กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
Train Slower, Race Faster
 

Train Slower, Race Faster

ฝึกให้วิ่งช้า ตอนแข่งจะวิ่งได้เร็วขึ้น

โดยปกติทั่วๆไปนักแข่งจะฝึกหนัก และ ฝึกบ่อยๆ
โดยเข้าใจว่า....ยิ่งฝึกเร็ว ยิ่งวิ่งได้เร็ว

แต่....แนวหน้าระดับโลกไม่ทำแบบนั้น

เรามาลองอ่านความคิดของเขากัน

ในระยะ 2 ปีก่อน ผมผู้เขียนได้ไปซ้อมวิ่งกัน อาดัม และ คาร่า
ทั้งสองเป็นนักวิ่งในค่ายไนกี้ ในเมืองบีเวอร์ตัน ในสหรัฐอเมริกา

มันเป็นความตื่นเต้นที่ผมได้ร่วมวิ่งกับนักวิ่งแนวหน้าผู้ยิ่งใหญ่
ผมเองมีความสุขมากที่จะได้ร่วมไปซ้อมวิ่งกับเขาเหล่านั้น

ทีแรกก็กังวลใจว่าการซ้อมจะเป็นเรื่องยาก...แต่
ปรากฏว่ากลับไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด...เพราะ

เขาเหล่านั้น...ไม่ได้ซ้อมวิ่งเร็วอย่างเป็นบ้าเป็นหลังแบบน่ากลัว

ความสงสัยก็เกิดขึ้นกับผมว่า...ทำไมเขาซ้อมวิ่งกันแบบนั้น

ผมจึงถามพวกแนวหน้าว่า...
”ปกติคุณซ้อมกันแบบนี้หรือ ?”

คำตอบของเขาเหล่านั้นคือ...ใช่

สิ่งที่เป็นสิ่งน่าสงสัยคือ..นักวิ่งแนวหน้าระดับโลกทำไมซ้อมไม่ได้เร็วอย่างที่ผมคิดเลย

ทำไมเขาจึงซ้อมกันแบบ...อืดอาด เหมือนคนขี้เกียจ วิ่งไปช้าๆแบบปล่อยเวลาให้ผ่านๆไปโดยเปล่าประโยชน์
เรื่องนี้...เขามีการศึกษากันแล้ว


จากผลของการศึกษาที่ทำต่อนักวิ่งแนวหน้าระดับโลก

นักวิ่งพวกนี้มักจะซ้อมวิ่งด้วยความเข้มข้นต่ำเป็นส่วนใหญ่

ปัญหาคือ....อะไรคือเหตุผลที่เขาทำกันแบบนี้ ?

คำตอบคือ...ลองมาดูตัวอย่างของนักแข่งใน สหรัฐ ที่ลงในโอลิมปิค ปี 2004

การซ้อมเพื่อลงแข่งมาราธอนโอลิมปิคของนักวิ่งชาย
ใช้การซ้อมวิ่งช้าถึง 3 ใน 4 ของเวลาการเตรียมตัว
คือซ้อมช้ากว่าการวิ่งระดับมาราธอน

ส่วนนักวิ่งหญิง ใช้เวลาในการซ้อมช้า ถึง 2 ใน 3 ของเวลาเตรียมตัว


คำตอบที่น่าแปลกใจคือ...

เวลาซ้อมส่วนใหญ่ของเขาเหล่านั้นใช้ไป...เป็นการซ้อมช้า หรือความเข้มข้นต่ำ

คำถามจึงมีว่า...ทำไมนักวิ่งมาราธอนที่วิ่งได้เร็วที่สุดจึงฝึกที่ความเร็วต่ำ

คำตอบคือ...เพราะเขาเรียนรู้ว่า
การจะขึ้นแท่นเป็นแชมป์ได้..ต้องวิ่งเร็วกว่าคู่แข่ง

และการจะเร็วได้มีความลับคือ...ต้องฝึกวิ่งเป็นจำนวนมาก

โปรดสังเกตุ....คำตอบของแชมป์ไม่ใช่ความเข้มข้นในการฝึก

ถ้ามีการฝึกมากด้วย เข้มข้นมากด้วย
ผลก็คือ...ร่างกายจะแตกสลายอย่างรวดเร็ว

ดังนั้เพื่อที่จะให้เกิดการฝึกมากได้...จึงต้องลดความเข้มข้นลง
นั่นคือ...มุ่งไปที่การพัฒนาความเร็วให้สูงขึ้น ต้องทำแบบนี้


แต่...หากเรากลับหัวกลับหางแห่งคำตอบ
เราจะได้วิธีการฝึกที่สร้างความเร็วได้

จะเห็นผลว่า...เพราะนักวิ่งแนวหน้าซ้อมด้วยความเข้มข้นต่ำจึงซ้อมมากได้

ผลการวิจัยการฝึกซ้อมที่ให้ผลดีคือ...

“ระยะทางฝึกซ้อมเฉลี่ยในแต่ละสัปดาห์ จะเป็นตัวทำนายความเร็วของนักวิ่ง”

ขยายความได้ว่า...

“นักแข่งที่มีระยะทางในการซ้อมในแต่ละสัปดาห์มาก ความเร็วในสนามแข่งก็จะเร็วมากตาม”

โปรดจำคำตอบนี้ไว้ให้ดี..เพราะมันคือกุญแจไปสู่แชมป์!!!

นั่นคือระยะทางซ้อมวิ่งในแต่ละสัปดาห์...เป็นตัวกำหนดความเร็วของนักวิ่งแข่งนั่นเอง

หรืออีกนัยยะหนึ่งนักแข่งที่มีการซ้อมในแต่ละสัปดาห์...

ใครทำระยะทางฝึกมากกว่า..ย่อมวิ่งได้เร็วกว่าในสนามแข่ง !!!

แนวหน้าระดับโลก.....จึงฝึกวิ่งให้ช้าลง เพื่อที่จะสามารถทำระยะทางฝึกให้ยาวขึ้น

โดยร่างกายไม่แตกสลายไปก่อน

 
 
โดย อ.เปา [4/12/2016 11:48]
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : ผ่านมา
(1/10/2016 07:13)

 
 
Train Slower, Race Faster

แปลอีกอย่าง หรือแปลแบบอื่นได้ไหม?
   

ความคิดเห็นที่ 2
ตอบโดย : แนวหน้าแถวสอง
(1/10/2016 07:19)

 
 
เป็นบทความบอกถึงวิธีพัฒนาความเร็วที่มีคุณค่ามาก
ขอขอบคุณ อ.เปาที่แปลออกมา
พอจะมีต้นฉบับไหมครับ?
   

ความคิดเห็นที่ 3
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(1/10/2016 13:03)

 
 
ผมชอบคำพูดที่ว่า

การจะเร็วได้มีความลับคือ...ต้องฝึกวิ่งเป็นจำนวนมาก

อาจแปลว่า ขยันซ้อมก็ได้

เป็นเหมือนคำตอบของนักวิ่งเคนย่า
ที่วันๆเอาแต่ "นอน + ซ้อมวิ่ง"

การซ้อมมาก มีผลดีอย่างไร ?
   

ความคิดเห็นที่ 4
ตอบโดย : อ.เปา
(1/10/2016 13:05)

 
 
คุณ แนวหน้าสแถวสอง
คุณอาจเข้าไปอ่านต้นฉบับได้ที่นี่....


http://running.competitor.com/2014/06/training/train-slower-race-faster_52242/2
   

ความคิดเห็นที่ 5
ตอบโดย : อ.เปา
(1/10/2016 17:19)

 
 
ตอบ คุณผ่านมา

Train Slower, Race Faster

มีความหมายตามที่อธิบายแล้ว
ส่วนการแปล จะแปลให้ตรงความหมายได้ยากเหมือนกัน

ทางที่ดีคือ....แปลหลายๆแบบให้คิดออกซักอย่างก่อน

ในบทความแปลไปว่า...

ฝึกให้วิ่งช้า ตอนแข่งจะวิ่งได้เร็วขึ้น

ก็ต้องขอทำความเข้าใจเพิ่มว่า

1.ช่วงที่นักแข่งกำลังฝึกเตรียมตัวแข่ง
ซึ่งนักแข่งระดับโลก มีแผนการฝึกเป็นปี
ก็ต้องมีหลัก มีโปรแกรมการซ้อม

เขาก็วางหลักใหญ่ๆไว้...

ควรใช้ความเร็วให้ช้ากว่าในสนามแข่ง
ผลจะออกมาว่า...ในเวลาแข่งจริงจะวิ่งได้เร็วกว่า

การวิ่งแข่งได้เร็วกว่า..ไม่ใช่เพราะเอาแต่วิ่งช้า
วิ่งเร็วก็มี แต่ไม่มากมายอะไร

แต่วิ่งช้า..เป็นเพราะต้องการฝึกได้ระยะทางมาก

ดังนั้นเพื่อเอาชนะในการแข่งขัน ต้องเตรียมทำความเร็วตั้งแต่ตอนซ้อม

จึงแปลว่า "ฝึกให้ช้ากว่า แข่งจะเร็วกว่า"
อันนี้เป็นเพียงหลักการ...ไม่ใช่ไม่วิ่งเร็วเลย

2.คำว่าTrain Slower ก็เหมือนย่อสั้น
ให้จดจำง่ายๆว่า

ช่วงฝึกไม่ต้องวิ่งให้เร็วเกินไป ร่างกายจะบอบช้ำ

Race Faster คือช่วงแข่ง จะทำความเร็วได้เร็วกว่าเดิมนั่นเอง
เพราะร่างกายสมบูรณ์เต็มที่

คือว่างจากการบาดเจ็บ เก็บเกี่ยวผลการฝึกได้เต็มที่

สองคำนี้อาจแปลว่า...
"ฝึกให้ช้า-เพื่อเร็วกว่าในวันแข่งขัน"

3.เหตุผลในการลดความเร็วในการฝึกลง...
ก็เพื่อฝึกให้ได้ระยะทางมากขึ้น
เป็นการลดอย่างมีเหตุผล เพื่อผลที่ดีกว่า
นักวิ่งก็จะกลายเป็นมนุษย์ผู้อดทนและแข็งแรงกว่าใครๆ

ผลก็คือ..ในวันแข่งจริง วิ่งได้ไม่เหนื่อยเลย
ความเร็วไม่ตก..สถิติก็ดีขึ้น

4.Train Slower, Race Faster


ช่วงการฝึก....ปัญหาใหญ่คืออาการบาดเจ็บ
ซึ่งมันป้องกันได้ด้วยการวิ่งให้ช้าลง
การป้องกันการบาดเจ็บเป็นหนทางไปสู่ชัยชนะแน่ๆอยู่แล้ว

คำว่า Train Slower, Race Faster จึงเหมือนเป็นคาถาท่องเอาไว้เวลาซ้อม

ทำตามนี้แล้วจะประสบความสำเร็จ
คุณอาจแปลความได้ว่า

"ซ้อมที่ความเร็วไม่ทำให้บาดเจ็บ จะวิ่งได้เร็วกว่าในวันแข่ง " ก็ได้





   

ความคิดเห็นที่ 6
ตอบโดย : อ.เปา
(6/10/2016 07:00)

 
 
ตอบ สวัสดิ์ วังบูรพา

การซ้อมมาก มีผลดีอย่างไร ?

ขอตอบสั้นๆว่า...

บทความนี้อธิบายถึงการสร้างความเร็วในการแข่งขัน
ชี้ชัดว่า....

ความเร็ว..ขึ้นอยู่กับการซ้อม

ซ้อมมาก...เร็วมาก
ซ้อมน้อย...เร็วน้อย

อยากมีความเร็วสูง...ต้องซ้อมมาก

ซ้อมมากต้องระวังบาดเจ็บ
จึงควรใช้ความเร็วให้ช้ากว่า
   

ความคิดเห็นที่ 7
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(7/10/2016 12:29)

 
 
ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 8
ตอบโดย : หมูสบาย
(8/10/2016 18:40)

 
 
ขอบคุณครับ
เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ควรศึกษา
   

ความคิดเห็นที่ 9
ตอบโดย : เจน
(9/10/2016 07:40)

 
 
ผมได้ลองทดสอบวิธีนี้ดูแล้ว

พอซ้อมเสร็จในแต่ละวัน

ความรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น
ไม่อ่อนล้าแบบเก่า
ดูเหมือนจะอยากวิ่งให้ไกลขึ้นได้

จบการซ้อมแบบมีพลังท่วมตัว
ผมว่าเป็นสัญญานที่ดี

จะขอทดสอบช้า3สัปดาห์
เร็ว1สัปดาห์

ความรู้สึกจริงๆว่า
ซ้อมให้ช้าลงอีกนิด
ให้ผลที่น่าประทับใจกว่า

ขอบคุณอ.เปาครับ
   

ความคิดเห็นที่ 10
ตอบโดย : เชา
(12/10/2016 12:31)

 
 
ชอบบทความนี้ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 11
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(17/10/2016 23:03)

 
 
ในอดีตมีสำนวนว่า

ช้าไม่เป็น เร็วไม่ได้

คนวิ่งเร็วเพราะเคยวิ่งเร็ว

จะขัดแย้งกับบทความนี้หรือไม่?
   

ความคิดเห็นที่ 12
ตอบโดย : ประกิต สนามไชย
(20/10/2016 13:24)

 
 
เคยได้ยินไหม เก่งไม่กลัว กลัวขยัน
   

ความคิดเห็นที่ 13
ตอบโดย : อ.เปา
(21/10/2016 06:30)

 
 
ขอเสริม คุณประกิต

สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันแข่ง
ขึ้นอยู่กับอดีต
ความเร็วที่ใช้ได้มีหลักคือ

ซ้อมมาก...เร็วมาก
ซ้อมน้อย...เร็วน้อย

ซ้อมมากก็ยังต้องมากที่...เหมาะสม
อย่าซ้อมมากจนร่างกายแตกสลาย

ระวังจะกลายเป็น....

ซ้อมมาก....โง่มาก
เร็วมาก.....โง่มาก

อย่าให้เป็น....
ซ้อมเร็วมานาน...ยิ่งโง่นาน

เพราะแพ้มานาน...ไม่เห็นทางชนะเลย!
   

ความคิดเห็นที่ 14
ตอบโดย : ประกิต สนามไชย
(22/10/2016 14:09)

 
 
ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 15
ตอบโดย : แนวหน้า
(4/12/2016 11:48)

 
 
ช่วงฝึกให้วิ่งช้าลง
ช่วงแข่งจะเร็วขึ้น

เป็นบทสรุปในยุคใหม่
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 004423
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.