กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
การจะวิ่งให้เร็วขึ้นมีหลายทาง
 

ช้าไม่เป็น เร็วไม่ได้


คำนี้ผมได้ยินมานานแล้ว และก็เชื่ออย่างนั้นด้วย

เวลามีการสอนให้วิ่งให้เร็วขึ้น..ก็ไม่พ้นวิธี interval

ซึ่งความหมายจริงๆก็คือวิ่งเร็วสลับช้า

วิธีวิ่งแบบ interval นี่แหละที่สร้างผู้ชนะมากมาย!!!
จึงเกิดสำนักอบรมสั่งสอนมากมายตามมา
วิธีนี้ใช้กันมายาวนานมาก
แล้วก็พลิกแพลงไปได้หลากหลายแบบ

นักวิ่งแนวหน้า...ก็พากเพียรซ้อมวิ่งอย่างรวดเร็ว

เพราะคิดว่า..."คนวิ่งเร็ว เพราะเคยวิ่งเร็ว"

ทั้งนี้มิใช่ว่าไม่มีการศึกษาหรอกนะ
เพราะ...นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าว่า

"ทำอย่างไรจะวิ่งได้เร็วขึ้น ?"

ความจริงมีเงื่อนไขที่ระยะ 42.195 กม. ไม่ขอพูดถึง

ก็เลยมีการทดสอบให้นักวิ่ง....วิ่งให้เร็วสุดกำลัง
เวลาที่นักวิ่งกำลังเหนื่อย...เขาก็เจาะเอาเลือดไปตรวจ

ก็พบว่า....มันมีกรดแลคติคมากมาย


การพบตรงนี้จึงชี้ตรงไปที่สารนี้ว่า..มันทำให้พ่ายแพ้
จึงเกิดวิชาการตามมาหลายเล่ม

การศึกษาอย่างจริงจังก็ตามมา
ก็พบว่า....เจ้ากรดแลคติคนี่เองที่มันทำให้นักวิ่งก้าวขาไม่ออก

เมื่อสิ่งนี้ไปยับยั้งการวิ่ง ก็ต้องหาทางกำจัดให้น้อยลง หรือหมดไป

ความคิดก็เกิดว่า....แล้วทำไงร่างกายจะกำจัดได้รวดเร็ว ?

ก็พบในการทดสอบว่า...

คนที่หายใจได้ดี มีปอดใหญ่ มีปอดแข็งแรง
มักจะกำจัดแลคติคได้ดี รวดเร็ว


คนทั่วไปจึงเรียก...นักวิ่งปอดเหล็ก
เพราะเข้าใจว่า...วิ่งเร็วได้ด้วยปอดเป็นสำคัญ

คือสรุปสั้นๆว่า....ใช้อากาศได้ดีกว่าคู่แข่ง
ผลออกมาเรียกอาการตัวเก่งนี้ว่า VO2max
ชี้ลงไปได้ว่าใครเก่งจริง...ดัชนีตัวนี้จะสูง

แต่มีนักคิดอีกพวกคิดว่า....ถ้าร่างกายเคยกำจัดแลคติคบ่อยๆ มันก็จะกำจัดได้เร็ว
ผลคือก็จะไม่เหนื่อย เมื่อไม่เหนื่อยความเร็วก็ไม่ตก

ได้คิดแบบนี้แล้ว ก็เกิดวิธีซ้อมแบบให้ร่างกายเคยชินกับกรดแล็คติคนี้

ทำยังไงจะเกิดกรดแลคติคให้ร่างกายได้คุ้นเคยหรืออดทนต่อสารนี้ ?

คำตอบคือ...วิ่งให้เร็วก่อน จะมีแลคติคเกิดในร่างกายให้กำจัด

เพราะการเพิ่มพลังกำจัดแลคติค...จึงต้องเพิ่มแลคติคก่อน

พวกนี้ก็เลย...ซ้อมวิ่งเร็วเป็นหลัก
ผลก็คือ....ได้แชมป์ไปครองสมใจหลายรุ่นหลายคน

นักวิ่งหน้าใหม่...ก็เอากับเขาด้วย
คิดว่า...เจอแล้วโว้ย วิธีที่จะเป็นแชมป์

ผลคือ..เดี้ยง

เสียผู้เสียคนไปมากมาย.....ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ?

คำตอบคือ....ร่างกายไม่พร้อม !!!

ตอบแบบนี้เพื่อให้เห็นปัญหาว่า...
จะวิ่งเร็ว-ต้องซ้อมช้ามาก่อน
หรือ..จะวิ่งเร็วต้องเตรียมตัวให้ดี

อย่างที่จั่วหัวว่า..."ช้าไม่เป็น เร็วไม่ได้"


ลองกลับหัวดู...
จะกลายเป็น " เร็วไม่เป็น เร็วขึ้นไม่ได้ "

คือคำพูดเดียวกันนั่นแหละว่า..จะเพิ่มความเร็วจากเดิม มีที่มาอย่างไร

ความหมายว่าถ้าคุณเร็วอยู่แล้ว...ก็ต้องการเร็วขึ้นอีก

เมื่อมีหลักว่า...จะพยายามเจอกับกรดแลคติคให้คุ้นเคย
นักแข่งก็เลยซ้อมที่ความเร็ว....ปริ่มขอบ

คือซ้อมขณะที่...ร่างกายท่วมไปด้วยแลคติค
มีภาษาว่า lactase threshold คือเป็นจุดที่คุณเจอกับแลคติคแน่นอน

แปลให้เข้าใจคือ....ซ้อมในตำแหน่งที่เหนื่อยแทบตาย !!!
เรียกว่า...ยืดเส้นตายให้มันสูงขึ้น
อาจเป็นวิธีรอให้คู่แข่ง...ตายก่อนก็ได้

แต่การวิ่งอยู่ในเขตที่เต็มไปด้วย แลคติค
เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก...เพราะ
กรดแลคติคมันจะทำลายเนื้อเยื่อของเจ้าของ

นักวิ่งที่เอาแต่ซ้อมเร็ว....จึงบาดเจ็บ

ดูได้จากสภาพตอนซ้อมเสร็จในแต่ละวัน...อาการจะออกมาเหมือนคนป่วย !!!

คืออ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปวดเมื่อยไปทั้งตัว...นี่คือผลร้าย
แต่....นักแข่งคิดว่านี่คือผลดี ร่างกายจะได้พัฒนา

ถ้าผลร้ายเป็นอยู่อย่างเรื้อรัง...ก็จบชีวิตนักวิ่ง เข้าสุสานไป !

ต่อมาในยุคหลังๆ....มีคนที่เปลี่ยนการซ้อมจากแบบเดิม
แล้วก็ทำการวิจัย...เพื่อผลที่ดีกว่า

ก็พบว่า....การวิ่งที่ช้าลงบ้าง ให้ผลดีกว่า

คือตัดการบาดเจ็บลงไปสิ้นเชิง !!!
ขณะเดียวกันก็ไม่ให้ระดับแลคติคมีมากเกินไป
อาศัยการอยู่กับแลคติคนานขึ้น..ร่างกายก็ทำงานได้
ระบบกำจัดแลคติคก็กำจัดได้เร็ว ไม่เห็นต้องไปทรมาน

การฝึกซ้อมของแชมป์จึงเปลี่ยนมาเป็น...

ลดความเข้มข้นลงแต่....เพิ่มปริมาณการซ้อมมากขึ้น

และได้บทสรุปว่า ความเร็วมาจากการซ้อมมาก

อย่าเข้าใจผิดว่า ความเร็วมาจากซ้อมมาก + ซ้อมเร็ว

อาจจำไว้ง่ายๆว่า....

ถ้าคุณจะซ้อมเร็ว...อย่าซ้อมมากไป
ถ้าคุณซ้อมมาก....อย่าซ้อมเร็วไป

ทางประเทศเยอรมันได้บทสรุปเป็นอักษร 3 ตัว คือ SLD
เขียนเต็มๆว่า Slow long distance

อย่าคิดว่า slow แปลว่า ช้า ต้องแปลว่า ความเร็วปกติที่มีอยู่เดิม

เป็นหลักใช้ได้กับทุกวัยที่เป็นนักวิ่ง

เพราะระบบนี้... ซ้อมแล้วจะวิ่งได้เร็วขึ้น ไม่ว่าในระดับไหน

คนที่เป็นนักแข่ง..เมื่อชนะใครไม่ได้อีกแล้ว
ถ้าอยากจะวิ่งให้เร็วขึ้น ก็ต้องใช้ SLD นี่แหละ


นี่คือความหมายว่า ความเร็ว กับ ความยาว มีผลให้เร็วขึ้นได้ทั้งคู่

เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่สภาพของตัวเอง

อย่าไปมองว่า มี เพียง 2 ทาง

อย่ามัวไปคิดว่า...คนวิ่งเร็วเพราะเคยวิ่งเร็ว คิดแบบนี้มันเก่าแล้ว

เพราะ....การจะวิ่งให้เร็วขึ้นมีได้หลายทาง

คือวิ่งเร็ว....วิ่งยาว....วิ่งเร็วผสมวิ่งยาว

 
 
โดย อ.เปา [1/08/2017 13:17]
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : ผ่านมา
(20/10/2016 13:18)

 
 
ได้ยินมานานว่า คนวิ่งเร็วเพราะเคยวิ่งเร็ว

ตอนนี้จะเชื่อได้ยังไงว่า คนวิ่งเร็วเพราะเคยวิ่งยาว
   

ความคิดเห็นที่ 2
ตอบโดย : อ.เปา
(27/10/2016 12:54)

 
 
ตอบคุณ ผ่านมา

จากการศึกษาการซ้อมของนักวิ่งเคนย่า
ซึ่งทั่วโลกก็จับตามองเช่นกันว่า ทำไมเคนย่าจึงวิ่งเก่ง

บางท่านก็มองไปถึงโคตรเง่า....ว่าเผ่านี้วิ่งเก่ง
บางท่านก็มองว่า....มันจนทำได้อย่างเดียวคือวิ่ง ไม่วิ่งก็อดตายไปซะ
บางท่านก็บอกว่า....รุ่นพี่เป็นกำลังใจ หมดเมื่อไหร่ก็มองภาพรุ่นพี่
บางคนก็ว่า...จุดศูนย์ถ่วงมันต่ำกว่าชาวบ้านจึงได้เปรียบ
บางคนมองว่า...ฯลฯ

มีการศึกษาเพื่อหาคำตอบว่า..ทำไมเคนย่าจึงชนะ

คำตอบจริงๆคือ.. .....เคนย่าไม่ได้ซ้อมวิ่งเร็วแบบเป็นบ้าเป็นหลัง

เขาซ้อมด้วยความเร็วปกติ แต่ ซ้อมมาก
เขาซ้อมมาก แต่ไม่บาดเจ็บ
เขาไม่บาดเจ็บเพราะ..เขาฟื้นตัวเรียบร้อยก่อนการซ้อมช่วงต่อไป
เขาฟื้นตัวเรียบร้อยเพราะ...."ว่างกูนอน"

จะเห็นว่าเคนย่าซ้อมสบายๆ แต่ซ้อมมาก
ซึ่งมีเงื่อนไขต่างๆที่ไม่ได้เป็นความลับอะไร

.....เคนย่าทำเป็นส่วนใหญ่แค่ 2 อย่างคือ ซ้อมวิ่ง กับ นอน

พวกที่แพ้นั่นต่างหาก....พยายามค้นคว้าหาเรื่อง
พยายามวิ่งให้เร็วจนเกินธรรมชาติ

ร่างกายไปไม่ไหว ก็จะดันทุรัง
ด้วยความเข้าใจว่า..วิ่งเร็วได้เพราะเคยวิ่งเร็ว

ว่ากันจริงๆ....เคนย่าอยู่กับธรรมชาติแบบสบายๆ

เมื่อถามว่า...จะเชื่อได้ยังไงว่า คนวิ่งเร็วเพราะเคยวิ่งยาว

คนไม่เชื่อ...มีมากมาย แล้วก็เอาชนะเคนย่าไม่ได้

เมื่อไม่เชื่อ...ก็คือเรื่องของคุณ
ถ้าอยากเชื่อ...ก็คือเรื่องของคุณ
ถ้าเชื่อแล้ว...ก็เป็นเรื่องของผม

ผมบอกแล้ว....ผมก็หมดหน้าที่ ไม่เห็นต้องบรรยายให้มากความ

พูดอีกแบบคือ...ไม่เคยบังคับให้ใครเชื่อซักหน่อย

ถ้าคุณไม่เชื่อ...ก็อย่ามาสนใจเหตุผลเลย

เมื่อคุณได้แชมป์แล้ว อย่าลืมเล่าวิธีให้ฟังด้วย
คงจะเป็นประโยชน์แก่คนที่ไม่เชื่ออีกต่อไป


   

ความคิดเห็นที่ 3
ตอบโดย : Asbel kiprop
(28/10/2016 22:32)

 
 
วิ่งเร็วๆแล้วตดตลอดไม่หยุดเลยทำไงดีครับ...???
   

ความคิดเห็นที่ 4
ตอบโดย : หนุ่ม ร่วมเกื้อ
(31/10/2016 11:28)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 5
ตอบโดย : โบร่ำ
(31/10/2016 15:28)

 
 
ต้องวิ่งให้ช้าลงหุหุ


   

ความคิดเห็นที่ 6
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(31/10/2016 18:27)

 
 
เมื่อให้ความหมายการซ้อมที่ 2 เรื่อง

คือความหมายว่า ความเร็ว กับ ความยาว มีผลให้เร็วขึ้นได้ทั้งคู่
เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่สภาพของตัวเอง
ถามว่าเรามีหลักดูสภาพเลือกซ้อมแบบไหน
ระหว่างความเร็ว กับความยาว ?
   

ความคิดเห็นที่ 7
ตอบโดย : อ.เปา
(1/11/2016 12:18)

 
 
ตอบ คุณสวัสดิ์ วังบูรพา

ที่ว่าการซ้อมเพื่อความเร็วมีกว่า 2 แบบนั้น
เป็นจริงเฉพาะการเตรียมตัวเพื่อวิ่งมาราธอน

หากคุณจะลงแข่งในระบบอื่น เช่น แข่ง 100 เมตร
อันนี้...ไม่รองรับ

เรากำลังพูดถึง...แข่งกันในระยะ 42.195 กม.
หากพลาดความเข้าใจตรงนี้ ก็ผิดไปทั้งแผง !!!

บทที่การซ้อมเพื่อเป็นผู้ชนะ...มีมานาน มีหลากหลายวิธี
แต่...ที่นำเสนอนี้เป็นอีกวิธีที่จะทำให้เร็วได้
ไม่ผูกขาดว่าเท่านี้ใช่..อย่างอื่นเปล่า

คือการซ้อมวิ่งให้ช้าลง...ลงแค่ไหนยังต้องว่ากันต่อไปอีก
ซึ่งมีเหตุผลในตัวเองว่า

"ก็แล้วแต่สภาพของตัวเอง "

ดังนั้นก่อนจะเริ่มฝึก...ก็ต้องหันกลับไปที่ ระบบ "ร.ส.พ."

ซึ่งคือพื้นฐานในการฝึกทั่วโลก

ร.........รู้สภาพของตัวเองก่อน
ส........ฝึกอย่างสม่ำเสมอ
พ.......พักผ่อนให้เพียงพอ

ยังไงๆก็ต้องยืนบนหลักนี้ก่อน

คุณจะเลือกฝึกอย่างใด..คุณนั่นแหละมีคำตอบให้ตัวเอง

จะมัวไปฝึกแบบ....ตามแบบแชมป์ ก็คงไม่สำเร็จ
เพราะ....ไม่ดูสภาพตนเอง

เห็นแชมป์ทำไง.....กูเอาด้วย อย่างนี้เจ้งแทบทุกคน

มาดูคำตอบว่า...เลือกซ้อมแบบไหนดี ?
ขอตอบแบบสั้นๆว่า...

ความจริงถ้าลดความเร็วในการซ้อมแบบเก่าๆลง...ก็ได้สภาพที่ดีที่สุดแล้ว

เพราะ....ควบคุมการบาดเจ็บได้เด็ดขาด
เพราะ....ร่างกายพัฒนาแน่นอนไม่ว่าจะติดอยู่ตรงไหน
เพราะ...ไม่เร่งรัดการซ้อมจนเกินไป
เพราะ...จะซ้อมมากแค่ไหนก็ได้
ฯลฯ

เพียงคุณวางหลักลดความเร็วลงซักนิด

ทุกปัญหาก็จะหมดไป....หนทางแห่งผู้ชนะก็เปิดกว้าง


ผมอยากเอาคำสอนคนจีนมากล่าวให้นักวิ่งฟังว่า
คนจีนนั้น....เวลาจะคิดถึงเรื่องใด
มักจะพูดว่า... "จำบ่ซำเถ่าไหล่"

แปลว่า..."เข็มไม่แหลมสองด้าน"


ความหมายคือ...มันวิธีใช้เข็มให้เกิดประโยชน์ในอีกด้านหนึ่ง
คือด้านหนึ่งใช้ทิ่งแทง....อีกด้านใช้ดึงด้ายให้ผูกผ้าไว้

ถ้าเข็มแหลม 2 ด้าน ก็คงเป็นเข็มไม่ได้

การฝึกนั้น...ต้องยืดหยุ่นตามสภาพของตนเองเป็นหลัก

ถ้าคุณแข็งแรง...ก็ไปเล่นต่อที่ความเร็ว
ถ้าคุณยังอ่อน....ก็ต้องวิ่งให้ยาวเป็นหลักไว้ครับ จะเห็นความเร็วในอนาคต

จะเอาวิธีเดียวมาเป็นคำตอบ....ก็ชนกำแพงอยู่อย่างนั้น !!!

วิธีไหนหลักไหน...คุณต้องตัดสินใจเองเสมอ


   

ความคิดเห็นที่ 8
ตอบโดย : บัคเขียดรันนิ่ง
(1/11/2016 12:57)

 
 
เมื่อเราแข็งแรงขึ้น ความเร็วก็จะตามมาเองครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความแข็งแรงด้วยการวิ่งinterval หรือการวิ่งแบบสะสมระยะทาง แต่ผลลัพธ์มันย่อมแตกต่างกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าทำไมสถิติโลก10โล 21โล และมาราธอน ถึงไม่ใช่คนคนเดียวกัน
   

ความคิดเห็นที่ 9
ตอบโดย : ขวัญใจเด็กช่าง
(1/11/2016 23:09)

 
 
ถั่วต้มมมม....
   

ความคิดเห็นที่ 10
ตอบโดย : หนุ่ม ร่วมเกื้อ
(2/11/2016 15:12)

 
 
ผมก็งง บอกว่า
การจะวิ่งให้เร็วขึ้นมีหลายทาง อ่านมาจนถึงบทสรุปคือให้วิ่งช้าลง

เร็นขึ้นแปลว่าช้าลงหรือไงครับ ท่าน อ.เปา
   

ความคิดเห็นที่ 11
ตอบโดย : อ.เปา
(3/11/2016 17:38)

 
 
ตอบ คุณหนุ่ม ร่วมเกื้อ

"เร็วขึ้นแปลว่าช้าลงหรือไงครับ ท่าน อ.เปา"

ถามมาแบบสั้นๆ ก็ชัดดีครับ

คงต้องอธิบายว่า....

การจะวิ่งให้เร็วขึ้นจะซ้อมวิ่งเร็วก็ได้ หรือจะซ้อมให้ช้าลงก็ได้

เพราะระบบการซ้อมยังไงก็ต้องส่งผลอยู่แล้ว

ผมเอาเรื่องซ้อมช้าลงมาเขียนเพราะ...

ไม่จำเป็นต้องเขียนเรื่องซ้อมเร็ว...มันอยู่ในใจนักแข่งมานานแล้ว

ชีวิตนักวิ่งก็ต้องเรียนรู้กันไปว่า...

ถ้าคุณซ้อมแบบเอาแต่เร็ว...คุณก็เจอบาดเจ็บ
ถ้าคุณซ้อมเอาแต่ยาว....คุณก็บาดเจ็บได้

คุณต้องหาช่องปลอดภัยให้เจอ !!!

ทางที่เหมาะคือ....ซ้อมให้ร่างกายไม่บาดเจ็บไว้ก่อน

แล้วก็ซ้อมสม่ำเสมอ

หนทางนี้ก็คือ...ลดความเร็วของคุณลงบ้าง แล้วเพิ่มระยะให้มากขึ้น

เร็วขึ้นแปลว่า...ช้าลงหน่อยท่านผู้มีฤทธิ์

ในสำนวนกวนใจของผม..ชอบที่จะบอกว่า

เมื่อคุณจะช้าลง....ก็ต้องฉลาดด้วย

เมื่อคุณจะเร็วขึ้น...ก็ทำโง่ๆไม่ได้


สับสนก็ต้องถือเป็นเรื่องปกติครับ

คุณลองซ้อมวิ่งให้ช้าแบบเหมาะสมนะครับ
แล้วดูผลที่เกิดแก่ตัวเอง...คำตอบมันอยู่ตรงนั้น

ถ้าไม่เชื่อ...ก็ไม่ต้องเชื่อครับ !!!

   

ความคิดเห็นที่ 12
ตอบโดย : สปริ๊นเตอร์
(7/11/2016 13:38)

 
 
ช้าเพื่อให้ร่างกายจิตใจได้ผ่อนคลายและเพื่อการฟื้นตัวมากกว่า เพื่อให้พร้อมต่อการฝึกหนักในครั้งต่อๆไป
   

ความคิดเห็นที่ 13
ตอบโดย : อ.เปา
(7/11/2016 14:32)

 
 
คุณสปริ๊นเตอร์ ให้ความเห็นอมตะมาแล้ว
ต้องขอขอบคุณไว้ด้วย

อาศัยการตั้งชื่อก็บอกได้ว่าคุณคือนักวิ่งเร็ว
อาจเป็นักแข่งระยะสั้นท่านหนึ่ง

ในช่วงที่ทำความเร็วสุด...ร่างกายเครียดมากแน่

เมื่อช้าลง...จึงมีเหตุผลที่ต้องการ
ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงซ้อมหรือช่วงแข่ง การลดความเร็วต้องนำมาใช้ด้วย
หรือเพื่อ...การฟื้นตัวอย่างที่แถลงไว้

แต่บอกว่า..เพื่อให้พร้อมต่อการฝึกหนักในครั้งต่อๆไป
ก็ถือว่าสนับสนุนการฝึกแบบช้าลงตามบทความนี้

ความเห็นที่ตกผลึกแล้วแบบนี้...รุ่นหลังควรจดจำ

ถือว่าเป็นบทเรียนที่เรียนกันไว้ก็มีแต่ประโยชน์

ขอให้ประสบความสำเร็จในการฝึกซ้อมครับ


   

ความคิดเห็นที่ 14
ตอบโดย : หมวย รมณีนาถ
(2/12/2016 13:34)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 15
ตอบโดย : somjit1980
(1/08/2017 13:17)

 
 
SportBet
[url=https://www.gclub28.com/sbobet/][color=#262626]แทงบอลออนไลน์
[/url]
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 265668
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.