กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
ซ้อมหนัก + ซ้อมเร็ว = สมหมาย หรือ ฉิบหาย...6 (จบ)
 

บทเรียนของแนวหน้าท่านหนึ่ง ที่ อ.เปาเอามาเขียนเป็นนิยายเรื่องยาว

ก็ควรจะจบด้วยข้อสรุป...ที่ท่านผู้อ่านจะพิจารณาเอาเอง

เราอาจมองภาพรวมกว้างๆว่า...ผู้แพ้ แพ้แล้วก็มุ่งจะซ้อมให้เร็ว


เมื่อจะซ้อมเร็วกลายเป็น...แพ้ซ้ำซาก เป็นคำถามที่แปลก
และที่แปลกหนักกว่าคือ...ทำไมก็ยังซ้อมซ้ำซากอยู่อย่างนั้น ?

เราจึงเห็นยอดหญิงแนวหน้าแห่งยุค..ซ้อมเร็วในสวนทุกวัน
และเวลาที่ผ่านไปนานแสนนาน...ก็ให้คำตอบออกมาว่า

ซ้อมให้เร็วไม่ใช่หนทางเอาชนะได้ !!!

ความเข้าใจทั่วไปคือ วิ่งได้เร็วคือผู้ชนะ
แต่การวิ่งได้เร็วต้องวิ่งได้เร็วทุกอย่าง ทุกระยะ ทุกกรณี !!!

ถ้าเราจะทบทวนบทเรียน ก็ต้องตั้งคำถามให้ตรงจุดก่อน

คำถามที่ตามมาคือ..ทำไมเธอแพ้ซ้ำซากทั้งที่พยายามเหลือเกิน ?

เรื่องนี้...เราเห็นทั่วไปในหมู่แนวหน้า แพ้ซ้ำซากจนเรียกว่าถึงทางตัน

หรือ...หมดอนาคตก็ได้

บทความแนวนี้..อ.เปา เขียนขึ้นมาก็เสี่ยงต่อการโดนด่าว่า
“ไม่จริง” เพราะยังไงก็มีคนเถียง

จะไม่จริงได้ยังไง....มันเป็นโรคนี้กันทั้งโลก
เป็นโดยส่วนมาก ไม่ใช่แค่เฉพาะในเมืองไทย
คนไทยคิดแบบนี้...ฝรั่งก็คิดแบบนี้....แต่คนเป็นแชมป์ไม่คิด

คิดแบบนี้มันก็มีความจริงอยู่บ้างหรอก ไม่ใช่ไม่จริงทั้งหมด

ความพยายามของคุณแนวหน้า...ส่วนใหญ่เหมือนกันทั้งนั้น

พยายซ้อมวิ่งให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องคิดอะไร แล้วก็ไม่สำเร็จเป็นส่วนใหญ่

จะหันหน้าไปถามใคร...ก็ไม่มีใครพูดแบบ อ.เปา

บุ้ยบ้ายอ้างว่า...อายุมากไปบ้างละ โค้ชไม่เก่งบ้างละ ไม่รักษาวินัยการซ้อมบ้างละ...ฯลฯ

สุดท้าย...หาทางออกไม่เจอ เพราะคุณเห็นว่ามีทางเดียว

อ.เปา เขียนเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่จะมาอวดสรรพคุณว่า
เท่านี้ใช่..อย่างอื่นเปล่า

แต่การจะเข้าไปสู่วงการแข่งขัน...เขาเริ่มด้วยความฉลาดทั้งนั้น

หากเราเริ่มด้วยความไม่รู้...เราแพ้เขาไกลเลย

เมื่อคุณเร่งการซ้อมด้านความเร็ว...คุณก็จะได้ความเร็วเพิ่มมาอีกนิดเป็นรางวัล
แต่การจะเร็วได้นานๆ....เคยคิดกันบ้างไหมว่า มันมาจากไหน ?

คำตอบบอกว่า...มันคือองค์รวม (หลายๆอย่างรวมกัน)

คือมีสรรพสิ่งที่ต้องฝึกทั้งนั้น...ไม่ใช่ตะบี้ตะบันวิ่งเร็วอย่างเดียว


สมมุติให้เห็นก่อนว่า ในระยะซ้อม 1 กม. สภาพการซ้อมเร็ว/ช้า จะออกมาแบบไหน

สภาพที่จะเกิดขึ้นคือ หากขณะซ้อมด้วยความเร็วจัดๆ เพียงระยะ กม. เดียว
จะมีเหงื่อท่วมตัว หายใจเร็ว และแรง ทุกอย่างเคร่งเครียด


หลังซ้อม...จะปวดเมื่อยอย่างมาก นอนหลับเป็นตาย
สภาพโดยรวมของร่างกาย...หลังการซ้อมจะกลับไปมีสภาพเหมือนคนป่วย

แต่ที่ระยะ 1 กม.เหมือนกัน เราวิ่งสบายๆ สภาพคนป่วยจะไม่เกิด

เราเคยเพ่งตรงความคิดไหมว่า...สภาพที่ป่วยซ้ำซากในทุกๆวัน
สภาพแบบนี้มันเป็นความเสื่อมหรือความรุ่งเรือง



แม้บาดเจ็บไม่หายด้วยความ"ใจสู้"...วันรุ่งขึ้นก็กลับลงสนามซ้อมซ้ำอีกแล้ว

แล้วก็กลับบ้านในสภาพเดียวกับวันก่อนๆ....


อย่างนี้น่าคิดว่า เป็นการซ้อมให้ความเสื่อมมันคงไว้หรือไม่?

แทนที่จะซ้อมให้พัฒนา...กลายเป็นซ้อมให้หยุดพัฒนา
จะซ้อมกี่ปีกี่เดือน..ก็ไม่มีทางเป็นผู้ชนะได้ !!!



หรือว่าควรซ้อมให้รุ่งเรืองในชีวิตนักวิ่ง

การจะตอบคำถามนี้...ต้องดูที่สภาพร่างกายเป็นหลัก

ถ้าเขาทำตัวให้ป่วยทุกวัน...เขาจะคล้ายเป็นป่วยเรื้อรัง หรือป่วยซ้ำซากนั่นเอง

ภาวะของร่างกายก็คือ..ต้องซ่อมร่างกายทุกวัน !!!


ภาวะพัฒนา..ถูกกดไว้อย่างโง่เขลา



เริ่มวันซ้อมใหม่..คุณก็ซ้อมให้มันกลับไปที่ป่วยที่เก่า แล้วจะไปไหนได้


ลองทบทวนเหตุการณ์ในอดีต...คุณแนวหน้าไม่เคยซ้อมแบบนี้

คือไม่ได้ซ้อมให้บาดเจ็บ...ซ้อมเพื่อให้ได้ซ้อมแบบสบายๆจริงๆ

แต่พอมาซ้อมแบบเร่งรัด...ผลเป็นยังไง
คุณเธอไม่ประสบความสำเร็จ...สู้จนเกือบตายก็ไม่สำเร็จ
บทเรียนนี้จะไม่มีค่าเลย..ถ้าไม่เอามาบอกกล่าวไว้


บทเรียนเรื่องของคุณเธอที่ไม่ประสบความสำเร็จ...ก็ยังมีประโยชน์
คือให้บทเรียนอะไรแก่คนข้างหล้งว่า..อย่าเดินทางนี้
คือ..อย่าซ้อมแบบเอาเป็นเอาตาย!

มองกันให้ออก....ก็จะได้แง่คิดที่ถูกต้อง

เราอาจย้อนดูตัวเองว่า...


ในอดีตขณะที่เรายังไม่ใช่แนวหน้า...แล้วเราเร็วขึ้น ๆ ๆ จนเป็นแนวหน้าได้อย่างไร
การพัฒนาในอดีต...มันเกิดขึ้นอย่างไร เราควรรู้อย่างนั้นไว้

ในอดีตความเร็วเราเพิ่มขึ้นอย่างไร เราเคยหันไปตรวจสอบบ้างไหม ?

ในอดีตทำเราวิ่งได้ด้วยความอดทนเพิ่มขึ้นมาอย่างไร เราไม่เคยทบทวนว่า
วิธีเพิ่มความเร็วแบบเก่า น่าจะใช้ได้

พอเราหันมาฝึกวิ่งด้วยความเร็ว...ทำไมการพัฒนามันหยุดลง
ฝึกเต็มที่เพราะเราอยากเร็วขึ้น...ทำไมมันไม่เร็วขึ้น

เอาไปเทียบกับอดีต ทำไมการฝึกวิ่งอย่างสบายๆ...มันทำให้เราเร็วขึ้น อึดขึ้น
เราจึงไม่ควรลืมอดีต...เพราะคำตอบมันอยู่ตรงนั้น



อาการตรงนั้นแหละคือคำตอบเก่าว่า..วิธีเดิมๆที่ส่งเราเป็นแนวหน้าแบบสบายๆยังใช้ได้

จำได้ไหม....
เราซ้อมด้วยความปกติ+สม่ำเสมอ+ไม่บาดเจ็บ+ไม่พยายามจนเกินไป

ผลออกมาเราเร็วขึ้นเมื่อไหร่...เราแทบไม่รู้เลย
เพราะการพัฒนาเป็นไปแบบช้าๆ


นานวันเข้าเราแข็งแรงขึ้น เราไปได้ไกลขึ้น เราเร็วขึ้น
โดยที่มิได้ไปแตะต้องกับ....."การฝึกหนัก + ฝึกเร็ว"



รู้อีกทีก็เป็นแนวหน้าไปแล้ว...พอเจอปัญหาแข่งแพ้ ก็ลืมอดีต!!!

อดีตก้าวมาอย่างไร..ทำไมเราทิ้งของเก่าไปแล้ว


อดีตรูปแบบการซ้อมของเรานั่นแหละคือ..หนทางแห่งความสำเร็จ
แต่....เราไม่รักษาวิธีในอดีตไว้



เราเปลี่ยนไปทางที่ผลหยุดลง แต่เราเข้าใจว่าผลจะดีกว่า

เราเข้าใจเอาเองว่า...จะเร็วกว่าต้องวิ่งดีกว่า จึงซ้อมเร็ว

แต่ร่างกาย...บอกเราเงียบๆทุกวันว่า

“ไม่ใช่ครับพี่...ไม่ดีครับท่าน” เราไม่เคยรับรู้



อดีตไม่ใช่การซ้อมเร็ว...แต่เป็นการซ้อมเร็วปกติ + สม่ำเสมอ
ผลออกมา...เราไม่เคยหันไปมอง

พอเราซ้อมเร็ว + ซ้อมหนัก ผลก็เลย...ฉิบหาย

การพัฒนาหยุดหมด หายหมด....แล้วจะเอาอะไรไปสู้



ในระดับโลกเขาเข้าใจแล้วว่า...

"ถ้าคุณชนะใครไม่ได้...คุณต้องกลับมาซ้อมช้า"

ซ้อมช้าหมายถึงซ้อมแบบที่คุณเคย..ไม่ต้องไปอัดแรงจนป่วย

คำพูดสั้นๆแค่นี้...สร้างเหรียญทองโอลิมปิคมาแล้ว

เขาพูดเป็นหลักเพียงแค่นี้...ไม่อธิบาย เป็นกุญแจไขคำตอบเท่านั้น


เขาพูดสวนแบบนี้เพราะ...ผู้แพ้ทุกคนมีแต่คิดแต่จะซ้อมให้เร็วขึ้น



ผลคือยิ่งมุ่งมั่น...ยิ่งหยุดพัฒนา ไม่ปล่อยเวลาให้ร่างกายได้พัฒนาตามสภาพต่อไป...


ทำให้ร่างกายหยุดพัฒนา...โดยเข้าใจผิด



เขาเรียกว่า EASY RUN คือตัดการบาดเจ็บ/ซ่อมแซม ออกไปให้เด็ดขาด

เพราะการซ้อมแบบนี้..ร่างกายไม่บาดเจ็บ มีแต่สะสมความเก่งขึ้นๆทุกวัน

การสะสมความเก่ง..เป็นอดีตของทุกคน
แต่มันหยุดลงเพราะ...เราใจร้อนไปเร่งรัด ผลจึงตรงข้าม


ดังนั้นอย่าทำตัว...ซ้อมเพื่อซ่อม
ต้องทำตัว....ซ้อมเพื่อสร้าง



แค่นี้ก็ไม่มีใครต้านคุณได้ ขอเพียงคุณเลิกยึดวิธีผิดๆ

ตัวอย่างที่ อ.เปา ยกมาคือ...ซ้อมหนักก็ยังแพ้

ขอเพียง...อย่าใจร้อน เอาเวลามาร่วมสร้างความอดทน และ ความเร็วด้วย
อย่ามุ่งไปเอาแต่เร็ว...กลายเป็นทิ้งความอดทนให้หยุดลง

หากเราหันไปมองเคนย่า...ทำไมเขาซ้อมแบบสบายๆ
อันนี้คือมุมมองของเราเองว่า...เขาซ้อมหนัก
แต่เคนย่าบอกสั้นๆว่า...ซ้อมสบายๆ

ลองมาดูตัวอย่างกันหน่อย


เคนย่าซ้อมวิ่งวันละ 30 กิโลเมตร


เขาซ้อมโดยแบ่งการซ้อมออกเป็น 10+10+10
คือเช้า 10 กม. + กลางวัน 10 กม. + ตอนเย็น 10 กม

ช่วงหยุดระหว่างนั้นคือ..นอนเล่น หรือนอนหลับสบายๆ
ทำระยะได้วันละ 30 กม.แบบสบายๆ...โดยการสอดแทรกการพักผ่อนให้ดี
เราอาจพูดอีกแบบว่า...ให้เวลาร่างกายมีเวลาฟื้นสภาพเต็มที่ ฟื้นบ่อยๆ

ดังนั้นจะเห็นว่าพวกเคนย่า..ซ้อมวิ่งกันวันละหลายๆกิโลเมตร
ทำให้นักวิ่งพวกนี้มีหัวใจที่แข็งแรง และ การพัฒนาด้านอดทนมีสูงมาก
นี่คือความลับในการซ้อมวิ่งเร็วที่นักวิ่งยังเข้าใจผิดว่า..
“ต้องเอาแต่วิ่งเร็วจึงจะวิ่งเร็วได้ “

แท้จริงการซ้อมวิ่งเร็ว...คือการซ้อมวิ่งช้าๆนานๆนั่นเอง
มีเพียงบางวันเท่านั้น...ที่ทำการซ้อมเร็ว


แต่หากเราซ้อมวันเดียวรวดเดียวเป็น 30 กม. เช่นกัน


ในระยะทางเดียวกัน..เรากลับเจอความบาดเจ็บ !!!
ถามกันก่อนว่าทำไมเป็นแบบนั้น ?


เพราะเราทำให้ร่างกายมีภาระ...ต้องซ่อมแซมความบาดเจ็บก่อนทุกวัน


วันถัดมาเราซ้อมไม่ได้....แต่เคนย่าซ้อมได้

แค่นี้ก็คงเห็นแล้วว่า....เขาซ้อมสบายๆ เราซ้อมเอาเป็นเอาตาย
วิธีการซ้อมมันไม่เหมือนกัน...ผลก็ไม่เหมือนกัน
เราอยากเป็นแชมป์...เราก็ต้องเอาเยี่ยงอย่างแชมป์

เราวิ่งเร็วขึ้นไม่ได้เพราะเราไม่มีช่วงให้ร่างกายฟื้นตัวก่อนที่จะเจ็บ
เรายอมบาดเจ็บก่อนแล้วเข้าโหมดฟื้นตัว

เราทำให้ร่างกายบาดเจ็บ...แล้วเราฝืนว่าเราไม่ป่วยได้ยังไง ?
เราทำให้ร่างกายบาดเจ็บ...เราจะมุ่งหวังการพัฒนาดีขึ้นตรงไหน ?

จุดนี้แหละที่จะบอกแก่เราว่า...ซ้อมสบายๆนี้แหละคือหนทางแห่งความสำเร็จ

ฝันให้ไกล...ไปให้ถึง
มีความหมายว่า ฝันให้ไกล...ไปช้าๆ

จุดนี้แหละที่จะได้กล่าวได้ว่า...บทความจบแล้ว

จบบริบูรณ์
 
 
โดย อ.เปา [3/07/2017 13:45]
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : Mo Farah
(17/05/2017 18:33)

 
 
บทความของ อ.เปา จะไปในทางไหนกันแน่ครับ
บ้างก็ว่า เร็วเพื่อแชมป์
บ้างก็ว่า วิ่งช้า หรือ Easy Run เพื่อรักษาสภาพ

ถ้าคนกระหายสถิติใหม่ๆ มันจะไม่เกิดจาก Easy Run อย่างเดียวแน่ๆ
จุดประสงค์วิ่งแต่ละคนก็ต่างกันครับ เพื่อสุขภาพ เพื่อเกียรติยศ
อ่านจนมาถึงตอนที่6 เหมือน อ.กำลังว่าคนที่ซ้อมความเร็วเลยครับผม
   

ความคิดเห็นที่ 2
ตอบโดย : เจน
(18/05/2017 12:44)

 
 
ผมซ้อมในสวนเสมอ พยายามวิ่งให้เวลาดีขึ้น แต่พอไปลงสนามงานวิ่ง
ปรากฏว่าทำเวลาได้เท่าเดิมแทบทุกปี หลายปีมาพยายามวิ่งให้เร็วจนหอบเหนื่อย อยากจะเพิ่มระยะทาง อยากจะเพิ่มความเร็ว ก็ทำได้ยาก อยากจะวิ่งให้เร็วขึ้นก็ไม่ค่อยได้ผล ทำไมมันยากจัง พอมาอ่านบทความของ อ.เปา ผมก็ลองเปลี่ยนไปซ้อมแบบสบายๆ ผมลดความเร็วลง พอลองซ้อมสบายๆได้ 4-5 วัน พอถึงวันที่ 6 ต่อมา รู้สึกว่าวิ่งได้สบายขึ้น กลับบ้านก็ไม่เครียด ตื่มมามีพลัง ก่อนนั้นเคยวิ่งวันละ 10 รอบ รอบท้ายๆเหนื่อยแทบตาย จะทำรอบที่ 11 ก็ไม่ค่อยไหว ตอนนี้ ทำรอบที่ 11 ได้สบายเลย จบการฝึกแล้วรู้สึกยังมีพลัง แค่ทดลองในช่วงสั้นๆ ก็รู้สึกดีขึ้น ผมจึงขอสนับสนุนความเห็น อ.เปาที่ ให้ฝึกแบบสบายๆ ความเร็วมันจะมาเอง
   

ความคิดเห็นที่ 3
ตอบโดย : ประกิต สนามไชย
(18/05/2017 15:59)

 
 
ถ้าอยากจะวิ่งให้เร็วขึ้น ทำไมไม่ลงคอร์ทไปเลย ?
   

ความคิดเห็นที่ 4
ตอบโดย : อ.เปา
(22/05/2017 12:33)

 
 
ตอบ คุณMo Farah

ที่ว่า...ถ้าคนกระหายสถิติใหม่ๆ มันจะไม่เกิดจาก Easy Run อย่างเดียวแน่ๆ

อันนี้ผมถือว่าเป็นความเห็นของคุณ...ก็ต้องถือว่ามีส่วนถูกอยู่มาก

แต่....ส่วนที่ไม่ใช่นั่นแหละครับ....ที่ผมพูดถึง

การเขียนบทความก็สร้างความเห็นได้หลากหลายแบบนี้ครับ

แต่ถึงอย่างไร...นักวิ่งก็ต้องเลือกเอง เจอปัญหาเอง ได้รางวัลเอง
ไม่มีใครทำให้...

อ่านบทความให้สนุกๆเถิดครับ....อยากซ้อมยังไงก็คงไม่บังคับกัน


ที่ว่า... อ.กำลังว่าคนที่ซ้อมความเร็วเลยครับผม

คงต้องสะกิดคนที่ซ้อมเร็วแล้วไม่ได้ผล ควรหาทางใหม่ครับ

อย่าเอาความเห็นของผม...ไปตำหนิผู้ที่กำลังฝึกซ้อม

ผมมองว่า...นักวิ่งแนวหน้าก็มองหาวิธีอยู่ตลอด เพื่อพัฒนาความเร็ว

เรื่องคุย...จึงมีมากมาย

บทความจะไปทางไหน...ก็คงต้องเป๋ไปเป๋มาแบบนี้ครับ

ขอบคุณครับที่เข้าใจ...ขอให้มีความสุขกับการฝึกซ้อมครับ

   

ความคิดเห็นที่ 5
ตอบโดย : หนุ่ม ร่วมเกื้อ
(22/05/2017 15:26)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 6
ตอบโดย : ผ่านมา
(23/05/2017 16:19)

 
 
บทสรุปของ อ.เปา ถือว่าสั้นๆกระชับคือ

"มีสรรพสิ่งที่ต้องฝึกทั้งนั้น...ไม่ใช่ตะบี้ตะบันวิ่งเร็วอย่างเดียว"

บอกได้ว่า ยากที่จะปฏิเสธ
   

ความคิดเห็นที่ 7
ตอบโดย : สมชาย เพื่อนบางแค
(26/05/2017 12:31)

 
 
อ.เปา ยกตัวอย่างการซ้อมวันละ 30 กม. เป็นเรื่องโหดมาก
แล้วสรุปออกมาว่า

วันถัดมาเราซ้อมไม่ได้....แต่เคนย่าซ้อมได้

อันนี้ใช่ไหมที่ว่า ให้รู้จักซ้อมช้า ?
   

ความคิดเห็นที่ 8
ตอบโดย : อ.เปา
(29/05/2017 11:54)

 
 
ตอบ คุณสมชาย เพื่อนบางแค


ให้รู้จักซ้อมช้า ...มีอีกความหมายคือ ซ้อมโดยไม่เกิดบาดเจ็บ

ผมยกตัวอย่างการซ้อมระยะยาวเพื่อบอกว่า ยาวกว่านี้ก็มีนะ
แต่...เป็นการซ้อมไม่บอกใคร

ควรเข้าใจว่า...ทำไมเขาจึงซ้อมมากมายแบบนั้น ?
ถ้าคุณรู้ถึงผลของการซ้อมช้า...ก็คงเข้าใจ

วัวควาย...มีกล้ามเนื้อเป็นสีแดง เพราะมีเส้นเลือดเต็มไปหมด
เอาไว้ใช้ทำงานหนัก เช่น การไถนา
กล้ามเนื้อแบบนี้..จึงมีสีแดงเป็นปกติ
เพื่อการขนส่งพลังไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้มาก

ส่วนสัตว์จำพวกไก่ งู ปลา พวกนี้กล้ามเนื้อเป็นสีขาว
กล้ามเนื้อพวกนี้ทำงานว่องไว ในระยะสั้นๆ หรือ ทำงานเบาได้ว่องไว


ถ้าเป็นม้า...วิ่งได้เร็ว และวิ่งได้ไกลด้วย
เนื้อม้าจึงมีสีแดง + สีขาวปนเล็กน้อย

ถ้าคุณต้องการวิ่งเร็ว + วิ่งยาว แบบม้า
คุณก็ต้องสร้างให้กล้ามเนื้อแดง และ ขาวมันเจริญ สมดุลย์กันงานที่ทำ

พวกเคนย่า...วิ่งเพื่อสร้างความอดทน จึงวิ่งยาวๆ
เพื่อเลี่ยงการบาดเจ็บจึง...วิ่งพอดี

เราเองเป็นคนว่า..เขาวิ่งเร็ว
แต่...พวกเขาบอกว่าเขาเพียงวิ่งแบบสบายๆ ให้ได้ระยะยาวๆ
คือเขาซ้อม 10 กม....ก็เพียง 30 กว่านาที แล้วก็นอนพัก

ทั้งวันก็มีเวลาซ้อมวิ่งรวมเพียง 1 ชม. กว่า เท่านั้นเอง
ซึ่งถ้าคิดแบบนี้..มันก็ไม่ได้มากมายอะไร
แต่...เพื่อการสร้างสิ่งที่ต้องการ เขาก็เลยซ้อมแบบนี้

ถ้าคุณจะเอาแต่วิ่งเร็ว...กล้ามเนื้อแดงมันก็ไม่ได้ร่วมวิ่ง
ความเจริญมันก็ไปตกแก่...กล้ามเนื้อขาว

แต่เพราะคุณซ้อมเป็นจำนวนมาก...กล้ามเนื้อขาวมันก็ชำรุด
รุ่งขึ้นคุณก็ซ้อมให้มันชำรุดมากอีก...
แทนที่จะได้พัฒนากล้ามเนื้อขาว..ผลเป็นทำลายโดยไม่รู้ตัว

ผมจึงบอกว่า...อย่าเอาแต่ซ้อมวิ่งเร็ว ผลจะออกตรงข้าม

คุณจะซ้อมแค่ไหน...มันก็มีขีดจำกัดอยู่แล้ว
ถ้าซ้อมมากไป...ก็เกิดผลเสีย

   

ความคิดเห็นที่ 9
ตอบโดย : สมชาย เพื่อนบางแค
(29/05/2017 13:50)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 10
ตอบโดย : ประกิต สนามไชย
(31/05/2017 13:02)

 
 
ทำไมพวกที่ลงคอร์ทโดยวิ่งเร็วสุดๆจึงประสบความสำเร็จในการแข่งขัน
สอนให้วิ่งช้าจะไม่ขัดกันหรือครับ
   

ความคิดเห็นที่ 11
ตอบโดย : อ.เปา
(31/05/2017 23:15)

 
 
พวกที่ซ้อมวิ่งเร็ว...ได้สร้างพื้นฐานความอดทนไว้มาก
เมื่อมาซ้อมด้านความเร็วจึงไม่บาดเจ็บ

พวกที่ซ้อมวิ่งช้าเพราะ...พื้นฐานยังไม่ดีกว่าคู่แข่ง
ลงสนามเมื่อไหร่ก็แพ้ใน กิโลท้ายๆ

พวกซ้อมวิ่งเร็ว...เพื่อทำให้ระบบต่างๆในร่างกายรู้จักการทำงานเร็ว
เมื่อมีพื้นฐานแน่นดีมาแล้ว ก็เอาชนะคู่แข็งได้

ลองสังเกตุ....คนแพ้ก็แพ้ที่กม. เดิมๆ
นั่นคือพื้นฐานยังไม่แน่

อาจบอกว่า..จะซ้อมวิ่งเร็ว ควรมีการซ้อมช้ามาก่อน

สอนให้วิ่งช้า....เพื่อผลออกมาทางวิ่งเร็วได้

เหมือนเรารดน้ำที่โคน...ไปกินผลที่ปลาย
   

ความคิดเห็นที่ 12
ตอบโดย : ประกิต สนามไชย
(1/06/2017 13:29)

 
 
ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 13
ตอบโดย : ผ่านมา
(2/06/2017 07:46)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 14
ตอบโดย : ผ่านมา
(2/06/2017 11:20)

 
 
Easy Run (วิ่งช้า) ช่วยให้เราวิ่งเร็วขึ้นอย่างไร

หลากๆ คนพูดว่า อยากวิ่งเร็ว..ต้องซ้อมวิ่งช้า แล้วทำไมการซ้อมวิ่งช้า หรือการซ้อมวิ่ง easy pace สามารถช่วยให้เราวิ่งได้เร็วขึ้นได้อย่างไร…

คำตอบของการซ้อมวิ่งช้าดีต่อการวิ่งของเรานั้นจะซ่อนอยู่ในระบบที่เรียกว่า “aerobic system”
ทำไมระบบ aerobic system จึงสำคัญต่อนักวิ่งละครับ…ในการวิ่งพบว่า ระบบที่ร่างกายได้พลังงานมาใช้มากที่สุดนั้น มาจากระบบ aerobic system เเละเกิดขึ้นในขณะที่เราวิ่งอยู่ในโซน Aerobic ด้วย



เมื่อวิ่งอยู่ในโซน Aerobic ร่างกายจะดึงเอา น้ำตาลมาเปลี่ยนเป็น ไกลโคเจน (Glycogen) เพื่อเปลี่ยนเป็นเชื้อพลังงาน ระบบ Aerobic จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หรือเผาไหม้หมดจดเมื่อเราวิ่งอยู่ในโซน Aerobic กล้ามเนื้อในร่างกายมีออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงเพียงพอในการสร้างพลังงาน เเต่เมื่อไหรที่เราเริ่มวิ่งหนักเเละเร็วมากขึ้น อัตราหัวใจเต้นสูงขึ้น กล้ามเนื้อต้องการพลังงานมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการสร้างพลังงาน จึงเข้าสู่กระบวนการผลิตพลังงานเเบบ Anaerobic การสร้างพลังงานที่ไม่ใช้ออกซิเจน ทำให้เกิดของเสียเป็นกรดเเลกติก (lactate) กำจัดออกได้ยาก ทำให้กล้ามมีอาการเมื่อยล้า
จำไว้ว่า The faster you run, the more energy you burn. เมื่อเราวิ่งเร็วมากเท่าไหร เราก็ใช้พลังงานมากขึ้น เมื่อใช้เกินโซน Aerobic หรือเกินจุด Aerobic threshold ร่างกายจะเปลี่ยนระบบสร้างพลังงานไปเป็นอีกแบบทันที
ในการวิ่งเเต่ละครั้ง เราจะใช้พลังงานจากระบบ Aerobic มากขึ้น 80% ดังนั้นการฝึกฝนการวิ่งให้อยู่ในโซน Aerobic จะช่วยปรับปรุงให้ร่างกายสามารถ ลำเลียง ออกซิเจน แร่ธาตุอาหาร และสารตั้งต้น ได้เร็วและผลิตพลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การฝึกวิ่งช้า วิ่งอยู่ในโซน Aerobic ยังมีประโยชน์อะไรบ้าง…
a. ช่วยพัฒนาระบบเส้นเลือดฝอย (Capillary development) เหล่าเส้นเลือดฝอยเป็นเส้นทางสำคัญในการลำเลียงเเร่ธาตุอาหารไปสู่กล้ามเนื้อ และนำของเส้นออกมา การฝึกจะช่วยเพิ่มปริมาณเส้นเลือดฝอย ให้เเทรกซึม คลอบคลุมมัดกล้ามเนื้อมากขึ้น ทำให้มีการลำเลียงเข้าออกของ ออกซิเจน อาหารเเร่ธาตุและของเสียได้มากขึ้น เร็วขึ้นตามไปด้วย
b. ช่วยเพิ่มปริมาณ Myoglobin หรือโปรตีนที่มีความสามารถในการจับออกซิเจนและกักเก็บไว้ อาศัยอยู่ในเส้นใยกล้ามเนื้อ เเละเมื่อออกซิเจนเริ่มไม่เพียงพอ เจ้าโปรตีน Myoglobin จะปล่อยออกซิเจนที่เก็บกักไว้ ลำเลียงเข้าสู่โรงสร้างพลังงาน Mitochondria เพื่อผลิตพลังงานเพิ่มเติม
c. เพิ่มปริมาณ Mitochondria หรือเเหล่งสร้างพลังงาน ปลดปล่อย ATP ให้กับเซล์กล้ามเนื้อ ในการวิ่งที่ยังใช้ออกซิเจนช่วยในการเผาไหม้ เจ้า Mitochondria จะย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ให้เป็นพลังงานพร้อมใช้ ดังนั้นยิ่งเรามี Mitochondria มากเท่าไหร โอกาสสร้างพลังงานก็มีมากขึ้นเช่นกัน
ไม่ใช่นักวิ่งเท่านั้นที่สามารถนำหลักการี้ไปใช้ได้ เเต่สามารถใช้ได้กับนักกีฬาทุกประเภท โดยเฉพาะนักกีฬาประเภท Endurance sport อย่างเช่น นักปั่นจักรยาน นักไตรกีฬา

คัดลอกมาจาก



https://www.stepextra.com/%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7-%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4/
   

ความคิดเห็นที่ 15
ตอบโดย : หน้าใหม่
(5/06/2017 07:23)

 
 

พออ่านตอน 6 แล้ว ขอกลับไปอ่านตั้งแต่ต้นดีกว่า
   

ความคิดเห็นที่ 16
ตอบโดย : หน้าเก่า
(10/06/2017 16:52)

 
 
เมื่อแพ้ก็พยายามซ้อมวิ่งให้เร็วขึ้น ผมก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน อ่านบทความแล้วกลายเป็นว่า การซ้อมวิ่งให้เร็วขึ้นเป็นหนทางที่พลาดได้ ทำไม่จึงผิดพลาด ต้องเฝ้าสังเกตุนานๆ
คำถามที่ 1 ถ้าสังเกตุตัวเองนานๆแล้วไม่พบสิ่งดีขึ้น ต้องปรับวิธีใหม่ใช่ไหมครับ ?

หนทางที่ถูกต้องคงต้องกลับไปเพิ่มความอดทนเป็นหลัก เพิ่งรู้ฐานของความเร็วคือความอดทน พื้นฐานไม่ดี จะเร็วไม่ได้

ขอเรียนถาม อ.เปา ผมเข้าใจแบบนี้ถูกต้องหรือไม่ ?

   

ความคิดเห็นที่ 17
ตอบโดย : อ.เปา
(11/06/2017 06:49)

 
 
ตอบ คุณหน้าเก่า

เมื่อคุณซ้อมวิ่งเร็วด้วยความเร็วสูงไม่ได้ผล
คุณก็ควรเปลี่ยน....
เพียงลดความเร็วในการซ้อมลงนิดเดียว
ถ้ามีผลดี...คุณก็เจอคำตอบ

ถ้ายังไม่ดีขึ้น...ก็ลดความเร็วลงไปอีกนิด...ๆ...ๆ

คุณก็จะพัฒนาต่อไปได้ .....เพราะ
คุณหยุดการบาดเจ็บได้เด็ดขาด

การซ้อมก็จะมีแต่คุณค่า มีแต่พัฒนา
   

ความคิดเห็นที่ 18
ตอบโดย : หน้าเก่า
(12/06/2017 13:04)

 
 
ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 19
ตอบโดย : smallforward
(15/06/2017 15:31)

 
 
ผมเห็นด้วยกับ อ.เปา เพราะได้ทดสอบกับตัวเองมาแล้ว
และก็ได้เห็นแนวหน้าท่านหนึ่งซ้อมจึงทำให้ยิ่งเชื่อตาม อ.เปา

ยกตัวอย่างจากการซ้อมของแนวหน้าท่านหนึ่ง
แนวหน้าคนนี้วิ่ง 10K ด้วยเวลา 35 นาที
หรือ 3:30 min/km
ตอนเขาซ้อมลง court 1000 m
เขาจะลงที่ pace ประมาณ 3:20 min/km
ในสายตานักวิ่งทั่วไป จะมองว่าเร็วมากๆ
แต่โดยส่วนตัวเขา เขาคงไม่เหนื่อยแทบขาดใจแน่นอน
กลับกันเมื่อมันไม่เหนื่อยมาก เขาจึงวิ่งด้วยจำนวนรอบ
ที่มากและเน้นการพักที่สั้นๆแทน
ด้วยความสามารถของแนวหน้าท่านนี้
การลงคอร์ทระยะ 1000 m ด้วยเวลา 03:00 นาทีไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรง แต่เขาไม่ทำ เพราะมันทำได้ไม่กี่เที่ยว

ตั้งแต่เห็นแนวหน้าท่านนั้นซ้อม
ผมจึงเปลี่ยนการซ้อมจากที่เน้นวิ่งให้เร็วเกินความสามารถ
ตัวเองมากๆ เช่นจากเดิมลงคอร์ทระยะ 1000 m ด้วย pace
3:35 - 3:45 min/km (สถิติไม่ค่อยพัฒนาแถมป่วยบ่อยด้วย) ก็เปลี่ยนมาวิ่งที่ pace 04:00 - 03:55 min/km (ผมวิ่ง 10K ด้วย pace 04:08 - 04:05 min/km) ผลที่ได้ ผมสามารถลงด้วยจำนวนเที่ยว 8-10 เที่ยว
ได้โดยที่พักไม่นานมาก (90 sec) และกลับบ้านแบบไม่บาดเจ็บและยังสด วันถัดไปผมสามารถวิ่ง Easy run, recovery 50 นาทีได้อย่างสบายๆ ผมจึงค่อนข้างเชื่อบทความของ อ.เปา ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 20
ตอบโดย : มะขามเฒ่า
(22/06/2017 11:10)

 
 
ขอเรียนถามอ.เปาว่า หากใช้วิธีที่เขียนมาตั้งแต่ต้น นักวิ่งแนวหน้าในอดีต ที่มีอายุ 30 กว่า ถึง 40 ปลายๆ โดยมีอุปสรรค์ที่อายุมาก แต่ในอดีตที่มีสถิติค่อนข้างดีมากๆ ยังมีโอกาสหวลคืนมาเป็นแชมป์ อีกครั้งโดยใช้วิธีที่อธิบายมาได้หรือไม่ เพราะบุคคลเหล่านี้วิ่งมานาน มีพื้นฐานที่ดีมาก แต่ขาดการพัฒนา เห็นว่าไม่ไม่สามารถพัฒนาต่อไปแล้ว รวมไปถึงมีอาการบาดเจ็บ พิกลพิการกันกันพอสมควร จึงเลิกวิ่งไป ขอความเห็น อ.เปาในส่วนนี้ครับ
   

ความคิดเห็นที่ 21
ตอบโดย : เสนีย์ (เชียงใหม่)
(23/06/2017 10:55)

 
 
   

ความคิดเห็นที่ 22
ตอบโดย : อ.เปา
(23/06/2017 11:54)

 
 
ตอบ คุณมะขามเฒ่า


คำตอบมีแนวแบบนี้ครับ ขอเรียนให้ท่านนักวิ่งแนวหน้าทราบก่อนว่า


วัยแห่งคนเราที่มีกำลังมากที่สุดคือที่ อายุ 40


ดังนั้นท่านที่มีอายุ แถวๆ 40 + หรือ - ย่อมมีโอกาสสร้างชื่อได้แน่นอน

ตอบแบบนี้เหมือนตอบย้อนคำถาม
คือผมเคยเห็นแนวหน้าที่มักประสบความสำเร็จอายุอยู่ที่ 20-30 เป็นหลัก

แต่ความจริง....คนที่แข็งแรงที่สุดอยู่ที่ 40

ซึ่งความจริง...คนเราดันได้สุดขีดที่อายุ 40 ครับ
หมายถึงค่า...โดยประมาณ เป็นตรงนี้

แล้วเหตุใดเราจึงพัฒนาไม่ขึ้น ?

คำตอบคือ....ซ้อมแบบตามใจตัวเอง..กลายเป็นฝืนธรรมชาติ
ธรรมชาตินั้น...พัฒนาได้อยู่แล้ว
และทางตรงข้าม...เสื่อมได้ด้วย

มันอยู่ที่เราเล่นตรงไหน..ให้พัฒนา หรือ ให้ฉิบหาย

ความจริงคือ...ร่างกายคนเรามีกลไกพิเศษนับจำนวนไม่ถ้วนฝังอยู่ในร่างกายอันมหัศจรรย์นี้

ปัญหาจึงเป็นว่า...เราไปกระตุ้นกลไกภายในอย่างไรเท่านั้น

ถ้าเราทำได้ถูกวิธี...ร่างกายเราก็พัฒนา
ถ้ากระตุ้นมากไป...ก็เจอกับดัก เสียคนไปเลย

ตำรานักวิ่งจึงกองเท่าภูเขา..ใครเขียนตรงไหน ก็ถูกต้องหมด

นักวิ่งในอดีตที่มีพื้นฐานดี...หันหลังให้การฝึกฝนเพราะ
ทำยังไงมันก็ไม่ดีขึ้น....แม้กำลังใจยังดี ทำไมกำลังกายถดถอย
อันนี้ตอบสั้นๆว่า...คุณเล่นผิดคิว !!!
หรือ....เล่นผิดสูตร !!!

ขอเรียนว่าหลักในการฝึกซ้อมคือ ร.ส.พ. อันนี้ผมพูดมานาน
เอามาจากตำราของวิทยาศาสตร์การกิฬานั่นแหละ

ร......คือรู้สภาพร่างกายของตนในขณะลงฝึก

ส.....คือสม่ำเสมอในการฝึก ไม่ว่าหนักหรือเบา ใช้ความสม่ำเสมอเป็นหลัก

พ....คือการพักผ่อน (อย่าถามนะว่าพักผ่อนทำไม? ดูเอาตอนพักแล้วรู้สึกยังไงง่ายกว่า)

หลัก ร.ส.พ. นี้...มีความลับมากมายอยู่ในนั้น
อย่าต้องให้อธิบายให้มากนัก..เดี๋ยวจะเหลือคนอ่านนิดเดียว

แต่..อ.เปา ชอบพูดให้ฟังเร้าใจ ก็อธิบายแบบนักวิ่งคุยกัน

เพื่อจะตอบคำถามว่า...

นักวิ่งแนวหน้าในอดีต ที่มีอายุ 30 กว่า ถึง 40 ปลายๆ โดยมีอุปสรรค์ที่อายุมาก แต่ในอดีตที่มีสถิติค่อนข้างดีมากๆ ยังมีโอกาสหวลคืนมาเป็นแชมป์ อีกครั้งโดยใช้วิธีที่อธิบายมาได้หรือไม่

ตอบว่า...ได้ โดยมีเงื่อนไขต่างๆ คือคุณต้องสำรวจตัวเองด้วย

เพราะแนวทางบทความที่เขียนมานี้...หลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บเป็นหลัก !!!

ถ้าร่างกายคุณบาดเจ็บ...ก็ต้องลดการฝึกลง อย่าซ้ำให้ฉิบหาย !


ถ้าคุณไม่บาดเจ็บ...การฝึกของคุณก็คือการพัฒนา


ผมจะไปห้ามความดังของคุณก็ไม่ได้

ไอ้ตัวที่ห้ามคุณได้คือ...บาดเจ็บ หรือ เจ็บป่วย


คุณแนวหน้าจะหวลคืนสนาม...คุณทำได้แน่
แต่...ต้องเป็นไปตามสภาพ อย่าทำแบบหนุ่มๆ ทำตามสภาพอายุดีที่สุด

ความจริงบทความชิ้นนี้...ทำขึ้นเพื่อให้กำลังใจแก่ผู้แพ้ซ้ำซากอยู่แล้ว !!!

   

ความคิดเห็นที่ 23
ตอบโดย : มะขามเฒ่า
(23/06/2017 17:20)

 
 
ถือเป็นความเห็นที่สร้างใจได้ดีพอสมควร ขอบคุณครับ
   

ความคิดเห็นที่ 24
ตอบโดย : ผ่านมา
(24/06/2017 07:57)

 
 
คงต้องย้อนไปอ่านอีกรอบ
   

ความคิดเห็นที่ 25
ตอบโดย : ประกิต
(30/06/2017 07:14)

 
 
1-6 เป็นบทความที่มีคุณค่ามาก

ขอนำไปใช้ด้วยคน
   

ความคิดเห็นที่ 26
ตอบโดย : หนุ่ม ไม้ประดับ
(30/06/2017 07:26)

 
 
“ช้าไม่เป็น...เร็วไม่ได้”

บทความนี้อธิบายชัดเจนมาก
   

ความคิดเห็นที่ 27
ตอบโดย : เกิดก่อน
(2/07/2017 07:44)

 
 
ถ้าคุณไม่บาดเจ็บ...การฝึกของคุณก็คือการพัฒนา

ขอแปลว่าทุกรุ่นอายุพัฒนาได้ ใช่ไหมครับ
   

ความคิดเห็นที่ 28
ตอบโดย : อ.เปา
(3/07/2017 11:31)

 
 
ขอเรียนว่า....ทุกรุ่นพัฒนาได้ไม่เท่ากัน
คนหนุ่มย่อมพัฒนาได้ดีกว่า คนอายุมากก็มีการพัฒนาช้าลง
จนกระทั่งการพัฒนาสิ้นสุดแล้ว...รอคอยความตาย

ถ้าคุณไม่บาดเจ็บ...การฝึกของคุณก็คือการพัฒนา
นั่นแปลว่า...ยังฝึกได้ ก็ยังพัฒนาได้ ตามสภาพครับ

เขียนไว้เพื่อบอกให้แนวหน้ารุ่นเก่าที่หมดหวัง หรือที่เริ่มหมดหวัง.... ได้คิดบ้าง
เวลาที่เหลือ...อาจเป็นนาทีทอง แต่ทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
นั่นเพราะ...พื้นฐานของแนวหน้าคุณนั้นดีมากอยู่ก่อนแล้ว
คุณเก่งกว่านักวิ่งเป็นหมื่น อะไรดีๆก็อย่าทิ้งเสีย
อย่าให้ความสิ้นหวังมาหยุดอนาคตของคุณ

บทความที่เขียน...หมายถึงคุณเคยอ่อนแอแล้วกลับมาเข้มแข็งได้อย่างไร
คุณควรทบทวน...แล้วเอามาใช้

อาจจะกล่าวเลยไปว่า ทุกรุ่นอายุพัฒนาได้
แต่ความจริงคือ....เรารักษาความฟิตไว้ได้ด้วยการฝึกสม่ำเสมอ
แล้วการพัฒนา....ก็มีเงื่อนไขหนึ่งคือ อายุ
แต่เงื่อนไขมีอีกมากมายก่ายกอง.... ลองก็ไม่เสียหายอะไร

ทดลองหาคำตอบด้วยตนเองคงจะดีกว่า...

   

ความคิดเห็นที่ 29
ตอบโดย : มาใหม่
(3/07/2017 13:45)

 
 
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 149495
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.