ประโยชน์จากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น นำมาฝากกันครับ และสามารถทำเองได้ง่าย
1. การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
จากบทบาททางสรีรวิทยาของน้ำมันมะพร้าวที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวมีสุข
ภาพดี แข็งแรง เพราะได้พลังงานทันทีที่บริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากนั้น น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณทาง
อาหาร โดยเฉพาะวิตามิน และเกลือแร่ ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าของอาหารโดย
การเพิ่มการดูดวิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก จึงถูกย่อย
ง่าย และเคลื่อนที่เร็วไปตามของเหลวในร่างกาย จึงเป็นที่นิยมใช้หุงต้มอาหารสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการ
ย่อยไขมัน และยังใช้ในสูตรน้ำนม เพื่อให้ไขมันที่จำเป็นแก่เด็กทารก และช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
และแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนากระดูก

2. ช่วยให้ปลอดจากโรคไม่ติดเชื้อ
โรคไม่ติดเชื้อที่ น้ำมันมะพร้าวมีส่วนในการลดอัตราการเกิด ได้แก่

2.1 โรคหัวใจ : จากผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลน้อยมาก เพราะมีเพียง 14 ส่วน
ในล้านซึ่งน้อยกว่าน้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งมี 28 ส่วน และที่สำคัญคือ เมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไป ในร่าง
กาย ก็ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอลในกระแสโลหิต อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวเหมือนกับน้ำ
มันพืชประเภทไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลืองที่ถูกเติมไฮโดรเจน (hydrogenate) ในขบวนการผลิต และถูก
เติมออกซิเจน (oxidize) ระหว่างเดินทางก่อนถูกบริโภค จนเกิดเป็นtrans fatty acids ซึ่งเป็นตัวการทำให้
เกิดลิ่มเลือด และไปอุดตันหลอดเลือดนอกจากนั้นน้ำมันมะพร้าวยังมีวิตามินอีที่ช่วยขยายหลอดเลือด และ
ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ นักโภชนาการสมัยใหม่จึงสรุปว่า น้ำมันมะ
พร้าวช่วยทำให้หัวใจมีสุขภาพดี เพราะเป็นหนึ่งในสองชนิดของน้ำมันบริโภค ซึ่งช่วยลดความหนืด
(stickiness) ของเลือดที่เป็นสาเหตุของโรคหัวใจ น้ำมันมะพร้าวอุดมไปด้วยโคเลสเตอรอลจริงหรือ?

ชนิดของน้ำมัน
ปริมาณคอเรสเตอรอล (ส่วนต่อล้าน)
น้ำมันมะพร้าว 14 / น้ำมันปาล์ม 18 / น้ำมันถั่วเหลือง 28 / น้ำมันข้าวโพด 50 / เนยเหลว 3,150 /
น้ำมันหมู 3,500



2.2 โรคมะเร็ง : น้ำมันมะพร้าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง ด้วยกลไก 2 วิธี คือ

(1) เนื่องจากเป็นน้ำมันประเภทอิ่มตัวจึงไม่ถูกเติมไฮโดรเจน (hydrogenate) และแตกตัวเมื่อถูกกับ
อุณหภูมิสูง
(2) มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ของยีน เกิดเป็นเซลล์มะเร็ง และ
การทำร้ายเซลล์ การใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมตัว ก็ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ดีกว่ายาทากันแดดราคาแพง

2.3 โรคอ้วน : โรคอ้วนนั้นมีความสัมพันธ์กับสภาพต่าง ๆ เช่น การมีไขมันในเลือดสูงเป็นโรคเบาหวาน
มีความดันโลหิตสูง เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ตลอดจนโรคข้ออักเสบ ภาวะหยุดหายใจ ขณะหลับ ฯลฯ
การบริโภคน้ำมันมะพร้าวจะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความร้อนสูง (ในขบวนการ thermogenesis) ทำให้ร่าง
กายมีอัตราการเผาผลาญอาหาร หรือเมตาบอลิซึม (metabolism) สูงเกิดเป็นพลังงานสำหรับใช้ในการดำ
รงชีวิต อีกทั้งยังช่วยทำลายไขมันที่ร่างกายสะสมอยู่ นำไปใช้เป็นพลังงาน ดังนั้น ผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าว
เป็นประจำจึงไม่อ้วน
2.4 โรคเบาหวาน : ผลพลอยได้ของการเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานจากการบริโภคน้ำ
มันมะพร้าวทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาล เพราะถูกใช้ไปเป็นพลังงานหมด อีกทั้งยังไม่ทำให้ผู้ป่วยอยากรับ
ประทานอาหารที่เป็นแป้งหรือน้ำตาล จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานไปได้โดยปริยาย
2.5 โรคปวดเมื่อย โรคชราภาพก่อนวัย โรคมะเร็งผิวหนัง และโรคกระดูก : น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมัน
ที่ถูกดูดซึมเข้าทางผิวหนังได้ดี เพราะมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงนิยมใช้นวดตัวให้หายปวดเมื่อย และผ่อน
คลายความเครียด อีกทั้งยังปกป้องการทำลายของแสงอัลตราไวโอเลตที่ทำให้ผิวหนังเกิดรอยย่นแก่ก่อนวัย
และเป็นมะเร็งผิวหนัง ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของกระดูกให้แข็งแรง แพทย์แผนไทยจึงนิยมนำน้ำมัน
มะพร้าว มาประกอบเป็นสูตรยาแผนโบราณในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูก อันเนื่องมาจากการประสบ
อุบัติเหตุ

3. ช่วยให้ร่างกายปลอดจากโรคติดเชื้อ
จุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคเป็นสาเหตุของโรคของมนุษย์มากมายเหลือคณานับแต่ก็แปลกที่เด็กทารกแรก
คลอดที่ดูดน้ำนมมารดาเป็นประจำมักไม่ค่อยเป็นโรคเหล่านี้ ทั้งนี้ก็เพราะมีภูมิคุ้มกันที่ได้มาจากน้ำ
นมมารดา ได้มีการค้นพบว่าสารสำคัญในนมน้ำเหลือง (cholostum) ของมารดานี้ คือ กรดลอริก ซึ่ง
เมื่อเข้าไป ในร่างกายก็เปลี่ยนไปเป็นสารโมโนลอริน ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารปฏิชีวนะนั่นเอง ผลการ
วิเคราะห์องค์ประกอบของน้ำมันมะพร้าวพบว่ามีกรดลอริกสูงมากถึง 48-53% ซึ่งมากกว่าในน้ำนม
มารดามาก ในปัจจุบันวงการแพทย์สมัยใหม่ได้แนะนำให้ประชาชนกินยาเม็ดที่มีโมโนลอรินเพื่อเพิ่ม
ภูมิคุ้มกันโรค

4. การรักษาโรค
จากการที่น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ และสามารถถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายได้ดี และรวดเร็ว
ตำราอายุรเวทของอินเดียจึงได้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคมาไม่ต่ำกว่า 4,000 ปี แพทย์แผนไทยก็ได้
ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคทั้งภายในและภายนอกมาเป็นเวลาช้านาน เช่น ในตำราพระโอสถพระนารายณ์
ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาได้ใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยานวดแก้ปวดเมื่อย ยารักษาโรคกระดูก ยารักษาแผล
เน่าเปื่อย ส่วนตำราแพทย์แผนไทยในปัจจุบันก็แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคกระดูกที่เกิดจาก
อุบัติเหตุ รักษา เม็ดผดผื่นคัน ลบริ้วรอย แผลฟกช้ำ ซ่อมแซมส่วนสึกหรอ และป้องกันแสงแดด และ
ความร้อน แม้กระทั่งแพทย์แผนปัจจุบันชาวตะวันตก ก็ให้คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารหรือ
การดูดซึมอาหาร เด็กทารกรวมทั้งเด็กเล็กที่ไม่สามารถย่อยไขมัน กินน้ำมันมะพร้าวเป็นยารักษาโรค
ศักยภาพของน้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคมีดังนี้

4.1 โรคที่เกิดจากการติดเชื้อต่าง ๆ เชื้อโรคที่กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวสามารถทำลายได้ ได้แก่ เชื้อ
แบคทีเรีย เชื้อราและยีสต์ เชื้อโปรโตซัว และเชื้อไวรัส โมโนลอรินหรือสารปฏิชีวนะในน้ำมันมะพร้าว
มีจุดเด่นสองประการ คือ ไม่ทำให้เกิดการดื้อยาของเชื้อโรค และสามารถฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่มีเกราะ
ไขมันห่อหุ้มเซลล์ ที่ยาปฏิชีวนะธรรมดา ไม่สามารถฆ่าได้ แต่น้ำมันมะพร้าว สามารถละลายเกราะไขมัน
นี้ได้ แล้วจึงเข้าไปฆ่าเชื้อโรคเหล่านี้ เท่าที่ได้มีการวิจัยพบว่า เชื้อโรคที่มีเกราะไขมันห่อหุ้มนี้เป็นโรคร้าย
ในปัจจุบันที่รักษายากมาก เพราะทำลายมันไม่ได้ อย่างดีก็หยุดไม่ให้มันขยายพันธุ์โรคเหล่านี้ เช่น ไวรัส
โรคเอดส์ โรค SARS ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และกำลังมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
4.2 โรคผิวหนัง ผิวหนังที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำลาย หรือจากการถูกทำร้าย จนเกิดเป็นแผลที่เชื้อโรคจะ
เข้าทำลายต่อโมโนลอรินในน้ำมันมะพร้าว ซึ่งเป็นสารปฏิชีวนะจะช่วยกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้
4.3 รังแคหนังศีรษะ น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดรังแค หากชโลมผมด้วยน้ำ
มันมะพร้าวจะช่วยรักษารังแคหนังศีรษะได้........


บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อความงาม
น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ได้จากธรรมชาติปราศจากสารเคมีสังเคราะห์ใด ๆ เจือปน โดยเฉพาะยากำจัด
ศัตรูพืช ซึ่งมักจะมีอยู่ในน้ำมันพืชอื่น ๆ เนื่องจากกรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวมีขนาดโมเลกุลที่เล็ก ทำให้
ถูกดูดซึมเข้าไปได้ง่าย เราสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวในสภาพที่สกัดได้ตามธรรมชาติทันที โดยไม่ต้องทำ
ให้บริสุทธิ์ ฟอกสี และกำจัดกลิ่น ดังเช่นน้ำมันพืชอื่น ๆ จึงปลอดภัยจากอันตรายจากสารเคมี น้ำมันมะ
พร้าวมีบทบาทต่อความงาม ในเรื่องดังต่อไปนี้

1. รูปร่างได้สัดส่วน ไม่อ้วน แต่แข็งแรง
เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวที่เราบริโภคเข้าไปสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ทันที จึงไม่มีไขมันสะสมใน
ร่างกาย อีกทั้งยังกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานดีขึ้น จึงนำเอาไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ก่อนหน้า ไปใช้
เผาผลาญให้เกิดพลังงาน จึงช่วยลดความอ้วนได้ ดังนั้นผู้ที่บริโภคน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจึงไม่อ้วน
(เพราะไม่มีไขมันสะสม) แต่ร่างกายก็สันทัดสมส่วน และแข็งแรง

2. ผิวสวย
การนวดหรือชโลมตัวด้วยน้ำมันมะพร้าว ช่วยให้ผิวสวย เพราะ :
2.1 ผิวดูอ่อนวัย : น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ชโลมตัว ทั้งในรูปน้ำมันมะพร้าวสด ๆ หรือในรูปของผลิตภัณฑ์น้ำมัน
มะพร้าว เช่น ครีม และโลชั่นจะทำให้ผิวพรรณนุ่มไม่แตกแห้งเป็นกระ หรือฝ้า แต่ชุ่มชื้นและผิวเนียน ปราศ
จากริ้วรอยย่นทั้งนี้เพราะน้ำมันมะพร้าวมีวิตามินอีที่มีอานุภาพมากกว่าวิตามินอีในเครื่องสำอางช่วยต่อต้าน
อนุมูลอิสระที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ป้องกันการเสื่อมโทรมของเซลล์จากขบวน
การเติมออกซิเจน (Oxidation) ช่วยกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วและทับถมกันจนทำให้ผิวแห้งขณะ
เดียวกันก็ช่วยกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่จึงทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย
2.2 ผิวนุ่มและเนียน : ตามปกติผิวหนังจะสูญเสียความชื้นเพราะถูกแดดและลม น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติ
เป็นสารรักษาความชุ่มชื้น (Moisturizer) จึงช่วยให้ผิวหนังนุ่มและเนียน
2.3 ช่วยป้องกันและรักษาฝ้า และกระ : อนุมูลอิสระเป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า และกระ วิตามินอี
ในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ทำลายอนุมูลอิสระเหล่านี้ เราสามารถใช้นำมันมะพร้าวเป็นยากันแดดได้ดีอีก
ทั้งยังไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนยากันแดดบางชนิด และราคาก็ถูกกว่า

3. ผมงาม
เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่มีคุณสมบัติเป็นตัวเพิ่มความชุ่มชื้น (Moisturizer) อีกทั้งยังมีสาร
ปฏิชีวนะ (จากโมโนลอริน) และสาร antioxidant (จากสารโทโคทรินอลในวิตามินอี) จึงมีส่วนทำให้ผม
งาม จากคุณสมบัติดังต่อไปนี้ :

3.1 ช่วยปรับสภาพของผม : น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมัน hair conditioner ที่ช่วยทำให้ผมนุ่มดำเป็นเงางาม
เพราะมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมการเจริญของเส้นผม

3.2 ช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะ : น้ำมันมะพร้าวช่วยรักษาสุขภาพของหนังศีรษะทั้งนี้ เพราะน้ำมันมะ
พร้าวมีสารปฏิชีวนะที่คอยทำลายเชื้อโรค หนังศีรษะจึงไม่มีรังแค และมีวิตามินอีที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ หนัง
ศีรษะจึง่มีสุขภาพดี

3.3 ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี : เส้นผมประกอบด้วยส่วนนอก (culticle) ที่ทำหน้าที่ หุ้มส่วนใน (cortex)
หากส่วนนอกอยู่ในสภาพดี ไม่ฉีกขาด เส้นผมก็จะปกติ มีความยืดหยุ่น (elasticity) ทนทานต่อการบิดงอ
และมีความเหนียว ส่วนในซึ่งประกอบด้วยโปรตีนที่เรียกว่า เคอราทิน (keratin) ที่มีประกอบด้วยเส้นเล็กๆ
มัดรวมกัน โปรตีนของเส้นผมจะสูญเสียหรือสลายตัวไปตามอายุขัย แต่อาจเร็วขึ้นจากการไม่รักษาผมให้ดี
และการทำร้ายเส้นผม เช่น จากการดัดผม การย้อมผมด้วยน้ำยาเคมี แม้กระทั่งการหวีผมที่ใช้หวีที่คม น้ำ
มันมะพร้าวจึงช่วยลดปริมาณการสูญเสียของเส้นผม เพราะน้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติยึดเกาะ (affinity) กับ
โปรตีนของเส้นผมได้ดี อีกทั้งยังมีขนาดเล็กจึงแทรกซึมเข้าไปในเส้นผมได้สะดวก ในขณะที่น้ำมันทานตะวัน
และน้ำมันแร่ (mineral oil) ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมน้ำมันใส่ผม ไม่ได้มีส่วนช่วย
แต่อย่างใด เพราะไม่สามารถซึมเข้าไปในเส้นผมได้เหมือนน้ำมะพร้าว........

ผมทดลองแล้วดีมากๆ
   

ความคิดเห็นที่ 324
ตอบโดย : ฅนบางขุนเทียน
(7/09/2013 16:08)

 
 
ตอนนี้ผมเป็นไซนัสอักเสบรักษาได้ไหมครับช่วยแนะนำหน่อยครับใช้ตัวไหนดี
   

ความคิดเห็นที่ 325
ตอบโดย : ดา
(14/09/2013 11:31)

 
 
น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นสามารถทาแผลที่เกิดจากเริม บริเวณจุดซ่อนเร้นได้หรือไม่ ชอบเป็นผื่นหรือเริมแถวจุดซ่อนเร้น เวลาอากาศร้อน หรืออบ เป็นคนเข้าห้องน้ำบ่อยเลยหลีกเลี่ยงการอับชื้นยากค่ะ ใช้น้ำฝาถัง หรือน้ำพลอยเพชรของป้าเช็งแล้วแผลจะเป็นสะเก็ดแข็ง ๆ เลยอยากลองน้ำม้นมะพร้าวสกัดเย็นดูค่ะ จะใช้ยี่ห้อไหนก็ได้ใช่หรือไม่คะ กรุณาตอบด้วยค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 326
ตอบโดย : เหมียว
(14/09/2013 20:34)

 
 
ตอนนี้คุณแม่อายุ71ปี เป็นปอดติดเชื้อ พอทราบไหมค่ะว่าน้ำหมักผลไม้ชนิดใดที่ช่วยรักษาได้ค่ะ เพราะที่บ้านก็หมักน้ำหมักสูตรป้าเช็งเหมือนกัน แม่ได้กินบอระเพ็ดแต่้ยังไม่หายเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 327
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(14/09/2013 21:58)

 
 
คห.325 ขออธิบายยาวหน่อยนะครับ ขออนุญาตนำบทความของ ดร.ณรงค์ โฉมเฉลา มาบอกเล่าละกันอ่านให้ละเอียดแล้วลองทำตามนะครับ แฟนผมเป็นเริมเหมือนกันแต่ตอนนี้หายแล้วครับโดยใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นทำเองก้อได้ครับง่ายๆถ้าสนใจก้อถามมาได้ครับ โรคเริม ปัจจุบันนี้เป็นกันมาก
โดยไม่ทราบสาเหตุ ว่าเป็นได้อย่างไร ก็มี
หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ว่าได้ บางบ้านเป็นกันทั้งบ้านก็มี เพราะไม่ทราบว่าเป็นโรคติดต่อ ที่หากใครเป็นแล้วก็เป็นตลอดชีวิต เพราะเชื้อมันฝังอยู่ในเส้นประสาทของผู้เป็น หากร่างกายอ่อนแอ เครียดฯ มันก็ออกมา ทำให้มีอาการโรคเริมเกิดขึ้น

ถ้าเป็นบริเวณปาก ทาด้วยน้ำมันมะพร้าวแห้งและหายเร็ว ไม่ควรดื่มน้ำแก้วเดียวกัน หรือ กินข้าวช้อนเดียวกัน ฯลฯ เพราะ เริมเป็นโรคติดต่อ ชนิดหนึ่งที่ติดต่อง่ายหากไม่ระวัง

ประสบการณ์ ของผู้ป่วยชาวฝรั่งเศส ที่ข้อความทั้งหมดอยู่ในหนังสือ กัลปพฤกษ์ ฉบับที่ 3 เมษายน 2551 สำหรับสมาชิกชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย

ชาวฝรั่งเศส

ผมมาอยู่เมืองไทย10 กว่าปี ปัจจุบันอายุ 36 ปี เป็นโรคเริมมาหลายปี เป็นที่อวัยวะเพศ เมื่อเริ่มเป็น ก็ไปพบหมอๆแจ้งว่า โรคที่เป็นอยู่ รักษาไม่หายขาด ให้ดูแลสุขภาพให้ดีจะเป็นห่างขึ้น หมอจ่ายทั้งยารับประทาน และยาทาใช้อยู่ประมาณ 10 กว่าวันก็หาย ช่วงแรกจะเป็นโรคเริม 2 ครั้งต่อปี แต่ในระยะปีหลัง เริ่มเป็นถี่ขึ้น เดือนหนึ่งอาจเป็นโรค 2 ครั้ง ก่อนเป็นจะมีอาการเตือนก่อน มีอาการปวดแปล๊บๆ ที่ปลายประสาท ปวดแสบปวดร้อน คันๆ ในเวลาเป็นแต่ละครั้ง
ในระยะหลัง แผลที่ที่เกิดเป็นกลุ่มตุ่มใสๆจะแตกลึก ลามและปวดใช้เวลารักษา นานกว่าเดิม เกือบเดือนกว่าจะหาย บางครั้งจะมีการขึ้นใหม่ของโรคในบริเวณใกล้เคียงอีกด้วย ต้องพยายามรักษาแผลที่เป็นให้แห้งๆไม่ใส่กางเกงใน เพราะแผลจะอับชื้น เวลาอาบน้ำต้องดูแลไม่ให้แผลถูกน้ำถึงจะหายเร็วขึ้น เป็นแต่ละครั้งแสนจะทรมาน หงุดหงิดใจ น่ารำคาญ ต้องรับประทานยาหนักขึ้นทุกวัน คิดว่ามีอาการดื้อยา

เป็นคราวโชคดี พบพี่ชายเพื่อน แนะนำให้ใช้น้ำมันมะพร้าวพรหมจรรย์ (virgin coconut oil) ทาไปบริเวณที่เป็นเริม ให้สกิดตุ่มน้ำใสๆให้แตกเอา กระดาษทิชชู่ซับแผล แล้วใช้น้ำมันมะพร้าวทาบริเวณที่เป็น 2-3 ครั้ง แผลหายสนิท อยากจะบอกว่า

เป็นสุดยอดน้ำมันมหัศจรรย์ หลังจากที่เคยเป็นเริมมาเป็นเดือนกว่าจะหาย พี่ชายเพื่อนยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหาร เช่น ข้าวโพด ถั่วเปลือกแข็งทุกชนิด เบียร์ เนย ช็อกโกแลต ซีเรียล เพราะโปรตีนที่มีแอลอาร์จินินสูง เชื้อเริมชอบมาก

ให้กินมันฝรั่ง ถั่วฝักยาว ผักต่างๆ ปลาทะเล น้ำมันปลา สาหร่ายทะเล น้ำมะพร้าวอ่อน ไข่ไก่ เพราะมีโปรตีนที่มี แอลไลซีนสูง เชื้อเริมไม่ชอบ
ตั้งแต่ได้รับคำแนะนำโรคเริมที่เคยเป็นก็ห่างหายไปนาน ถ้าไปดื่มเบียร์ กับเพื่อนก็จะมีอาการ ขอบคุณมากสำหรับน้ำมันมะพร้าว เพราะคนที่ไม่เป็นไม่รู้หรอกว่า มันทุกข์ รำคาญ อย่างไร
   

ความคิดเห็นที่ 328
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(14/09/2013 22:23)

 
 
คห.325ใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นยี่ห้ออะไรก้อได้ครับ ใช้ทาก่่อนนอนถ้าเหนอะหนะก้อใช้แป้งฝุ่นทาทับบางๆได้เช่นกันครับ แต่ถ้าจะให้ดีใช้ทานร่วมร้วยก้อได้ครับ ครอบครัวผมทานน้ำหมักผลไม้และน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นร่วมกันครับ รับรองไม่มีผลข้างเคียงเพราะมาจากธรรมชาติครับ
   

ความคิดเห็นที่ 329
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(15/09/2013 17:39)

 
 
คห.326 คุณเหหมียวครับจากที่ผมพอทราบและศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรคปอดติดเชื้อเห็นมีน้ำหมักพูลคาวครับที่สามารถรักษาและบรรเทาโรคนี้ครับ แต่ทางที่ดีควรรักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบันด้วยจะดีกว่าครับเพราะคนป่วยอายุมากแล้วผมมีบทความนี้มาให้ลองศึกษาดูครับ
1.ฤทธิ์ระงับปวด เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ ห้ามเลือด ปริมาณของเหลวในร่างกาย

2.ฤทธิ์ขับปัสสาวะ พบสารฟลาโวนอยด์ที่แยกได้จากใบพลูคาวเป็นสาระสำคัญในการออกฤทธิ์

3.ฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ น้ำมันหอมระเหยจากการกลั่นส่วนเหนือดินของพลูคาว พบว่ามีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอย่างแรงต่อเชื้อ Bacillus cereus และ B. Subtilis เชื้ออหิวาต์ Vibrio cholerae 0-1 และ V. Parahaemolyticus

4.ฤทธิ์ต้านไวรัส น้ำมันหอมระเหยจากพลูคาว ซึ่งประกอบด้วย n-decyl aldehyde, n-dodecyl aldehyde และ methyl-n-nonyl ketone สามารถยับยั้งการเจริญของไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่ในหลอดทดลองได้

นอกจากนี้ยังมีผลต่อไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม 3 ชนิด ได้แก่ herpes simplex virus type-1 (HSV-1) ไวรัสไข้หวัดใหญ่ และไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ (HIV-1) และไวรัสที่ปราศจากเปลือกหุ้ม 2 ชนิด คือ โปลิโอไวรัส และ คอกซากีไวรัส

จากการศึกษาองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหย จากส่วนเหนือดินของพลูคาวโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ พบว่าประกอบไปด้วยสารที่เป็นองค์ประกอบหลัก 3 ชนิดคือ capryl aldehyde, 2-undecanone และ lauryl aldehyde โดยปริมาณของสารในน้ำมันหอมระเหยที่พบในพลูคาวจากแต่ละท้องถิ่นนั้นมีองค์ประกอบเหมือนกัน แต่พบในสัดส่วนปริมาณที่แตกต่างกัน

ดังมีรายงานปริมาณของ capryl aldehyde และ lauryl aldehyde ที่พบในประเทศไทยมีปริมาณมากกว่าที่พบในประเทศญี่ปุ่น ส่วนพลูคาวที่ปลูกในประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณของ 2-undecanone มากกว่าพลูคาวที่ปลูกในประเทศไทย การที่สารในน้ำมันหอมระเหยมีสัดส่วนของปริมาณที่แตกต่างกัน อาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อม พื้นที่ สภาพอากาศที่แตกต่างกัน

จากคุณสมบัติของพลูคาว ในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดโรคต่างๆ ของคน จะเห็นว่าปัจจุบัน มีการนำพลูคาวมาผลิตเป็นอาหารเสริมกันมาก กล่าวอ้างสรรพคุณมากมาย อย่างไรก่อนจะบริโภคก็ขอให้พิจารณาให้ดีก่อนว่าเราจะรับประทานเพื่ออะไร

ขอให้หายป่วยไวๆครับ
   

ความคิดเห็นที่ 330
ตอบโดย : สาวบางปะกง
(15/09/2013 18:27)

 
 
ขอบคุณข้อมูลที่มีประโยชน์ค่ะ
ขอบคุณคุณภูมิชีวิต อาจารย์เปา และเพื่อนๆที่มาแชร์ข้อมูล
คุณแม่เป็นมะเร็งที่ตับ ตอนนี้เหมือนจะไปที่ปอด
มีอาการคล้ายพี่เป้า สายัณห์
อยากจะไปซื้อน้ำมหาบำบัดมาให้คุณแม่ทาน
อยากขอทราบผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับโรคนี้ช่วยแชร์ด้วยค่ะ
ขอบคุณประธานชมรมที่ให้ฝากข้อความนี้
ขอบคุณผู้ทีเข้ามาตอบนะคะ
ช่วงนี้สงสารแม่มากๆ ยังทำใจไม่ได้จริงๆ
   

ความคิดเห็นที่ 331
ตอบโดย : ก้าวหน้า
(16/09/2013 22:45)

 
 
คห.330 ทำใจดีๆไว้ครับสาวบางประกง ถ้าผมเป็นพี่เป้าผมไม่ยอมนอนตายง่ายๆแน่ครับ บางอย่างอาจไม่แย่อย่างที่เราคิดก้อได้ครับ ลองอ่านข้อความนี้ดูนะครับ
การนำอะไรก็แล้วแต่เข้าร่างกาย ก็ย่อมมีผลต่อร่างกาย
ระบบการทำงานของร่างกายต้องนำสารบางอย่างไปใช้งาน
และนำสารบางอย่างออกจากร่างกาย
ตับและไต เป็นอวัยวะที่สำคัญที่กำจัดสารที่ไม่ต้องการออกจากร่างกาย
การทานยาทุกอย่าง ย่อมมีผลต่อตับ
- ดังนั้นคนที่เป็นโรคตับอยู่แล้ว ต้องระวังให้มากเกี่ยวกับการใช้ยาทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร ยาแผนโบาราณ หรือยาแผนปัจจุบัน
- คำที่ว่าตับอักเสบ อาจจะไม่ใช่อาการที่แย่เสมอไป แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ
อย่างกรณีที่คนเล่นกล้ามนั้น ก็จำเป็นต้องให้กล้ามเนื้อนั้นอักเสบ
แล้วร่างกายจะสร้างกล้ามเนื้อใหม่ขึ้นมา และแข็งแรงกว่าเดิม
- กรรมวิธีการหมักก็มีส่วน ปริมาณที่ใช้ก็มีส่วน ต่อประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงของน้ำหมัก
- คนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว แสดงว่าตับมีปัญหา ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ
- มันเป็นการยากที่จะบอกว่าตับอักเสบเกิดจากอะไร เพราะองค์ความรู้ในด้านนี้
หมอปัจจุบันไม่ยอมรับ(ไม่รู้ทำไม) มันจึงเป็นการปิดกั้นการวิจัยทางการแพทย์แผนปัจจุบัน
จึงต้องอาศัยหมอชาวบ้านทั่วไปวิเคราะห์กันเอง
- แต่บางทีมันก็เป็นเพียงค่าที่บอกว่าตอนนี้ตับกำลังทำงานอย่างหนักเท่านั้น เพราะการเช็คว่าตับอักเสบนั้น
เค้าอาศัยการเช็คสารชนิดหนึ่งที่ตับผลิตขึ้นมา ซึ่งยังไม่แน่นอนเสมอไปว่าตับอักเสบจริง
- บางทีมันก็เป็นการถอนพิษ ซึ่งส่วนมากจะเป็นกันมากสำหรับผู้ที่ใช้ยาแผนปัจจุบันมานาน
ซึ่งพิษของยาเหล่านั้นมันจะสั่งสมในตับ ไต และกล้ามเนื้อต่าง ๆ เมื่อน้ำหมักไปล้างยาเหล่านี้ออกมา
ก็เป็นหน้าที่ของตับและไตที่ต้องขับมันออกจากร่างกาย
ซึ่งจะมีอาการข้างเคียงในระยะแรก ๆ ของการดื่มน้ำหมักเท่านั้น ซึ่งจะเป็นกันมากสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว
ต่อเมื่อดื่มไปได้ระยะนึงแล้วร่างกายจะปรับเข้าสู่สภาวะปกติครับ
- คนส่วนมากที่ทานน้ำหมักจะไม่มีอาการตับอักเสบนะครับ ถ้าคุณวิตกในเรื่องนี้ก็เลิกได้ครับ
และอาการทุกอย่างก็จะเป็นปกติครับ
- แต่ถ้ายังมีความสนในในด้านการใช้ยาที่ใช้กรรมวิธีตามธรรมชาติ ก็ยังมีสูตรยาเบาหวานอีกหลายตัวที่เหมาะสมกับโรคนะครับ
- ผมเคยได้ยินคุณลุงคนนึง ท่านแนะบอกว่า ท่านเป็นเบาหวานตอนนี้ดีขึ้นแล้ว กว่าจะเจอยาสมุนไพร
ที่ถูกกับโรคของตัวก็ต้องเปลี่ยนยาสมุนไพรมาประมาณ 3 ครั้ง
และการทานยานั้น ก็ต้องทานเป็นระยะเวลาถึง 1-3 เดือน ไม่ใช่ทานแค่อาทิตย์เดียวก็สรุปผลแล้ว
เพราะการทำงานของยาสูตรธรรมชาตินี้ จะเป็นการฟื้นฟูอวัยวะที่เสื่อมให้กลับมาทำงานเป็นปกติ
ซึ่งต้องใช้เวลามาก ต่างจากยาแผนปัจจุบัน
- มีอยู่คนนึงเป็นไทรอยด์ ทานน้ำหมักจนสุขภาพดีขึ้นมาก เหมือนคนปกติ ผ่านไป 2-3 ปี เกิดความประมาท ไม่รักษาสุขภาพ ไม่ไปตรวจสุขภาพตามที่หมอนัด ไม่ยอมทานยา เลิกกับภรรยา มีปัญหาชีวิต แล้วกินแต่เหล้า สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตลง เพราะไม่รักษาสุขภาพของตัวเอง
- การดูแลรักษาสุขภาพ ทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นโทษโดยเฉพาะของแสลงโรค ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้เบิกบานปล่อยวางต่อสิ่งต่าง ๆ ไม่ให้เป็นกังวล และรักษาศีล 5 นั้นเป็นหัวใจหลักของการรักษาสุขภาพกายและใจ กายและใจต้องรักษาไปควบคู่กัน จึงจะสัมฤทธิ์ผล ส่วนน้ำหมักนั้นเป็นส่วนเสริมเท่านั้นเองครับ อย่างคนที่สุขภาพดีสัก 60% เมื่อทานน้ำหมักแล้ว ก็อาจช่วยได้ 20% ก็เพิ่มเป็น 80% ก็ถือว่า OK มากแล้วครับ พอที่จะใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ก็ดีมากแล้วครับสำหรับคน ๆ นึงครับ(แต่แนะนำอย่าฉายแสงเด็ดขาดนะครับเพราะอันตรายมาก) ควบคุมอาหารการกินให้ดีอย่ากินของแสลงแล้วค่อยดื่มน้ำหมักครับ
- ขออภัยที่อาจตอบไม่ตรงคำถามเท่าไหร่ครับ ขอเป็นอีก1กำลังใจครับ
   

ความคิดเห็นที่ 332
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(16/09/2013 22:52)

 
 
คุณสาวบางปะกงครับ....
คุณแม่เป็นมะเร็งที่ตับ ตอนนี้เหมือนจะไปที่ปอด .......

ก่อนอื่นต้องทราบ ข้อมูลและรายละเอียด ไปรับการตรวจรักษาที่ไหนแล้วหรือยังครับ ...ต้องทราบเงื่อนไขของโรค และแนวทางการรักษา ของแผนปัจจุบัน และสภาพของผู้ป่วย สภาพการใช้วิถีชีวิตประจำวันได้ปกติดีหรือไม่....และที่สำคัญที่สุดคือคุณตัดสินใจที่จะใช้วิธีการรักษาแบบไหน อย่างไร...อยากแนะนำครับ แต่มะเร็งตับค่อนข้างยากครับยิ่งกระจายไปที่ปอดแล้ว ก็อาจจะเป็นระยะที่อันตรายครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 333
ตอบโดย : สาวบางปะกง
(20/09/2013 13:14)

 
 
ขอบคุณ คุณภูมิชีวิตและคุณก้าวหน้าที่กรุณามาตอบคำถามให้
คุณแม่อายุ 76ปี ท่านยังช่วยตัวเองได้เรื่องกิจวัตรประจำวัน
จริงๆพบก้อนที่ตับตั้งแต่ปี51 แต่ไม่ได้รักษา แพทย์บอกว่าก้อนเล็ก ติดตามผลอัลตร้าซาวน์ และผลเลือด จนปี54 ผลเลือดสูง ก้อนเริ่มโตขึ้น พ.ได้ทำการรักษาเรื่อยมา โดยฉีดยาคีโมที่ก้อน 3 ครั้ง และใช้ความร้อนจี้ 2ครั้ง แต่ก้อนใหม่ๆก็ขึ้นมาเรื่อยๆ ครั้งล่าสุดให้คีโมชนิดทานราคาแพงมากๆ เม็ดละหลายพันบาท แต่แม่ให้ได้อาทิตย์เดียว มีอาการแพ้มากๆต้องหยุดยา
รอดูผลเลือกและจะเริ่มให้ยาใหม่
แต่ช่วงหลังมาแม่มีอาการไอบ่อยๆเวลานอน
จนล่าสุดน้ำท่วมปอด พ.บอกว่าลามไปที่ปอด
นอนรพ.เจาะปอดไป2ครั้ง อาการดีขึ้นกลับมานอนพักฟื้นที่บ้าน
ได้ซี้อน้ำมหาบำบัดมาให้ทาน สังเกตว่าท้องยุบลงไม่แน่นมาก
แต่อาทิตย์นี้ท่านแน่นอีกหายใจไม่สะดวก ต้องไปเจาะปอดอีกครั้ง
ไม่ได้นอน รพ. ช่วงนี้ท่านทานได้น้ ผอมมาก แต่ยังช่วยเหลือตัวเองได้
   

ความคิดเห็นที่ 334
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(20/09/2013 23:14)

 
 
จากอาการที่เล่ามาผมคิดว่าอยู่ในระยะที่อันตรายแล้วครับที่สำคัญที่สุดคือคุณตัดสินใจที่จะใช้วิธีการรักษาแบบไหน อย่างไร.. แต่มะเร็งตับค่อนข้างยากครับยิ่งกระจายไปที่ปอดแล้ว...การรักษายิ่งยากเข้าไปอีก..เงื่อนไขคือผู้ป่วยอายุค่อนข้างมากแล้ว และเป็นมาหลายปีแล้ว ผ่านการรักษามามากแล้ว...ซึ่งมะเร็งก็ไม่ได้หยุด...หาย...หรือดีขึ้น...ตรงกันข้ามกลับกระจายไปยังปอดแล้ว...และยังมีอาการน้ำท่วมปอดจนต้องเจาะปอด 2 ครั้งแล้ว...ทางแผนปัจจุบันก็คงต้องรักษากันต่อไปครับ...ถ้าใช้แนวทางธรรมชาติร่วมด้วยก็คงจะเป็นเรื่องของอาหารครับ ต้องเป็นอาหารที่ปลอดจากสารเคมี เป็นอาหารที่ไม่เป็นภาระกับการทำงานของตับครับ คือต้องเป็นอาหารที่ใกล้เคียงธรรมชาติครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 335
ตอบโดย : สาวบางปะกง
(21/09/2013 00:16)

 
 
ขอบคุณ คุณภูมิชีวิตที่กรุณา
ตอนนี้ทางแพทย์ไม่รักษาแล้ว
นอกจากรักษาตามอาการ
ส่วนเรื่องอาหารทานได้น้อย
เพราะท่านไม่อยากทาน ท้องอืดค่ะ
แต่ก็พยายามให้ทาน มื้อละ 2-3 ช้อน
แต่ให้ทานพวกรังนกและนมพอได้บ้าง
ขอบคุณมากๆค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 336
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/09/2013 13:28)

 
 
ผมมีความเห็นว่านมไม่ควรดื่มครับ เพราะอาจจะยิ่งทำให้ท้องอืดมากขึ้นครับ ยิ่งตับมีปัญหานมยิ่งไม่ควรดื่มครับ หากจะดิ่มควรเป็นน้ำเอ็นไซม์ที่สกัดจากผัก หรือผลไม้ครับ ถ้าดื่มน้ำสกัดจากมะระได้ก็จะยิ่งดีครับเพราะจะช่วยในเรื่องของการฟอกเลือด...ส่วนสิ่งที่จะใช้ดื่มแทนนมน่าจะเป็นน้ำ อาร์.ซี.(R.C.) โดยนำธัญพืชเป็นข้าว 9ชนิด มาต้มให้ดื่มแต่น้ำจะช่วยให้สดชื่นขึ้นดีกว่านมมากมายครับ...และไม่ก่อปัญหาให้กระทบกับตับด้วยครับ...
   

ความคิดเห็นที่ 337
ตอบโดย : pantawan
(21/09/2013 15:21)

 
 
ขอถามคุณภูมิชีวิตค่ะ
ข้าว9 ชนิดมีอะไรบ้างคะ
น้ำสกัดจากมะระมีขายหรือป่าวคะ หรือต้องทำเอง
และน้ำอาร์ซีมีขายตามห้างสรรพสินค้าใช่หรือไม่
ทุกวันนี้ซื้อน้ำแร่ให้ท่านทานอยู่คะ
ขอบคุณคุณภูมิชีวิตที่มาช่วยตอบปัญหา
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ที่อนุญาตให้ฝากคำถามไว้
เราเป้นลูกก็ต้องทำดีที่สุด
ทั้งๆที่รู้ว่าสุดท้ายก็หนีไม่พ้น แต่ไม่อยากให้ท่านต้องทรมาณ
ขอบคุณทุกท่านค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 338
ตอบโดย : สาวบางปะกง
(21/09/2013 15:28)

 
 
ขอโทษนะคะ
ช่วงนี้เบลอๆ
สาวบางปะกง pantawan คนเดียวกันนะคะ
   

ความคิดเห็นที่ 339
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(21/09/2013 17:59)

 
 

ความคิดเห็นที่ 337
ตอบโดย : pantawan
(21/09/2013 15:21)
ขอถามคุณภูมิชีวิตค่ะ
ข้าว9 ชนิดมีอะไรบ้างคะ
น้ำสกัดจากมะระมีขายหรือป่าวคะ หรือต้องทำเอง

เรื่องน้ำอาร์ซี และข้าว 9 ชนิด
ผมต้องขอรบกวนให้คุณสาวบางปะกง pantawan
เข้าไปอ่านในกระทู้เรื่องชีวจิตคืออะไร
กระทู้ที่ 009031 เริ่มอ่านความเห็นที่ 7
เป็นต้นไป หรือว่าจะอ่านทั้งหมด
เพื่อเป็นแนวทางดูแลคุณแม่ก็ได้ครับ ลอง
เข้าไปอ่านดูนะครับ
.........................................................

ทั้งๆที่รู้ว่าสุดท้ายก็หนีไม่พ้น แต่ไม่อยากให้ท่านต้องทรมาณ
ขอบคุณทุกท่านค่ะ


จากประโยคนี้ผมคิดว่าคุณสาวบางปะกง
pantawan คงทราบและเข้าใจในความหนักเบา
ของอาการที่คุณแม่เป็นอยู่นะครับ ผมก็ขอเป็น
กำลังใจขอให้คุณมีพลังในการดูแลคุณแม่ของ
คุณอย่างดีที่สุดนะครับ หากเห็นว่าผมพอจะ
เป็นประโยชน์บ้างผมก็ยินดีครับ...
ด้วยความปรารถนาดีครับ
   

ความคิดเห็นที่ 340
ตอบโดย : สาวบางปะกง
(21/09/2013 22:30)

 
 
ขอบคุณ คุณภูมิชีวิตที่กรุณามาตอบคำถามให้
คงเป็นประโยชน์มากสำหรับไว้ดูแลคุณแม่ในช่วงท้ายของชีวิต
มีอะไรจะมาแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ความดีที่คุณภูมิชีวิตได้ทำ ขอส่งผลให้ท่านมีสุขภาพที่แข็งแรง ขอบคุณค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 341
ตอบโดย : klomkling
(30/09/2013 18:22)

 
 
ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 342
ตอบโดย : ศิรภร
(5/10/2013 20:55)

 
 
เพิ่งเริ่มต้นลองดื่มน้ำหมักค่ะ อ่านตั้งแต่ต้นได้ความรู้มากๆเลย และกำลังเริ่มหมักอัญชัน มะกรูด สมอ ยอ ป้อม เพชร ตอนนี้ซื้อมาก่อนโดยใช้สูตรน้ำหมักพลอยเพชร 5 ต่อ เอ็นไซม์ 7 ปี รู้สึกดีค่ะไม่อ่อนเพลีย อยากถามว่าเอนไซม์ 7 ปีที่ซื้อมานำมาขยายต่อได้หรือไม่ ถ้าได้ทำอย่างไร และทำได้กี่ครั้งค่ะ
   

ความคิดเห็นที่ 343
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(6/10/2013 13:18)

 
 
การขยายเอ็นไซม์เจ็ดปีทำได้โดย
อัตราส่วนคำนวนจากขวดเอ็นไซม์ 7 ปี
หนึ่งขวดมีปริมาณกี่ ซี.ซี. อัตราส่วนหลัก ๆ
มีอยู่ว่าใช้น้ำหมักเอ็นไซม์ฯ 5 กก.
น้ำสะอาด 5 กก.น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1 กก.
แต่ถ้าปริมาณน้ำเอ็นไซม์มีน้อย
ก็คำนวนลดลงตามสัดส่วนครับ
แล้วเก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปีครับ
ก็จะได้เอ็นไซม์เพิ่มเป็นเท่าตัว
ถ้าไม่ปล่อยให้ขึ้นวุ้นนะครับ...
ขยายต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับแต่เชื่อเหอะ
ผมว่าขยายครั้งเดียวก็ไม่เหลือแล้วครับ
   

ความคิดเห็นที่ 344
ตอบโดย : ศิริภร
(6/10/2013 21:03)

 
 
ขอบคุณค่ะ ก็ต้องซื้อไปก่อนละกัน
   

ความคิดเห็นที่ 345
ตอบโดย : tub
(23/10/2013 10:09)

 
 
มีขายที่ไหนบ้างค่ะ อยากซื้อให้คุณพ่อค่ะ
รบกวนขอรายละเอียดด้วยค่ะ tub.tpt@gmail.com
   

ความคิดเห็นที่ 346
ตอบโดย : แหม่ม
(26/11/2013 18:19)

 
 
ทำน้ำหมัก 4ถัง ค่ะ ป้อม 1 สมอ 2 มะเฟือง 1 ได้ประมาณ 1 ปี 3 เดือนแล้วค่ะ สมอมีรสเปรี้ยวนิดหน่อย แต่น้ำมันดำมาก มะขามป้อม จืดแบบเฝื่อนๆ มะเฟือง จืดสนิทไม่มีรสเปี้ยวเลย ทุกถังกลิ่นเหมือนน้ำหมักทั่วไป แต่สงสัยทำไมมันไม่เปรี้ยวคะ มันเสียหรือเปล่า
   

ความคิดเห็นที่ 347
ตอบโดย : payom
(28/11/2013 21:14)

 
 
นำน้ำหมักมาประกอบอาหารต้ม/ทอดฯลฯ จุลินทรีย์จะตายหรือไม่แล้วจะมีคุณค่าเหมือนเดิมหรือเปล่า
   

ความคิดเห็นที่ 348
ตอบโดย : payom
(28/11/2013 21:18)

 
 
การเก็บน้ำหมักไว้ 10 ปีกับการขยายทุกปีจนถึง 10 ปีจะ เป็นมหาบำบัดที่คุณภาพเหมือนกันหรือไม่
   

ความคิดเห็นที่ 349
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(14/12/2013 15:55)

 
 
เส้นทางแห่งชีวิต.....ที่คิดจะเดินออกมาจากเส้นทางสายมะเร็ง....

การเป็นมะเร็งไม่ใช่เรื่องยาก...แต่การที่จะต้อง
เอาชีวิตให้รอดพ้นจากการเป็นมะเร็งแล้ว นี่สิ...
มันยากเหลือหลาย....การรักษาตัวนั้น
ถึงแม้จะหยุดยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด
และไม่มีคำว่าหายจากโรค...อีกทั้งไม่มีคำว่าไม่
สูญเสียระบบต่าง ๆ ในร่างกายหรือแม้กระทั่ง
อวัยวะบางส่วนของร่างกาย หรืออวัยวะ
หลาย ๆ อย่างในร่างกาย ต้องถูกเซ่นสังเวยให้กับ
มะเร็งโดยไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด และ
บางครั้ง ไม่สามารถจะเรียกอวัยวะส่วนที่เสียไปแล้วนั้นกลับคืนมาให้เป็นปกติดังเดิมได้....ถึงแม้จะปรับเปลี่ยนมาใช้แนวทางธรรมชาติแล้วก็ตาม แต่อวัยวะที่สูญเสียไปกับการที่ต้องเข้ากระบวนการรักษานั้นบางอย่างไม่สามารถเรียกคืนได้ดังเดิม และถึงแม้อวัยวะบางอย่าง
ยังไม่ถึงกับสูญเสีย หรือเสียหาย แต่การ
ที่จะกลับมาใช้ได้ดังเดิมนั้น...เป็นไปแทบไม่ได้เลยปัญหาหลัก ๆ ใหญ่ ๆ ของการที่ไม่ประสบ
ผลสำเร็จในการรักษาตัวเองก็คือ มุมมอง...ความคิด...ความเข้าใจ....และที่สำคัญคือศรัทธาอย่างมีสติ อุปสรรคที่จะทำให้ไม่สำเร็จก็คือ ความไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ความคิดในลักษณะอคติ ในสิ่งที่ตัวเองไม่ศรัทธา และดูแคลน การใช้วิถีชีวิตในแนวทางแห่งธรรมชาติ อย่าลืมว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่เป็นคุณแก่ผู้ที่เข้าถึงและเข้าใจหากเรามีเวลาให้กับ สติ ทำให้สงบ และจะพบกับคำว่าสว่าง
ตามหลักของธรรมะ...ที่ควบคู่ไปกับธรรมชาติ
และขอให้ตระหนักไว้เสมอว่าธรรมชาติป็นผู้ให้ชีวิตจงใช้ชีวิตให้ใกล้ชิดธรรมชาติ...แล้วโอกาสที่เราจะพบกับการมีสุขภาพที่ดีนั้น....อยู่แค่เอื้อมเองครับ
   

ความคิดเห็นที่ 350
ตอบโดย : ภูมิชีวิต
(31/12/2013 17:43)

 
 
ถนนสายมะเร็ง....กับแค่ความคิดกลายเป็นพิษได้ไง...มะรุ้สิ
วิธีคิดป็นส่วนหนึ่งในองค์รวมของการปฏิบัติตัว
โดยใช้แนวทางธรรมชาติในการบำบัดรักษาตัวเอง...
กับความคิดที่เต็มไปด้วย..."อคติ"...และไม่ว่าความคิด
ที่เป็นอคตินั้นจะถูกหรือผิดก็ตาม ย่อมส่งผลกระทบ
กับภูมิต้านทานของร่างกายทั้งสิ้นโดยเฉพาะผู้ป่วย
ที่เป็นมะเร็ง...ทางออกของการบำบัดอาการ อคติ นี้ได้
ง่ายดาย ก็โดยน้อมนำเอาหลักของธรรมะแบบง่าย ๆ
ให้เข้ามาในจิตใจคือหลักของความเมตตา อภัย เข้าใจ
ผู้อื่น และที่สำคัญมากคือการรู้จักตัวเอง ความสำคัญ
ประการหนึ่งในการที่เราจะเข้าใจธรรมะได้นั้น ต้องเกิด
ขึ้นจากสำนึกโดยธรรมชาติก่อน ยิ่งบางท่านอาจจะ
พอรู้และเข้าใจนี่นับว่าเป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งดี
เจตนารมณ์ในการฝึกให้ได้ก็เพื่อเป็นพลังส่วนหนึ่ง
ในการที่จะนำไปใช้เพื่อการบำบัดโรคร้ายให้ทุเลาลงได้
การที่เราสามารถรอบรู้ เก่ง หรือชำนาญ ในทางหนังสือ
อย่างเดียวไม่ได้เป็นคำตอบที่ใช่เสมอไปครับ...
การน้อมนำเข้ามาปฏิบัติด้วยตัวเองนั้น จะมีคำตอบ
ที่ชัดเจนแม่นยำกว่ามากมายครับ และเป็นบทเรียน
ที่ผู้ปฏิบัติได้ความรู้โดยไม่ต้องจำ...
คนเราเวลามี อคติ ที่เกิดขึ้นในใจ ไม่ว่าจะคิดอย่างไร
ก็เป็นผลลบกับตัวเองทั้งสิ้น....เพราะสิ่งนี้จะก่อให้เกิด
มลภาวะทางอารมณ์สั่งสมมากเข้าก็กลายเป็นความเครียด
ที่ค่อย ๆ สะสมในร่างกาย และยิ่งถ้าบวกกับ ทิฐิ
เข้าไปด้วยแล้วละก็รับรองกู่ไม่กลับเลยครับ จะยิ่งส่งผล
กระทบกับตัวเองทั้งนั้น...คนเราพอเครียดก็ต้องลงที่ระบบ
ย่อยอาหาร และพาลกระทบเป็นลูกโซ่ บ้างก็เป็น
โรคฮิตมากคือกรดไหลย้อน บางคนเป็นมากทั้งแสบ
ท้องแน่นหน้าอกและล้นไปถึงลำคอก็มี นี่คือสิ่งที่
สามารถจะเกิดกับเราได้หากเราไม่สามารถจะปรับวิธีคิด
ให้เป็นคุณกับตัวเอง และยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าหากเรา
ปล่อยให้เจ้า อคติ นี้จมอยู่ในจิตใจเราโดยไม่กำจัดออกไป
ทุกครั้งที่ อคติเกิดขึ้นในใจเรา มันจะทำร้ายเราก่อน
เป็นอันดับแรก...และถ้าเราควบคุมไม่ได้ดีไม่ดี คนอื่น
อาจจะมีผลกระทบไปด้วย....ด้วยความปรารถนาดีครับ...

เนื่องในโอกาสที่ปีเก่ากำลังจะผ่านไปและปีใหม่กำลังจะมาแทนที่
ผมก็ขอสวัสดีปีเก่า....ต้อนรับปีใหม่...ขอมอบความสุขจากใจให้กับคุณสันติฯประธานชมรมวิ่งบางขุนเทียนและคุณสุเทพ บางขุนเทียน ตลอดจนโปรกล้องชาวบางขุนเทียน และพี่น้องชมรมวิ่งบางขุนเทียนทุก ๆ ท่าน ขอให้มีความสุข สดชื่น สมหวังตลอดทั้งปีและตลอดไปครับ...จากใจภูมิชีวิต
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 022787
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.