กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
ซ้อมหนัก + ซ้อมเร็ว = สมหมาย หรือ ฉิบหาย...5
 

มีสูตรที่นักวิ่งแข่งมักพูดถึงคือ....


“ถ้าท่านต้องการจะวิ่งได้เร็วในวันแข่งขัน ท่านก็ต้องหัดวิ่งเร็วเสีย ตั้งแต่ขณะฝึก”


ฟังแล้วก็รู้สึกว่า...เป็นเรื่องจริง
แต่จะหัดวิ่งเร็ว...เป็นความลับดำมืด ไม่มีใครรู้หรอก

มีแต่เข้าใจเอาเอง...หรือไม่เข้าใจเลยว่า “ความเร็วมาจากปัจจัยไหน?”


รู้เองแต่ว่า...ถ้าข้าพเจ้าซ้อมให้เร็วเข้าไว้คือคำตอบของโลกใบนี้


แต่...ถ้ามันเป็นจริง อ.เปา คงไม่ต้องมานั่งปรับความเห็นเขียนให้เสียเวลาคนอ่าน


ความจริงคือ...หัดวิ่งเร็วเป็นเรื่องยากมาก ใช้เวลานานมาก


ไม่น้อยเลยที่พบว่า...ฝึกแทบตายความเร็วก็ไม่เพิ่มขึ้น
ไม่น้อยเลย...ผ่านมากีปีสถิติก็เท่าเดิม
ที่สำคัญคือ ไม่เคยคิดเลยว่า...ข้าพเจ้าฝึกผิดทางไปแล้ว

มีคนเคยหาคำตอบไว้ 2 ข้อ ว่า


“1.ถ้าให้ท่านวิ่งให้เร็วที่สุด...จะได้ระยะทางเท่าไร ?” หรือ...

”2. ท่านวิ่งเร็วที่สุด...จะวิ่งได้นานกี่นาที ?”


2 คำถามคือเรื่องเดียวกัน แต่ทำไม 2 คำถามนี้จึงสำคัญนัก !!!

ถ้าใครเคยทดสอบตนเอง...คนนั้นจะได้คำตอบว่า


การวิ่งเร็วมากนั้น....ทำให้วิ่งยาวไม่ได้
การวิ่งเร็วมากนั้น...ทำให้ความเร็วในกิโลเมตรท้ายๆตกลงน่าใจหาย


นักแข่งจึงวิ่งด้วยความเร็วปกติ...ไม่มีพิเศษไปจากซ้อม

ดังนั้นเมื่อคุณจะเร่งความเร็ว....คุณรู้ผลของมันหรือยัง

ความจริงที่ควรทราบ

ยิ่งวิ่งให้เร็วที่สุด...จะทำกันได้ไม่เกิน 8 นาที


ถ้าคุณวิ่งเร็วสุดขีดได้เกิน 8 นาที...ไม่ต้องอ่านต่อหรอก เพราะคุณคือแชมป์คนใหม่

อย่าถามนะว่า เอาเหตุผลนี้มาจากไหน มันเป็นคำถามของระดับโลกเขา
เขาค้นคว้ากันวุ่นวาย
เลขที่ออกเป็นเลข 8 นาที....จงจำไว้ให้ดี เอาไว้จับโกหก อ.เปาก็ได้

ปัญหาจึงต้องมาถามว่า...ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ?
เพื่อจะตอบปัญหานี้..ขอแถลงก่อนว่า…


หลังจากวิ่งเร็วสุดขีดที่ 8 นาทีแล้ว..การวิ่งที่เหลือคือวิ่งให้แพ้อย่างเดียว

จึงมีบทสรุปหยาบๆว่า...ต้องเอา 8 นาทีนี้ไว้ที่เส้นชัย


นี่เป็นอีกผลหนึ่งที่การแข่งขันแพ้ชนะกันในกิโลท้ายๆ

คือเมื่อใดก็ตามที่คุณใช้ความเร็วสูง..คุณยิ่งใกล้จุดจบ
เพราะ...คุณจะไม่สามารถถือครองความเร็วนั้นได้อีกต่อไป

เพราะมันหมดหน้าที่ของกล้ามเนื้อขาวไปเรียบร้อย...ที่เหลือก็คือ

การทำงานของกล้ามเนื้อแดง...ที่ทำให้คุณลากสังขารไปจนถึงเส้นชัย

เพื่อพบกับความพ่ายแพ้ ภายใต้ความเห็นใจในความพยายาม


ถ้าคุณฝึกให้กล้ามเนื้อแดงมีความเร็วสูง...
คุณจึงจะเข้าใจคำว่า
“ถ้าท่านต้องการจะวิ่งได้เร็วในวันแข่งขัน ท่านก็ต้องหัดวิ่งเร็วเสีย ตั้งแต่ขณะฝึก”


ชี้เป้าก็ได้ว่า...คุณจะชนะด้วยกล้ามเนื้อบึกบึน และอดทน ความเร็วไม่ตก
คำตอบคือกล้ามเนื้อแดงนั่นเอง


ความจริง...ขณะฝึกซ้อม คุณก็รู้แล้วว่าคุณเร็วได้แค่ไหน
ลองขืนฝืนวิ่งให้เร็วกว่าความสามารถปกติ...คุณต้องเจอชอร์ตแน่
ชอร์ตแล้วก็ควรทบทวนว่า...คุณลืมสร้างอะไรไว้


เวลา 8 นาทีหมายถึง..คุณจะเริ่มเร่งความเร็วได้ในระยะห่างเส้นชัย 2.5 กิโลเมตร !!!
แต่เมื่อไหร่ที่คุณใช้ความเร็วไปก่อน...คุณต้องคำนวณเวลาที่เหลือไว้


แนวหน้าเขารู้ดี...จะเร่งสุดขีดที่เวลาใด หรือกิโลใด

นั่นแปลว่า...จัดให้หมดแบบ ไปหมดแรงที่เส้นชัยพอดี !


ส่วนผู้แพ้...ใช้ 8 นาทีไปแล้ว แต่ยังไม่ถึงเส้นชัย ก็มีแต่เรื่องปลอบใจที่ต้องหามา
มันน่าเห็นใจ...ไม่เหนื่อยแต่เร็วไม่ได้


ก็จะเกิดความคิดซ้ำว่า...
“ถ้าท่านต้องการจะวิ่งได้เร็วในวันแข่งขัน ท่านก็ต้องหัดวิ่งเร็วเสีย ตั้งแต่ขณะฝึก” เป็นอย่างไรกันแน่

ถ้าแพ้แล้วไม่เปลี่ยนความคิด...ก็จะกลายเป็นแพ้ซ้ำซาก


ถ้าไม่เร็วขึ้นแล้วไม่เปลี่ยนความคิด...ก็จะกลายเป็นเร็วซ้ำซาก

เร็วซ้ำซาก...ก็คือไม่เร็วขึ้น

คำตอบที่ถูกคงไม่ใช่ “ท่านก็ต้องหัดวิ่งเร็วเสีย ตั้งแต่ขณะฝึก”
มันเป็นเรื่องที่ท่านต้องฝึกความอดทนให้ได้ก่อน..ที่จะไปคิดถึงความเร็ว

ก็ต้องกลับไปหาแบบเดิมคือ...
“ท่านก็ต้องหัดกลับวิ่งช้าเสีย ตั้งแต่ขณะที่คิดจะฝึกวิ่งเร็ว”


คือไปทางนั้นไม่ได้ความ....ก็กลับหันหลังให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

ผลกลายเป็น...ซ้อมวิ่งให้ช้าลงกลับประสบความสำเร็จได้หลายคน

กลับเป็นว่า..กลับไปขุดเอาพลังเดิมที่เคยพยายามมานำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลับไปปัดฝุ่นความสามารถเดิม ให้ใช้ได้เต็มที่เลย

ก็ต้องทิ้งคำถามก่อนจบบทนี้ว่า..

ก่อนที่คุณจะมีความเร็วระดับแนวหน้า คุณพัฒนามาจากการซ้อมช้า หรือ ซ้อมเร็ว
ลองทบทวนอดีตที่สร้างฝีเท้ากันดีไหม ?

 
 
โดย อ.เปา [21/08/2017 12:01]
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : ผ่านมา
(7/04/2017 12:26)

 
 
คำถามที่ว่า "ถ้าท่านวิ่งเร็วที่สุด...จะวิ่งได้นานกี่นาที ?"

อยากทราบว่า คำตอบในเรื่องนี้เอาไปใช้แข่งได้อย่างไร
   

ความคิดเห็นที่ 2
ตอบโดย : อ.เปา
(10/04/2017 11:08)

 
 
ตอบ คุณผ่านมา

ความจริงหัวใจสำคัญในข้อเขียนคือ

ความจริงคือ...หัดวิ่งเร็วเป็นเรื่องยากมาก ใช้เวลานานมาก

เมื่อถามมาว่า
คำถามที่ว่า "ถ้าท่านวิ่งเร็วที่สุด...จะวิ่งได้นานกี่นาที ?"

อยากทราบว่า คำตอบในเรื่องนี้เอาไปใช้แข่งได้อย่างไร

การจะตอบคำถามนี้ต้องถามอีกว่า.....
เมื่อคุณวิ่งให้ได้ความเร็วที่สุด เกิดอะไรขึ้นในร่างกายต่างหาก!!!
แล้วก็ถามอีกว่า..ทำไมวิ่งเร็วต่อไปไม่ได้เล่า ?

เพราะทั่วโลกเขาคิดถึงตรงนี้ ..เพราะการจะวิ่งเร็วใครๆก็วิ่งได้
แต่จะวิ่งเร็วด้วย + ยาวด้วยต่างหากคือ..ปัญหา

คำถามนี้จึงมีเวลา และ/หรือ มีระยะทาง สวมเข้ามาให้คิดกัน

ถ้าใครคิดถึงแต่ความเร็ว....คุณจะเอาเร็วแค่ไหนคุณก็ทำได้
ปรู้ดปราดไปชั่วขณะ....แล้วก็พ้นภัย พ้นอันตราย พ้นความตาย
อันนี้เป็นสภาพประจำตัวของสัตว์โลกอยู่แล้ว

คือให้พ้นจากนักล่า...ให้พ้นตาย

ไม่ใช่เอามาแข่งกันยาวๆ...แบบมาราธอน

ถ้าคุณเข้าใจให้ดีว่า...เรามีความเร็วๆจัดได้ไม่นาน เพราะ
พลัง และองค์ประกอบมันมีไว้เพื่อกาลที่ฉุกเฉิน
เข้าใจให้ชัดว่า..มันมีจำกัด

ลองมาดูตัวอย่าง...เสือจับกวาง
ผลจริงๆเสือมีโอกาสตระครุบกวางได้เพียง 20 % ส่วนมากกวางหนีได้

เสือเลยต้องเปลี่ยนวิธี..ใช้ความเร็วที่มีอยู่ในช่วงสั้นๆ
เอามาทำท่า..เสือหมอบ ค่อยๆคลานเข้าไปใกล้ๆกวาง
แล้วไล่กวดในช่วงที่ทำความเร็วสูงสุดได้

ตัวเสือเองเมื่อวิ่งเร็วสูงสุด...ได้เพียง 1 นาที
จะจับกวางได้ก็เพียงช่วงนี้ หากไล่กวดกวางต่อไป..ความเร็วกวางไม่ตก
แต่เสื่อถือครองความเร็วไว้ไม่ได้...ทุกอย่างก็ล้มเหลว

เมื่ออยากทราบว่า คำตอบในเรื่องนี้เอาไปใช้แข่งได้อย่างไร
คำตอบก็คือ...เอาไว้แซงในช่วงตัดสินแพ้ชนะ

เราจึงเห็นนักแข่ง...วิ่งไปเรื่อยๆด้วยความเร็วไปถึงระยะ 35 กิโลเมตร
หลังจากนั้น....ใครเข้าเส้นชัยก่อนชนะ
ตรงนี้แหละที่...ต้องอัดกันแบบสูงสุดคือ....
เอาพลังที่เหลือมาสร้างความเร็วให้ชนะขาดไปเลย
ถ้าตัวเองไม่รู้สภาพเร็วพิเศษได้ยาวแค่ไหน..จัดเร็วไปก็มีโอกาสแพ้

บางท่าน...โดนหลอกให้วิ่งเร็วในช่วง 20-25 กม.
คือมีตัวหลอกเร่งขึ้นนำไป..ให้วิ่งตามด้วยความเร็วสูง
คนที่พยายามตาม...ก็หยิบเอาพลังพิเศษในช่วงฉุกเฉินมาใช้ ก็ตามได้

แต่...เมื่อพลังพิเศษที่จะเร็วได้สูงสุดหมดแล้ว
ก็ได้แต่วิ่งไปตามปกติ...ตรงนี้แหละที่แพ้/ชนะกัน

การแข่งจึงต้องมีแผนของตัวเอง...อย่าหลงไปกับการหลอกล่อ
เราแข่งกับใคร..เราก็รู้ รู้แล้วก็เพียงเกาะไปห่างๆ...จะมีโอกาสแซงบนพรมได้

จะเอาไปใช้แข่งอย่างไร...ก็เอาไปใช่ในช่วงที่เห็นว่าชนะแน่

ถ้ายังห่างจากเส้นชัย...อย่าวิ่งเร็วสุดขีด ถึงแซงได้ก็ไม่มีผลแพ้ชนะ แล้วจะชอร์ตไปก่อน
บางทีก็เรียกว่า..ชนกำแพง ขาไม้ นรกมีจริง ฯลฯ

เมื่อคุณหาได้ว่าคุณวิ่งเร็วสูงสุดได้ยาวแค่ไหน...ก็จะรู้เวลาที่จะใช้ได้เอง

ลองอัดแรงๆ....แล้วบันทึกไว้ คำตอบมี แต่ไม่เหมือนกัน

   

ความคิดเห็นที่ 3
ตอบโดย : ประกิต
(11/04/2017 13:20)

 
 
ความจริงคือ...หัดวิ่งเร็วเป็นเรื่องยากมาก ใช้เวลานานมาก

จริงครับ เห็นด้วยครับ
   

ความคิดเห็นที่ 4
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(20/04/2017 22:46)

 
 
ขอถามว่าหัดวิ่งเร็วเป็นเรื่องยากมาก เพราะอะไร ?

ขอถามว่าหัดวิ่งเร็วใช้เวลานานมาก เพราะอะไร ?
   

ความคิดเห็นที่ 5
ตอบโดย : อ.เปา
(28/04/2017 12:54)

 
 
ถามมา 2
ข้อแรก หัดวิ่งเร็วเป็นเรื่องยากมาก เพราะอะไร



ตอบ การฝึกวิ่งเร็วเป็นการสร้างอวัยะวะต่างๆที่ใช้ในการวิ่งเร็ว ไม่ใช่เพียงวิ่งให้เร็ว


ได้แก่ กล้ามเนื้อ...หลอดเลือด..หัวใจ....ตับ...ปอด....ระบบประสาท...ฯลฯ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นต้องมาจากการฝึกนานๆ และไร้การบาดเจ็บ

ตามธรรมชาติร่างกายนั้น..ส่วนไหนทำงานบ่อยๆส่วนนั้นจะใหญ่โตและแข็งแรง

เพื่อทำความเร็ว..เราต้องฝึกโดยใช้การวิ่งที่ไปกระตุ้นความบึกบึน

เพื่อทำความเร็ว..เราต้องฝึกโดยใช้การวิ่งที่กระตุ้นอวัยวะให้มีการพัฒนา

เพื่อทำความเร็ว..เราต้องฝึกโดยสร้างสรีระให้เจริญไปทางวิ่งเร็ว
ถ้าเพียงวิ่งอัดให้เร็วคือคำตอบ...คงไม่ได้คะแนนคือสอบตก!


อาจสรุปว่า เพียงอาศัยการวิ่งให้เร็ว...ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ไปสู่การวิ่งเร็วได้ ต้องมีฐานอื่นๆรองรับได้ด้วย


เพราะองค์ประกอบในการวิ่งเร็ว มีมากมายหลายอย่าง
ถ้าคิดไม่ออก...อย่าหวังความสำเร็จ
อย่าบังอาจไปชนกันแนวหน้าระดับนานาชาติ

ที่พอจะพูดให้เห็นได้คือ...ปอด...หัวใจ...ระบบไหลเวียน..ระบบประสาท ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้...มีผลต่อความเร็ว แถมยังอาศัยการและกันในการผลิตความเร็ว

ไม่ง่ายแค่..หาโค้ชดังให้เจอแล้วจะสำเร็จ


จึงมองด้านเดียวไม่ได้ - จึงฝึกด้านเดียวไม่ได้ ขยันอย่างเดียวก็ไม่ได้


บางอย่างเช่น ”กล้ามเนื้อทนทาน” ....พัฒนาได้ด้วยการฝึกวิ่งเร็วปานกลาง


กล้ามเนื้อเพื่อความเร็วเท่านั้น...ที่ต้องฝึกด้วยความเร็ว


ข้ออื่นยังมีอยู่อีก..ข้อพักแค่นี้ก่อน
   

ความคิดเห็นที่ 6
ตอบโดย : ผ่านมา
(2/05/2017 22:54)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 7
ตอบโดย : นักวิ่งปอดจิ๋ว
(4/05/2017 21:11)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 8
ตอบโดย : อ.เปา
(5/05/2017 13:32)

 
 
คำถามที่ 2 ขอถามว่าหัดวิ่งเร็วใช้เวลานานมาก เพราะอะไร ?

ตอบว่า...
ลองย้อนไปอ่านบทความนี้ตอนที่ 1 ในตอนเริ่มต้น
เป็นการพูดถึงความจริงที่มองเห็นๆ
ฝึกวิ่งเร็วแล้วเป็นยังไง ?

มองเห็นนักวิ่งแนวหน้าในสวน ฝึกซ้อมมาหลายปี
แอบมองการฝึกความเร็วที่ใช้..เร็วใช้ได้เลย เรียกว่าหาคนตีคู่ไม่ค่อยได้

วันจันทร์ก็เห็นถ้วยหลายใบ เอามาโชว์กัน
ผมก็สนใจเป็นพิเศษ..ก็หยิบถ้วยมาอ่านรายละเอียด
ก็เลยทราบว่า...แนวหน้ามีหลายระดับ

แต่การซ้อม..มีระดับเดียวคือ เร็ว+แรง
อันนี้คือบทเรียนที่เอามาเล่ากัน

ผมไม่รู้....แต่สงสัยว่า

คุณเธอซ้อมแรงขนาดนี้...ผลออกมาแพ้ซ้ำซากได้ยังไง ?

เราจึงเห็นเธอซ้อมหนักมาก เร็วมากในสวน ความเร็วนั้นหาคนวิ่งตามได้ยาก
เธอพยายามอย่างหนัก เพราะมุ่งเอาชนะคู่แข่งให้ได้

แต่ทำไม ผ่านไปนานหลายเดือน หลายปี ก็เอาชนะไม่ได้..ทั้งที่พยายามอย่างเต็มที่

ภาพที่เห็นคือ...
มีแต่เหงื่อท่วมตัวทุกวัน มีจำนวนรอบที่มากพอสมควร มองเห็นเป็นเรื่องปกติ
การฝึกเป็นไปภายใต้ธงคำตอบว่า... คนวิ่งเร็วเพราะเคยวิ่งเร็ว
ผมเองก็เชื่ออย่างนั้น....เชื่อมานานจริงๆ

ตอนนี้เราคงได้คำตอบว่า...จะวิ่งให้เร็ว ไม่ใช่แค่ซ้อมวิ่งให้เร็ว

การจะวิ่งเร็วได้...ต้องซ้อมยาวมานานแสนนาน

เมื่อเอาแต่วิ่งเร็วในสนามฝึก....ผลคือกล้ามเนื้อวิ่งเร็วถูกใช้งานอย่างหนัก

ส่วนกล้ามเนื้อที่เป็นความอดทน...ไม่ได้ร่วมวงการซ้อมด้วย

กี่เดือนกี่ปี...เธอก็ไม่อาจเร็วกว่าคู่แข่งได้
เพราะ...ซ้อมผิดวิธี ขาดการซ้อมเพื่อพัฒนากล้าเนื้อก้อนใหญ่ที่ใช้วิ่ง
เพราะอยากวิ่งเร็ว....การวิ่งอึดจึงถูกละเลย

ไม่ต้องมองไกล..สมาคมกรีฑาฯจ้างโค้ชเคนย่ามาเพิ่มความเร็วให้แนวหน้าไทย
ถือเป็นความพยายามลงทุนเพื่อความสมหมาย แล้วเป็นไง ?

โค้ชใหม่....ใหม่ๆก็วิ่งกันได้เร็วขึ้นนิดหนึ่ง
พอไปลงสนามแข่งนานาชาติ....ผลออกมาแพ้เหมือนเดิม

"ทำดีที่สุดแล้ว"...คือคำตอบทุกยุคสมัย
สุดท้าย...เปลี่ยนโค้ชอีกแล้ว

นั่นเพราะเราขาดการซ้อมยาวนาน...จะเอาแต่ทางลัด !!!

ความพยายามซ้อมด้วยความเร็ว..จึงถูกต้องเพียงน้อยนิด
ความพยายามซ้อมมากระยะทาง....จึงถูกต้องเพียงน้อยนิดเช่นกัน

ถ้าถามกันตรงๆว่า...อะไรก็ผิดๆๆๆ แล้วจะให้ซ้อมแบบไหนกันดีพี่ ?

ตอบกันตรงๆว่า...”ซ้อมยาว+ไม่บาดเจ็บ + เวลานานหลายปี ” นั่นแหละคือคำตอบ

เหตุผลคือ...

เราจะแข่งกันที่ระยะยาว...ทำไมเราไม่ซ้อมยาว
เราจะแข่งกันที่ระยะยาว....ทำไมเราไปซ้อมเร็ว


เมื่อเราซ้อมยาวบ่อยๆ...ความแคล่วคล่องก็จะตามมา

ตัวความแคล่วคล่องนี่แหละคือความเร็วประจำตัวของใครของมัน
ความเร็วตรงนี้...ออกมาทุกครั้ง เป็นเรื่องประจำตัว

แล้วจะซ้อมยังไงไม่บาดเจ็บ..?

ตอบว่า...อย่าวิ่งเร็วจนร่างกายแตกสลาย แต่
จงใช้เวลานานๆในการฝึกซ้อม..เพราะไม่มีทางลัด

อันนี้คืออดีตของแนวหน้าระดับโลกทั้งนั้น..พวกนี้ทำแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว
การสั่งสมมานาน...จึงเป็นพรสวรรค์ที่โลกเข้าใจ

ถ้าเรามุ่งเป้าเล็ก...เราก็ได้เป้าเล็ก

เราจึงควรมุ่งเป็นใหญ่...เพื่อความยิ่งใหญ่


อาจสรุปบทความได้สั้นๆว่า...

การซ้อมหนัก + ซ้อมเร็ว = ความฉิบหาย ก็ได้
ผลคือ...ไปไม่ถึงเป้าหมายด้วยวิธีนี้

ที่จะไปได้สมหวังคือ...ทางสายกลาง
คือซ้อมที่....”ปราศจากการบาดเจ็บ + ขยัน + เวลาแรมปี ” นั่นเอง



   

ความคิดเห็นที่ 9
ตอบโดย : สวัสดิ์ วังบูรพา
(10/05/2017 12:48)

 
 
ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 10
ตอบโดย : อ.เปา
(5/08/2017 16:45)

 
 
อ่านต่อ.....คลิ๊ก

http://bangkhunthianjoggingclub.com/webboard_ans.php?id=054144
   

ความคิดเห็นที่ 11
ตอบโดย : อ.เปา
(5/08/2017 16:46)

 
 
อ่านต่อ.....คลิ๊ก

http://bangkhunthianjoggingclub.com/webboard_ans.php?id=054144
   

ความคิดเห็นที่ 12
ตอบโดย : somjit1980
(21/08/2017 12:01)

 
 
SportBet2
[url=https://www.gclub28.com/sbobet/][color=#262626]แทงบอล
[/url]
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 866294
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.