กลับหน้าแรก > กลับหน้ากระทู้
ปรากฏการณ์แบนิสเตอร์
 

ปรากฏการณ์แบนิสเตอร์
โดย กฤตย์

อนุสนธิ์จากกระทู้ที่ 026856 เคนย่าช่วยพัฒนานักวิ่งไทยอย่างไร
ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ และขุดเอาบทความเก่าของตัวเองขึ้นมา
เหลือเชื่อว่า ตัวเราเองเขียนไว้ตั้งแต่ 2 ปีกว่ามาแล้ว
มันนอนคอยในตะกร้ามาเพื่อวันนี้โดยเฉพาะเลย
เชิญทัศนาได้แล้วพี่น้อง

"ปรากฏการณ์แบนิสเตอร์"


ปรากฏการณ์แบนิสเตอร์
(Banister’s Phenomenon)
โดย กฤตย์ ทองคง


“The differcult can be done immediately,
The impossible takes a little longer”

“เรื่องยากเราสามารถลงมือทำได้ทันที
ส่วนเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อาจต้องใช้เวลานานขึ้นอีกนิด.”


ก่อนปี 1954 ยังไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่สามารถวิ่งได้เร็วกว่าไมล์ละ 4 นาทีได้
ด้วยความเร็วที่เร็วกว่า 4 นาทีนั้น คนเราพบว่าอาจพุ่งทะยานไปได้ แต่ในระยะทางที่จำกัด
แต่ยิ่งเร็วไปเท่าไรจะพบว่า ความเร็วต่อไปยิ่งตกวูบลงเท่านั้น
ภายในระยะทางหรือระยะเวลาข้างหน้า ที่ใกล้ตัวยิ่งขึ้นเท่านั้น


ไม่เพียงแต่ โลกเราปราศจากคนวิ่งได้ แต่คนเรายังเชื่อด้วยต่างหาก
เราเชื่อกันว่า “คนเราจะวิ่งได้เร็วขนาดนั้นไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้”
ผู้พูดกล่าวอย่างหนักแน่นราวกับค้นพบหลักฐานที่แน่นอนว่า
มีอะไรบางอย่างที่ปิดกั้นมิให้มนุษย์เราทะลุไปสู่จุดนั้น
ทั้งๆที่เมื่อสืบสาวไปถึงเหตุผลจริงๆ ว่าทำไมมนุษย์เราวิ่งเร็วแบบนั้นไม่ได้
ก็ไม่พบว่ามีอะไรเป็นสิ่งยืนยัน เพียงแต่เป็นความเชื่อกันเท่านั้นเอง


วันหนึ่งเกิดเป็นข่าวในหน้ากีฬาของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับขึ้นมาว่า
นายโรเจอร์ แบนิสเตอร์ แกทำได้ที่ 3:59 นาที
(ปัจจุบันได้รับการสถาปนาเป็น Sir Roger Banister) ในระยะทาง 1 ไมล์นี้
มันมีสถานะไม่เพียงแต่นายแบนิสเตอร์ได้ทุบสถิติโลกลงเท่านั้น
แต่ผลงานของเขาได้ทำลายปราการความเชื่อของคนเราที่มีต่อ
ความสามารถของตนเองที่จะทะลวงระยะทาง 1 ไมล์ นั้นได้


ไม่เพียงแต่เท่านั้น เวลาที่ไม่นานเกินไป ก็มีนักวิ่งคนที่สองที่สามารถ
วิ่งได้ต่ำกว่าไมล์ละ 4 นาที ขึ้นมาอีก และทันใดนั้นก็ตามมาด้วยคนที่
สาม.....สี่....ห้า.... คราวนี้ คลื่นของผู้ท้าทายระยะทางวิ่ง 1 ไมล์ที่เร็วที่สุด
ก็ถาโถมเข้าหาปราการราวกับกำแพงเบอร์ลินทลายลงจากคลื่นของคนเยอรมัน


เป็นที่น่าสังเกตได้ว่า หลังจากที่แบนิสเตอร์ทำลายสถิติลงได้
ก็มีนักวิ่งอื่นๆพากันทำได้บ้างตามๆกันมากมาย ทั้งๆที่แต่ก่อนนี้ อั้นมานาน
จนตกตะกอนกลายเป็นผลึกแห่งความเชื่อที่กั้นบล็อกมนุษย์จากความสำเร็จใดๆ


แล้วก็เป็นแบบนี้อีกครั้งกับสถิติโลกมาราธอนหญิง แช่เย็นอยู่ที่ 2:20 ชั่วโมง
โดยอินกริด คริสเตียนเซ่นเป็นเวลา ราว 20 ปี ที่วงการกรีฑาโลกไม่พบว่ามีมนุษย์เพศหญิงคนใด
ทำความเร็วในระยะ 42.195 ก.ม.ได้เวลาที่น้อยกว่านี้ จนทำให้มนุษย์เราพลอยหลงไปกับมายาภาพอีกครั้งว่า
ผู้หญิงไม่น่าจะมีทางวิ่งมาราธอนได้เร็วกว่า 2:20 ช.ม. อีกแล้ว


แต่แล้วไม่กี่ปีมานี้เอง ที่ เทกลา ลาโรเป้ เจ้าตัวเล็กจากเคนย่า ก็สามารถทุบสถิติโลกที่คริสเตียนเซ่นทำไว้ได้
แน่นอนครับ หลังจากนั้นไม่นาน รายที่สอง รายที่สาม
ก็ทุบ 2:20 เป็นว่าเล่น คราวนี้ระยะห่างการทุบทำลายจะอยู่เพียงระยะห่างเป็นเดือนเท่านั้น
ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ เดี๋ยวเจ้าของสถิติเป็นเคนย่า
เดี๋ยวก็โดนญี่ปุ่นเอาไปครอง เดี๋ยวก็กลายเป็นอังกฤษคือเจ้าของสถิติคนใหม่


อาการอย่างที่บรรยายมานี้ เรียกว่า “ปรากฏการณ์แบนิสเตอร์” (Banister’s Phenomenon)
ปรากฏการณ์นี้อธิบายกับเราว่า กำแพงที่กั้นขวางเราไว้ ย่อมไม่ใช่ตัวอุปสรรค
ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว หรือระยะทางใดๆ แต่แท้จริงของมันแล้วคือความเชื่อและทัศนคติของคนเรานั่นเอง


เกือบ 60 ปี ผ่านมาหลังจากมนุษย์ค้นพบปรากฏการณ์แบนิสเตอร์
วงการวิ่งระยะไกลในประเทศไทยก็พบว่าตัวเองตกอยู่ในปรากฏการณ์แบนิสเตอร์อีกครั้ง


เราเชื่อกันไปเสียแล้วว่า “นักวิ่งไทยไม่มีทางวิ่งชนะเคนย่าได้อย่างแน่นอน”
ความเชื่อที่เป็นเช่นนี้ ดูไปแล้วก็เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยาก ความที่ตัวเลขเวลามันห่างกันหลายขุม
ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร ไม่รู้กี่นาทีต่อกี่นาที ไม่รู้กี่โลต่อกี่โล ไม่ใช่แค่เห็นหลังกันไวๆอย่างนั้น


แต่ขอให้เชื่อเถิดพี่น้อง มันเป็น “มายาภาพ” ทั้งนั้น มันเป็นแค่ความเชื่อต่างหากที่เราต้องทลายลง มิใช่ที่ตัวเลขสถิติใดๆ
ตราบใดที่พวกเราเชื่อกันจริงๆว่าเราทำไม่ได้ เราก็จะทำไม่ได้จริงๆ


ดังนั้น มายาภาพตรงนี้ ผู้เขียนอยากจะเรียกมันว่าเป็น “ภาพหลอก”
แต่มิได้หมายความว่า ภาพหลอกนี้จะไม่เกิดขึ้นจริง มันจะเกิดครับ
เพราะความที่เราเชื่อเช่นนั้น และเพราะเราเชื่อ เราก็จะให้กำเนิดมันขึ้นมา
ผลัดกันผลิตซ้ำ แม้ว่ามันมีอีกด้านหนึ่งที่เราไม่ตระหนักก็คือ “เราย่อมเอาชนะมันได้”
เพราะเราทำได้ และเราคนไทยจะวิ่งได้ทันและอาจแซงเคนย่าได้อย่างแน่นอน



เช่นเดียวกันครับ มิใช่จู่ๆนายแบนิสเตอร์ และ ลาโรเป้ อยากวิ่งให้เร็วเฉยๆแล้วมาวิ่ง
เขา “ทำการบ้าน” ครับ เป็นการบ้านที่ปึกหนามากอย่างเอาใจใส่ทุ่มเท ทั้งกายใจ ทั้งตัวความรู้สารพัด ฯลฯ


ณ ที่ความเร็วระดับนั้น มันย่อมไม่ใช่ธรรมดา มันต้องรู้ว่า เราขาดอะไร ปัจจัยของมันมีอะไรบ้าง
แน่นอนเรามีไม่ครบ จะไปหาได้จากที่ไหน ถ้าไม่รู้ ใครรู้ ใครช่วยได้
และเมื่อพอหาปัจจัยมาบ้าง(แม้ไม่ครบ) ให้เอามาลอง ซึ่งมันจะล้มเหลว
ในชั้นต้นมากกว่าสำเร็จอย่างท่วมท้น แต่อย่าเป็นไปอย่างเหน็ดหน่าย
ฝึกอีกครั้งแล้วครั้งเล่า สถานะความสามารถย่อมกระเถิบเข้าใกล้ไปทีละนิด ทีละนิด


เราเป็นกันเช่นนี้หรือไม่ เพราะนักวิ่งไทยเรามองความสำเร็จสุดยอดอยู่เพียงเป็นตัวแทนประเทศเข้าชิงชัยในเอเชียนเกมส์
แค่อยากชนะมาเลย์ แค่ขอแซงอินโด และในอาคเนย์ด้วยกันเราจะยิ้มแก้มแทบปริเมื่อเราเป็นเต้ย
แท้จริงเราไม่ได้มีเป้าหมายใหญ่ไปถึงดวงดาวใดๆเลย แค่ญี่ปุ่นเพื่อนประเทศในเอเชีย เราก็ปล่อยผ่านแล้ว

ดังนั้น เมื่อปราศจากเป้าหมายที่ท้าทาย เราย่อมไม่มีข้อปฏิบัติใดๆ เมื่ออับจนซึ่งความฝัน
ย่อมไม่รู้จะบ้าฝึกไปเพื่ออะไร แต่ถ้ามีเป้าหมาย และเป้าหมายมันใหญ่มาก
เครื่องมือที่เคยนำมาใช้ปฏิบัติ มันย่อมนำมาใช้กับเราไม่ได้อีกแล้ว
เราย่อมต้องแสวงหาเครื่องมือและข้อปฏิบัติใหม่เอี่ยมที่จะรับมือกับเป้าหมายนั้นได้
ถ้าจะตักทีละนิดเข้าปากต้องเป็นช้อน แต่พลั่วไว้สำหรับย้ายกองดิน
ใช้ช้อนไม่ทันการณ์ และหากงานใหญ่จริงๆแบบถมที่อาจต้องเป็นรถตัก ใช้พลั่วไม่เหมาะ
เครื่องมือที่เหมาะสมกับการวิ่งก็เป็นเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน


เครื่องมือเดิมๆที่เราใช้อยู่ที่คอยสอดส่ายสายตาช้างเผือกเอามาฝึกต่อ
ย่อมจะต้องคลี่คลายไปเป็นกระบวนการผลิตช้างเผือกขึ้น
เป็นกองทัพช้างเผือก เพื่อจะได้เลือกตัวงามๆจากกลุ่มกองทัพนั้นขึ้นมาอีกที
แล้วขั้นตอนที่ไม่เคยมีคือ ขั้นตอนสลักเสลาช้างเผือกตัวใหญ่
ให้มีงางามงอนสุดยอดจะเป็นอย่างไร ก็สถาปนาขึ้น



จะเป็นไปอย่างนี้ได้ ก็ต่อเมื่อพวกเรามีฝันกันขึ้นก่อน ถ้าไร้สิ้นฝัน มันจะลงมือทำได้ไง


การณ์นี้เราจะต้องแลกเปลี่ยนด้วยอะไรๆอีกมากมาย
ที่ความยั่วเย้าระหว่างเส้นทางที่หลอกล่อให้เราเพลิดเพลินกับความสำเร็จขนาดจิ๋ว
กับสนามซองรางวัลทุกเช้าวันอาทิตย์ จะต้องถูกเรามองให้ทะลุออกไป
เสมือนหนึ่งเมินเฉยแต่ไม่ใช่ ค่าที่ว่าเป้าหมายใหญ่เรามีมากกว่านั้น
และเรากำลังก่อสานถักทอขึ้นเป็นโปรเจคส์ใหญ่ ที่ตัวนักวิ่งเองเป็นเพียงผู้สอยกัลปพฤกษ์เท่านั้น
แต่ทีมงานอีกหลายสิบที่จะช่วยพยุงให้เขาสามารถเหยียดเท้าตั้งมั่นบนขาหยั่งที่เหนียวแน่น
โดยไม่ล้มคว่ำลงก่อนที่สูงพอที่จะสอยดวงดาวได้
แม้แต่ทีมงานแต่ละตัวอาจต้องการผู้ช่วยของผู้ช่วย ก็จำเป็น



เงินทองที่ตั้งใจจะเอาไปตกรางวัลนักกีฬา ณ ปลายทาง ก็ให้เอามาใช้ ตรงจุดนี้ ณ ต้นทาง ไม่ใช่ปลายทางอย่างที่เคย

ดังนั้น ให้เราระมัดระวังให้จงหนัก เมื่อเราจะเชื่ออะไร เมื่อเราเลือกที่จะกล่าวอะไร

เพราะเมื่อเราเชื่อว่าเราชนะเคนย่าไม่ได้ เราก็จะไม่มีวันชนะ และถ้าเรากล่าวถึงความเป็นไปไม่ได้
มันก็จะเป็นไปไม่ได้ ด้วยมิติเช่นนี้ คำว่า “เป็นไปไม่ได้”
จึงมีฐานะ เป็นคำหยาบคายอย่างที่สุดและยอมรับไม่ได้เอาเลยในวงการวิ่ง


นี่คือมหัศจรรย์ของการทำสิ่งที่ยากๆให้สำเร็จ การวิ่งมันดี ที่ได้จำลองเอาเรื่องใหญ่ๆของการพัฒนาประเทศและสังคม
มาอยู่ในสนามซ้อม ถ้าทำแค่นี้ไม่ได้ เรื่องที่ใหญ่โตกว่านี้เราจะฝ่าฟันมันไปได้อย่างไร
เมื่อมีความเข้าใจโลกและชีวิตได้ถูกต้อง เราย่อมสามารถพลิกผืนฟ้าให้มาอยู่ข้างล่าง
และตลบพื้นดินให้กลับขึ้นไปด้านบน ด้วยความคิดเป็นตัวนำร่อง และจากตรงนั้น
แนวปฏิบัติจะมาด้วยการศึกษาไตร่ตรอง และลงมือขอความช่วยเหลือ
เมื่อได้อะไรมาเท่าไรจึงค่อยเอาความเพียรเข้าคลุกเคล้าอย่างมิท้อถอย
แม้ตัวเราอาจทำไม่สำเร็จวันนี้ แต่ประเทศเราไม่ใช่ไม่ได้อะไรเลย
แต่บรรดาทรัพยากรที่ได้ตระเตรียมมา อาจเป็นฐานให้น้องๆที่กำลังเตาะแตะปัจจุบัน
ได้มีที่ยืนบนฐานองค์ความรู้และเทคนิคพิเศษจนกระทั่งสูงขึ้นๆ จนสอยดาวกัลปพฤกษ์ได้ในที่สุด
 
 
โดย กฤตย์ [15/08/2017 16:45]
 

ความคิดเห็นที่ 1
ตอบโดย : หมูๆ
(15/08/2017 16:45)

 
 
ขอบคุณอ.มากครับสำหรับบทความดีๆ
   

แสดงความคิดเห็น :
ข้อความ :
CODE ** กรุณากรอกหมายเลข 595433
โดย :
(Username)
Password(สำหรับสมาชิก)
   
   
ประวัติชมรมวิ่ง | สมัครสมาชิก | ข่่าวสารงานวิ่ง | สาระน่ารู้ | กระทู้พูดคุย | รูปภาพงานวิ่ง
Copyright @ 2007-2010 www.bangkhunthianjoggingclub.com. All rights Reserved. Powered By knsworldnet.com|.