กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
ซ้อมหนัก + ซ้อมเร็ว = สมหมาย หรือ ฉิบหาย...4
 

เข้าเรื่องให้ตรงดีกว่าว่า....

เราต้องมาวิเคราะห์ว่า ....ถ้านักวิ่งซ้อมหนัก + ซ้อมเร็ว ผลเสียจะคืออะไร ?

คำตอบในเรื่องนี้ต้องอธิบายว่า การซ้อมเร็ว ย่อมต้องใช้กล้ามเนื้อทำงานเร็วเป็นหลัก
ก็คือกล้ามเนื้อขาวจะทำงานเป็นหลัก เพราะกล้ามเนื้อชนิดนี้ทำงานได้ว่องไว
แต่...ทำงานได้ไม่ทนทาน


คือหากกล้ามเนื้อสีขาวจะถูกนำมาใช้ในการซ้อม
แปลว่าแผนการฝึกเป็นการมุ่งพัฒนากล้ามเนื้อด้านนี้
หากจะพัฒนาด้านความเร็ว..ต้องไม่พัฒนากล้ามเนื้อชุดเดียว
เพราะเราไม่ได้แข่งในระยะสั้น !!!


หากมาพิจารณาไปที่ปอด หัวใจ ระบบเลือด ก็ถือว่าได้ผลดีอย่างแน่นอน

แต่...กล้ามเนื้อที่เป็นความอึด ไม่ถูกพัฒนา

เรามาลองพิจารณากล้ามเนื้อที่อึด และทนต่องานหนักว่า มันคืออะไร ?
คำตอบคือ...กล้ามเนื้อแดงนั่นเอง

มันแดงเพราะ...มันเต็มไปด้วยหลอดเลือด เรียกว่าเส้นทางลำเลียงพลังนั้นมีสูงมาก
กล้ามเนื้อชนิดนี้...จึงทำงานได้ทนนาน ไม่เหนื่อยง่าย
ถ้าวัดการแข่งกันนานๆ...ใครมีกล้ามเนื้อชนิดนี้แข็งแรง คนนั้นเหมาะกับการแข่งมาราธอน

นักแข่งมาราธอน...จึงต้องมองที่กล้ามเนื้อชุดนี้เป็นหลัก

แต่หากขืนเอาแต่ซ้อมเร็ว...ผลมันก็ดีด้านเดียว

เรามองลองดูตัวอย่างนักวิ่งท่านหนึ่ง วิ่งมินิมาราธอนได้ 35 นาที
ในสังคมนักวิ่ง ท่านนี้มีโอกาสขึ้นไปรับรางวัล 1 ใน 5 แน่นอน
แต่หากเขามีจุดมุ่งหมาย ทำเวลาเหลือ 30 นาที

เขาต้องซ้อมให้ทำความเร็วให้ได้ กม.ละ 2 นาที 51 วินาที
เราอาจไม่ได้มองที่เวลา แต่เราจะมองที่อาการของนักวิ่งเมื่อเร่งความเร็วขึ้นนานๆจะเป็นอย่างไร ?

สมมุติให้เห็นก่อนว่า ในระยะ 1 กม. สภาพการซ้อมจะออกมาแบบไหน

สภาพที่จะเกิดขึ้นคือ ขณะซ้อมด้วยความเร็วจัดๆ เพียงระยะ กม. เดียว
จะมีเหงื่อท่วมตัว หายใจเร็ว และแรง ทุกอย่างเคร่งเครียด

หลังซ้อม...จะปวดเมื่อยอย่างมาก นอนหลับเป็นตาย
สภาพโดยรวมของร่างกาย...หลังการซ้อมจะกลับไปมีสภาพเหมือนคนป่วย

เราเคยคิดไหมว่า...สภาพที่ป่วยซ้ำซากในทุกๆวัน
สภาพแบบนี้มันเป็นความเสื่อมหรือความรุ่งเรือง


แต่...วันรุ่งขึ้นก็กลับลงสนามซ้อมได้อีกแล้ว

แล้วก็กลับบ้านในสภาพเดียวกับวันก่อนๆ.... อย่างนี้เป็นการซ้อมให้ความเสื่อมมันคงไว้

จะซ้อมกี่ปีกี่เดือน..ก็ไม่มีทางเป็นผู้ชนะได้ !!!


หรือว่าควรซ้อมให้รุ่งเรืองในชีวิตนักวิ่ง

การจะตอบคำถามนี้...ต้องดูที่สภาพร่างกายเป็นหลัก
ถ้าเขาทำตัวให้ป่วยทุกวัน...เขาจะคล้ายเป็นป่วยเรื้อรัง หรือป่วยซ้ำซากนั่นเอง

ภาวะของร่างกายก็คือ..ต้องซ่อมร่างกายทุกวัน !!!

ภาวะพัฒนา..ถูกกดไว้อย่างโง่เขลา


ปัญหาเกิดขึ้นว่า...เขาฟื้นตัวเต็มที่แล้วหรือยัง
ตัวเขาเองอาจรู้สึกว่า...พร้อม เพราะจิตใจที่มุ่งมั่น จนปิดบังความจริงไปบางส่วน
เขาจึงลงสนามไปด้วยสภาพที่ไม่เหมือนการซ้อมคราวก่อน แต่การซ้อมทำงานเท่าเดิม!

สภาพแย่ลง..แต่ซ้อมเท่าเดิม มันจะเกิดผลดีหรือเสียครับท่าน !!!

การทำซ้ำแบบนี้..ไม่ใช่ความฉลาด เหมือนการบังคับให้ร่างกายต้องป่วยไม่มีทางฟื้น

ไม่ฟื้นจากพิษความเร็วที่...แต่เข้าใจว่าเป็นหนทางของผู้ชนะ
บางท่านก็กล่าวได้สะใจคนฟังว่า “มันซ้อมให้เจ้ง”

แต่พูดให้ไพเราะก็คือ..เขาไม่รู้จักพิษของความเร็ว

เธอจึงเอาแต่ซ้อมเร็ว..เพื่อจะเร็วขึ้น แม้ร่างกายแสดงความลำบากออกมาแล้ว

แต่...เธอเอาแต่ซ้อมหนัก + ซ้อมเร็ว
โดยไม่รู้เลยว่า...กล้ามเนื้อขาวมันก็พัฒนาเพียงกลุ่มเดียว
เวลาแข่งจึงวิ่งได้เร็ว แต่ไม่อึด สุดท้ายก็ไปแพ้ที่ระยะท้ายๆ

การซ้อมด้านความเร็วนั้น
แม้กล้ามเนื้อขาวชนิดนี้จะทำงานได้ดี..แต่มันมีจุดอ่อนคือ เร็วได้ไม่นาน
ต้องจำให้ดีว่า เร็วได้...แต่ไม่นาน

เมื่อเจอกับคู่แข่งที่มีความอึด...ก็แพ้ความอึดแน่นอน
ต้องแอบตั้งคำถามว่า..คู่แข็งทำอย่างไรจึงอึดกว่าเรา

อาการแพ้ซ้ำซากจึงมาจาก...ขาดการซ้อมที่ไม่ปรับปรุงจุดอ่อนตรงนี้ !!!
จุดนี้ทำไมต้องปรับปรุง เอาไว้คราวต่อไปมาคุยกันต่อ

 
 
โดย อ.เปา [5/08/2017 16:48]
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : ผ่านมา
(13/03/2017 22:58)

 
 
หลังซ้อม...จะปวดเมื่อยอย่างมาก นอนหลับเป็นตาย
สภาพโดยรวมของร่างกาย...หลังการซ้อมจะกลับไปมีสภาพเหมือนคนป่วย

ซ้อมแบบนี้ก็ไม่มีวันสร้างสถิติใหม่ใช่ไหมครับ
   

ความคิดเห็นที่ 2
ตอบโดย : Win
(14/03/2017 12:28)

 
 
ขอบคุณครับ

   

ความคิดเห็นที่ 3
ตอบโดย : อ.เปา
(14/03/2017 12:31)

 
 
การซ้อมต้องตั้งอยู่บนความพัฒนา
ถ้าผลออกมาเป็นความเจ็บป่วย..อันนี้ผิดทางแล้ว
เราเรียกว่า...บาดเจ็บ

ในบรรดานักวิ่ง..มักจะมีความอดทนต่ออาการเจ็บป่วยอยู่แล้ว
ในบรรดานักวิ่ง....เราจึงสังเกตุได้ยาก
ที่กล่าวว่า..มีสภาพเหมือนคนป่วย ดูจะเข้าท่ากว่า


ถ้า...เมื่อไหร่รู้สึกมีสภาพเหมือนคนป่วย
ต้องเข้าใจว่า...ร่างกายต้องการพักฟื้นอีกหน่อย
ต้องเข้าใจว่า...เราต้องลดการฝึกลงบ้าง

หากเอาแต่ความตั้งใจเป็นที่ตั้ง...ก็จะมุ่งไปทางฝึกหนัก
โดยเข้าใจว่า ฝึกหนักคือหนทางถูกต้อง

ก็มีความจริงอยู่เหมือนกัน...แต่
คนที่ฝึกหนักเขารู้จักควบคุม โดยมีโค้ชพี่เลี้ยงคอยประคอง

ฉะนั้น...อย่าฝึกหนักจนกลายเป็นคนป่วย !!!

หากเพียงมีสภาพเหมือนป่วย...ก็ยุติความก้าวหน้าไปแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงถ้าป่วยจริง....ไม่ต้องคาดเดาถึงชัยชนะ

เอาชนะตนเองก่อนเถิดท่านผู้มีความตั้งใจ

ที่ถามว่า...ซ้อมแบบนี้ก็ไม่มีวันสร้างสถิติใหม่ใช่ไหมครับ
ตอบว่า..ใช่

เพราะฉะนั้น นักแข่งในยุโรปจึงมีสมุดบันทึกความรู้สึกหลังจากซ้อมด้วย

ถ้าเขารู้สึกดี....เขาก็จะจดจำไว้
ถ้าเขารู้สึกไม่ดี...เขาจะเปลี่ยนแผนการฝึก

เรามักจะบันทึกเพียงสถิติ..เขาทำมากกว่า
แล้วเก็บเอาปัญหาไปถามคนอื่นๆด้วย

   

ความคิดเห็นที่ 4
ตอบโดย : หนุ่ม ร่วมเกื้อ
(15/03/2017 09:23)

 
 
ฉะนั้น...อย่าฝึกหนักจนกลายเป็นคนป่วย !!!


คำนี้พอแล้ว ขอบคุณ อ.เปาครับ
   

ความคิดเห็นที่ 5
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(20/03/2017 00:19)

 
 
หลังซ้อม...จะปวดเมื่อยอย่างมาก
อ.เปาเคยบอกว่า ปวดเมื่อยเป็นสัญญาณดีไม่ใช่หรือครับ
ขอคำอธิบายหน่อยครับ


   

ความคิดเห็นที่ 6
ตอบโดย : อ.เปา
(23/03/2017 10:16)

 
 
ปวดเมื่อยเป็นสัญญาณดี...สำหรับการออกกำลังที่ถูกต้อง

ปวดเมื่อยเป็นสัญญาณไม่ดี...สำหรับการออกกำลังที่เกินความเหมาะสม

ผมจำได้..คนที่ไม่เคยออกกำลัง
พอมาออกกำลังก็จะเจอกับความปวดเมื่อย
แต่พอออกกำลังไปนานๆ ความปวดเมื่อยก็หายไป
นั่นแปลว่า..ร่างกายได้ปรับตัวแข็งแรงขึ้น
ความปวดเมื่อยจึงเป็นจุดยืนยันผลดีการซ้อม

ส่วนนักแข่งที่ซ้อมหนัก + ซ้อมเร็ว จนเกิดความปวดเมื่อย
นั่นเป็นสัญญาณไม่ดี เพราะร่างกายพัฒนาจนใกล้อิ่มตัวแล้ว

หากพิจารณาให้ดี...ถ้าซ้อมให้ปวดเมื่อยบ้างก็ยังใช้ได้
เพราะการพัฒนาต้องผ่านจุดนี้
ความปวดเมื่อยจึงบอกว่า..คุณซ้อมถูกวิธี

แต่อย่าให้ปวดเมื่อยเรื้อรัง นั่นไม่ดีแล้ว

นักแข่งจึงกำหนดช่วงซ้อมให้ปวดเมื่อยก่อนวันพักผ่อน

คือควบคุมไว้ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 7
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(28/03/2017 11:19)

 
 
การซ้อมให้เกิดปวดเมื่อย เป็นหลักในการซ้อมมานาน และได้ผลดีมาตลอด คงต้องระวังผลข้างเคียง คำตอบที่ออกมาก็เป็นความเข้าใจที่ดีขึ้น
ขอบคุณ อ.เปาครับ
   

ความคิดเห็นที่ 8
ตอบโดย : หนุ่ม ร่วมเกื้อ
(28/03/2017 11:54)

 
 
ต้องแอบตั้งคำถามว่า..คู่แข็งทำอย่างไรจึงอึดกว่าเรา

เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ จึงของเอามาถามว่า อยากเร็วขึ้น กับอยากอึดขึ้น ต้องซ้อมเหมือนกันไหมครับ ?
   

ความคิดเห็นที่ 9
ตอบโดย : อ.เปา
(1/04/2017 17:46)

 
 
คนทีมีความอึด...จะวิ่งเร็วได้นาน
คนที่อึดน้อย...ก็เร็วได้ไม่นาน

แข่วระยะยาว...ชัยชนะย่อมอยู่ที่คนมีความอึดเป็นพื้น
คนที่แข่งด้านความเร็ว...คือแข่งระยะสั้น

ถ้าแข่งระยะยาวคือมาราธอน..ต้องซ้อมให้อึดก่อน

ต้องซ้อมเหมือนกันไหมครับ ?
ตอบว่า...ต้องซ้อมให้อึดก่อน แล้วค่อยซ้อมเร็วตอนใกล้แข่ง

ต.ย. คือซ้อมอึด 24 เดือน...ซ้อมเร็ว 2 เดือน จึงจะชนะได้
   

ความคิดเห็นที่ 10
ตอบโดย : ประกิต
(11/04/2017 13:18)

 
 
ที่ว่า หากจะพัฒนาด้านความเร็ว..ต้องไม่พัฒนากล้ามเนื้อชุดเดียว
เพราะเราไม่ได้แข่งในระยะสั้น !!!

แสดงว่ากล้ามเนื้อมีหลายชุดใช่ไหม ?

ขอถามว่า จะพัฒนาด้านความอึด ต้องซ้อมอย่างไร ?
   

ความคิดเห็นที่ 11
ตอบโดย : เสนีย์ (เชียงใหม่)
(23/06/2017 10:39)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 12
ตอบโดย : อ.เปา
(5/08/2017 16:48)

 
 
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 571008
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.